ก่อนความเปลี่ยนแปลง โดย ปราปต์ บุนปาน

4.03.19 | 13:00 น.

การเลือกตั้งวันที่ 24 มีนาคม เหลือเวลานับถอยหลังอีกไม่ถึง 1 เดือนแล้ว

ไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาอย่างไร จะมีความพลิกผันอันใดเกิดขึ้นอีกหรือไม่

แต่อย่างน้อย กระบวนการที่ผลักดันประเทศไทยไปสู่การเลือกตั้งครั้งนี้ ก็สะท้อนให้เห็นถึงพลวัต ความเปลี่ยนแปลง ความเคลื่อนไหวของสังคม ซึ่งถูกกดเก็บไว้ภายใต้สถานการณ์ “สงบราบเรียบ” ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา

ก่อนหน้าวันที่ 24 มีนาคม เราได้ติดตามชมบรรยากาศการถกเถียงตามรายการดีเบตมากมาย หลากหลายคุณภาพ ทั้งที่แพร่ภาพผ่านจอโทรทัศน์และอุปกรณ์พกพาชนิดอื่นๆ

เราได้เห็นผู้ร่วมสนทนาที่มีประเด็น มีสาระ และคนเข้าร่วมวงสนทนา ที่พูดจาไม่ค่อยมีประเด็น แลดูเพี้ยนๆ หลุดโลก

Advertisement

เราได้สัมผัสรายการสนทนาที่ยังไปไม่พ้นจากกรอบความขัดแย้งทางการเมืองรูปแบบเดิม และรายการที่พยายามแสวงหาทางออกแบบใหม่ หรือมุ่งมั่นจะพิจารณาประเด็นเชิงโครงสร้างมากยิ่งขึ้น

เรา ในฐานะผู้ชม ได้มีโอกาสประเมินคุณภาพของผู้ดำเนินรายการโทรทัศน์/ออนไลน์แต่ละราย แต่ละช่อง ว่าคนไหนทำหน้าที่ได้ดี คนไหนทำหน้าที่ได้แย่ และคุณลักษณะ/พิธีกรแบบใดที่สูญหายไปอย่างน่าเสียดาย

และสุดท้าย เราก็ต้องกลับมาเผชิญหน้ากับคำถามเก่าๆ ที่เคยเกิดขึ้นหลายครั้งหลายหน ว่าสื่อกำลังถูกแทรกแซงอีกแล้วหรือ

ในการเลือกตั้งหนนี้ พรรคการเมืองขนาดกลาง-ขนาดใหญ่ต่างเลือกยุทธศาสตร์ที่จะต่อสู้กันด้วยนโยบาย

ด้านหนึ่ง เราได้เห็นนโยบายระดับจุลภาคหลากสีสันและมีเหตุมีผล ที่พยายามเชื่อมโยงตัวเองกับระบบเศรษฐกิจ วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน ความเชื่อ และองค์ความรู้ใหม่ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปเยอะ

อีกด้าน ก็มีผู้นำของพรรคการเมืองหลักๆ ที่พยายามครุ่นคิดถึงปัญหาในภาพใหญ่ พร้อมเสนอหนทางว่าควรทำอย่างไร ประเทศไทยถึงจะหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง และสถานภาพประเทศกำลังพัฒนา

ต้องยอมรับว่า ที่ผ่านมาสังคมทั้ง “เดินหน้า” และ “ถอยหลัง” ไปมากในเรื่องเหล่านี้ แต่การนำเสนอและถกเถียงถึงนโยบายสาธารณะด้านต่างๆ อย่างเข้มข้น จริงจัง กระตือรือร้น กลับขาดหายไปเฉยๆ

กระทั่ง “การเมืองของการกำหนดนโยบายสาธารณะ” เคลื่อนไหวไปไม่เท่าทันสังคม

การเลือกตั้งอาจเปิดโอกาสให้บรรดาผู้นำเสนอ ผู้กำหนด และผู้เลือกนโยบาย ได้เร่งสปีดตัวเองอีกครั้งหนึ่ง

ก่อนหน้าวันที่ 24 มีนาคม คนไทยยังจะได้ร่วมกันประเมินว่าที่ “ผู้นำ” คนใหม่ ซึ่งสุดท้าย ก็มีตัวเลือกไม่มากนัก เพราะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีทุกราย มิได้มีคุณสมบัติเป็น “ผู้นำ” ไปเสียทั้งหมด

ระบบเลือกตั้งแบบบัตรเดียว ซึ่งส่งผลให้ประชาชนเหมือนจะต้องกากบาทเลือกนายกรัฐมนตรีไปในตัว ยิ่งกระตุ้นให้ผู้ลงคะแนนเสียงต้องยึดโยงตนเองเข้ากับ “ผู้นำคนใหม่” อย่างเต็มที่

“ผู้นำ” เช่นนี้ ย่อมเป็นตัวแทนของความหวังและอุดมการณ์อันยิ่งใหญ่กว้างขวาง (ไม่ว่าจะ “เก่า” หรือ “ใหม่”) ขณะเดียวกัน ก็อาจตกเป็นเป้าหมายที่ถูกโจมตีเล่นงาน จากกลุ่มที่มีความคิดความเชื่อตรงกันข้าม ได้โดยง่าย

แม้แต่นายกรัฐมนตรีผู้มีอำนาจเต็ม-หัวหน้า คสช.-แคนดิเดตนายกฯ ของพรรคพลังประชารัฐ เอง ก็คงหลีกไม่พ้นจากพันธะ-ภาระและจุดอ่อนข้างต้น ไม่ว่าจะกุมสภาพความได้เปรียบไว้มากมายขนาดไหนก็ตาม

ภาวะ “ก่อนเลือกตั้ง” ยังสร้างแรงสั่นสะเทือนอีกหลายประการ

เอาง่ายๆ แค่งานประกาศรางวัลภาพยนตร์แห่งชาติ “สุพรรณหงส์” เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็ยังมีคนทำหนังซึ่งได้รับรางวัลสำคัญ ขึ้นไปกล่าวถึงการมองไม่เห็นอนาคตในสภาพปัจจุบัน พร้อมฝากความหวังไปยังรัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้ง

ทำเอารองนายกฯ วิษณุ เครืองาม ที่ควรได้มอบรางวัลใหญ่ปิดท้ายงานแบบแกรนด์ๆ ต้องขึ้นเวทีไปโชว์ไหวพริบปฏิภาณเล็กน้อย (แม้จะไม่ถึงขั้น “ปาฏิหาริย์ทางกฎหมาย” ก็ตาม)

ทั้งหมดนี้คือกรณีตัวอย่างของแรงกระเพื่อมรายทาง ก่อนหน้าความเปลี่ยนแปลงหลังวันที่ 24 มีนาคม 2562