หน้าแรก คอลัมนิสต์ รื่นร่มรมเยศ ...

รื่นร่มรมเยศ : คาถาพาหุง บทที่ 3 : โดย เสฐียรพงษ์ วรรณปก

10.03.19 | 14:15 น.

คาถาพาหุงบทที่ 3 มีข้อความว่า

นาฬาคิริง คะชะวารัง อะติมัตตะภูตัง
ทาวัคคิจักกะมะสะนีวะ สุทารุณันตัง
เมตตัมพุเสกะวิธินา ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ

พญาช้างนาฬาคิรี ตกมัน ดุร้ายยิ่งนัก
ประดุจไฟป่า จักราวุธและสายฟ้า
พระจอมมุนีทรงเอาชนะได้ด้วยวิธีรดน้ำคือเมตตา
ด้วยเดชแห่งชัยชนะนั้น ขอชัยมงคลจงมีแก่ท่าน

ต้นเหตุให้เกิดเรื่องนี้ก็คือ พระเทวทัต อดีตเจ้าชายหนุ่มแห่งโกลิยวงศ์ ตำนานฝ่ายเถรวาทว่า เป็นเชษฐาของ พระนางยโสธราพิมพา ซึ่งก็อาจเป็นไปได้ เพราะคัมภีร์ฝ่ายเถรวาทบางแห่งก็พูดในทำนองนั้น ดังเช่นเมื่อพระเทวทัตยื่นข้อเสนอให้พระพุทธองค์มอบสงฆ์ให้ท่านปกครองอ้างว่า “บัดนี้พระองค์ทรงแก่เฒ่าแล้ว ขอจงมอบภาระดูแลสงฆ์แก่ข้าพระองค์เถิด”

ถ้าพระพุทธองค์ทรงเป็นสหชาติกับพระนางยโสธราพิมพา และถ้าพระเทวทัตเป็นเชษฐาของพระนางจริง พระเทวทัตก็ไม่น่าจะพูดว่า “พระองค์ทรงแก่เฒ่าแล้ว” ใช่ไหมขอรับ แต่ช่างเถอะ อย่าปวดหัวกับประเด็นนี้เลย เชื่อตามมติฝ่ายเถรวาทไปก่อน

Advertisement

พระเทวทัตออกบวชพร้อมกับเจ้าชายศากยวงศ์ และนายภูษามาลาแห่งศากยวงศ์ นามว่า อุบาลี (เวอร์ซาเช่ แห่งเมืองกบิลพัสดุ์ ว่าเข้านั่น) รวม 7 ท่านด้วยกัน เพื่อนร่วมรุ่นที่มีชื่อเสียงในเวลาต่อมานอกจากพระอุบาลี ก็มี พระอานนท์ พระอนุรุทธะ พระเทวทัต แรกเริ่มเดิมทีก็ดังในทางดี

คือตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติภาวนาจนกระทั่งได้ฌานได้ “โลกิยฤทธิ์” (ฤทธิ์ระดับโลกิยะ) คือเหาะเหินเดินหาวได้ หายตัวได้ อะไรทำนองนี้ ฤทธิ์อย่างนี้เสื่อมได้ถ้าไม่รู้จักประคับประคองในทางที่ถูก ซึ่งก็เป็นดังนั้นจริงๆ

ว่ากันว่าญาติโยมทั้งหลาย เวลาไปวัด ก็จะนำลาภสักการะไปถวายพระคุณเจ้าต่างๆ ที่ตนเคารพเลื่อมใส บ้างก็ถามว่า พระคุณเจ้าสารีบุตรอยู่ที่ไหน พระคุณเจ้าโมคคัลลานะ พระอานนท์ ฯลฯ อยู่ที่ไหน แล้วก็นำเอาลาภสักการะไปถวายท่านเหล่านั้น

น้อยรายจะถามถึงพระเจ้าเทวทัต พระคุณเจ้านั่งนึกว่า ท่านเหล่านั้นหลายท่านเป็นขัตติยกุมารออกบวช เราเองก็เป็นขัตติยกุมารออกบวช ไม่เห็นมีอะไรด้อยไปกว่าท่านเหล่านั้น แต่ทำไม ญาติโยมเวลานำอะไรมาวัด ไม่ถามถึงเราบ้าง มันน่าน้อยใจนัก เราต้องหาทางแสวงลาภสักการะให้มากกว่าท่านเหล่านี้ให้จงได้

เรียกว่า “ปาปิจฉา” (ความปรารถนาลามก) ได้เกิดขึ้นในใจพระคุณเจ้าเทวทัตเสียแล้วละครับ เทวทัตคิดว่า เจ้าชายอชาตศัตรู มกุฎราชกุมาร สติปัญญาไม่แหลมคมนัก สามารถ “ล้างสมอง” ได้ง่าย ถ้าทำให้อชาตศัตรูเลื่อมใสได้ ก็จะเป็นทางมาแห่งลาภยศสรรเสริญ แผนการอันเลวร้ายจึงเริ่มต้น

วันหนึ่ง ขณะเจ้าชายเสด็จประพาสวนอุทยานแห่งหนึ่ง อยู่ๆ พระเทวทัตก็ปรากฏตัวต่อพระพักตร์ ทำให้เจ้าชายตกใจและอัศจรรย์ใจไปพร้อมกัน

ตกใจที่เห็นพระคุณเจ้ามีอสรพิษร้ายพันกายหลายตัว ไม่เห็นมันทำร้ายพระคุณเจ้าเลย และอัศจรรย์ใจที่พระคุณเจ้าอยู่ๆ ก็เหาะลงมาจากห้วงนภากาศ ทำได้อย่างไรมันน่า “งืด” แท้

พระคุณเจ้าบอกว่าอย่าตกพระทัยบพิตร อาตมาคือเทวทัต สาวกแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ว่าแล้วก็แสดงธรรมกับเจ้าชายอชาตศัตรู จนกระทั่งท้าวเธอมอบตนเป็นศิษย์ก้นกุฏิ ถวายความอุปถัมภ์ในเวลาต่อมา มาถึงตอนนี้พระคุณเจ้าเทวทัตก็ร่ำรวยลาภสักการะมากมายก่ายกอง เพราะเป็นพระอาจารย์ของมกุฎราชกุมารแห่งมคธรัฐ

ต่อมาพระเทวทัตก็ยุยงให้อชาตศัตรูกำจัดพระราชบิดาชิงราชบัลลังก์ ทั้งๆ ที่ตนเองก็ได้โดยชอบธรรมอยู่แล้ว เจ้าชายจับพระราชบิดาขังคุกให้อดอาหารจนสิ้นพระชนม์ ตอนหลังพระเจ้าอชาตศัตรูรู้ว่าถูกเทวทัตหลอก จึงสั่งตัดความอุปถัมภ์ที่เคยให้แก่พระเทวทัต

ก่อนหน้านั้นเล็กน้อยพระเทวทัตจ้างนางขมังธนูไปยิงพระพุทธเจ้าแต่แผนการล้มเหลว จึงลงทุนปีนเขากลิ้งก้อนหินลงมาหมายทับพระพุทธองค์ขณะประทับนั่งเข้าฌานสมาบัติอยู่ที่ถ้ำมัททกุจฉิ เชิงเขาคิชฌกูฏ ก้อนหินกลิ้งลงไปปะทะชะง่อนผา สะเก็ดหินกระเด็นไปต้องพระบาทพระพุทธองค์จนพระโลหิตห้อ พระสงฆ์สาวกพากันนำพระพุทธองค์ไปให้หมอชีวกถวายการรักษาพยาบาล ณ ชีวกัมพวัน

เหตุการณ์เหล่านี้ยังไม่ปรากฏต่อสาธารณะนัก คนทั่วไปยังไม่รู้ว่าเป็นแผนการของพระเทวทัต ต่อเมื่อเกิดเหตุการณ์ช้างนาฬาคิรีนั่นแหละ คนจึงโจษจันกันว่า พระเทวทัต คือต้นเหตุการกระทำอันเลวร้ายนี้แน่นอน

เช้าวันหนึ่ง ขณะพระพุทธองค์มีพระอานนท์โดยเสด็จ เสด็จออกบิณฑบาตโปรดสัตว์ในเมืองราชคฤห์

พญาช้างตกมันถูกปล่อยจากโรงช้าง วิ่งทะยานออกสู่ถนนใหญ่มุ่งหน้ามาทางพระพุทธองค์และพระอานนท์ ร้องเสียงโกญจนาท (เขาว่าร้องแปร๋นๆ เสียงแหลมเล็กดุจเสียงนกกระเรียน การร้องของช้างจึงเรียกว่า “โกญจนาท”) มหาชนชาวเมืองวิ่งหนีอลหม่าน

พระอานนท์พุทธอนุชา เกรงภัยจะมาถึงพระพุทธองค์ จึงรีบกลับออกไปหมายสกัดพญาช้างตกมันไว้ ไม่คำนึงถึงชีวิตของตนเอง ทั้งๆ ที่ยังเป็นเสขบุคคล (เป็นพระโสดาบัน) ไม่ได้เป็นพระอรหันต์ทรงอภิญญาพอที่จะต่อสู้กับพญาช้างตกมันได้ พระพุทธองค์ตรัสเรียกพระอานนท์ให้ถอยกลับมา พระองค์ทรงทำปาฏิหาริย์ให้พญาช้างวิ่งเลี่ยงไปอีกทางหนึ่ง

ขณะนั้นเด็กน้อยคนหนึ่งถูกแม่ทิ้งไว้กลางถนนเพราะกลัวตายร้องไห้จ้าน่าเวทนายิ่ง พญาช้างเปลี่ยนเข็มจากพระอานนท์หันมาหมายกระทืบเด็กน้อยตายคาตีน พระพุทธองค์แผ่เมตตาภินิหาร ดังหนึ่งทรงหลั่งกระแสธารอันเย็นสนิท ตกต้องจิตพญาช้างสาร ความดุร้ายเมามันพลันหายไปสิ้น

มันเดินเซื่องซึมเข้ามาหมอบแทบยุคลบาท ยกงวงจบบนกระพองถวายอภิวาทพระศาสดา ผู้ทรงยกพระหัตถ์ลูบกระพองมันเบาๆ แล้วมันก็ลุกเดินเชื่องช้ากลับยังโรงช้าง เป็นที่อัศจรรย์

เสียงโจษจันกันไปทั่วว่า “นาคกับนาคชนกัน นาคหนึ่งปราบอีกนาคหนึ่งหมดฤทธิ์เป็นที่น่าอัศจรรย์”

นาคแรก หมายถึง “พระผู้ประเสริฐ” คือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า อีกนาคหนึ่งคือ “พญาช้างสาร” ที่เมามันชื่อ นาฬาคิรี

“อาวุธ” ที่พระพุทธองค์ทรงใช้สู้กับพญาช้างตกมันคือ เมตตา ด้วยอานุภาพแห่งเมตตาจิตอันแรงกล้า ที่พระองค์ทรงแผ่ไปต้องจิตพญาช้างทำให้มันคลายความดุร้ายลงฉับพลันและเลิกคิดที่จะทำร้ายพระองค์ในที่สุด

แต่ผู้ที่ยังไม่เลิกคิดร้ายก็คือ พระเจ้าเทวทัต เมื่อแผนการล้มเหลว จึงเข้าไปยื่นข้อเสนอ 5 ข้อ เช่น ให้พระอยู่โคนต้นไม้เป็นนิตย์ ห้ามอยู่ที่มุงที่บัง ห้ามฉันปลาและเนื้อตลอดชีวิต เป็นต้น พระพุทธองค์ไม่ทรงอนุญาตเพราะเห็นว่าเป็นการเข้มงวดเกินไป ขอให้เป็นความสมัครใจของบุคคลดีกว่า อีกอย่างชีวิตพระต้องอาศัยผู้อื่นเลี้ยงชีพ การจะเจาะจงว่าต้องฉันสิ่งนั้น ฉันสิ่งนี้ จะกลายเป็นคน “เลี้ยงยาก” ไป

เทวทัตเธอได้ทีขี่แพะไล่ทันที กล่าวว่าตนเสนอข้อปฏิบัติให้พระเคร่งครัด พระพุทธองค์ทรงตรัสเสมอว่า สอนข้อปฏิบัติขัดเกลากลับไม่เห็นด้วย จึงประกาศแยกตัวจากคณะสงฆ์ (เรียกว่าทำ “สังฆเภท” ทำให้สงฆ์แตกกัน) มีพระบวชใหม่ไม่รู้ธรรมวินัยจำนวนหนึ่งตามไปอยู่ด้วย แต่ไม่นาน พระสารีบุตรไป “กล่อม” กลับมาตามเดิม

หลังจากนั้น เทวทัตก็ป่วยหนัก สำนึกผิดให้ศิษย์หามไปจะกราบขอขมาพระพุทธองค์ ยังไม่ทันเข้าประตูพระเชตวันก็ถูกแผ่นดินสูบดิ่งลงอเวจีเสียก่อน

จบเรื่องราวอันน่าเศร้าของพระผู้ตั้งใจปฏิบัติดีในเบื้องแรกแต่มาเสียคน เอ๊ย เสียพระ ในเวลาต่อมา เพราะลาภสักการะเป็นเหตุด้วยประการฉะนี้แล