บทสรุปอัน นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ได้มาจากกรณีที่ “ร่างรัฐธรรมนูญ” ถูกคว่ำโดยมติของที่ประชุม สปช.เมื่อเดือนกันยายน 2558 ที่ว่า
“เขาอยากอยู่ยาว”
มีคุณค่าอย่างยิ่ง ไม่เพียงแต่ 1 ต่อตัวของนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ หากแต่ 1 ซึ่งสำคัญ คือ ต่อประชาชาติไทยโดยรวม
เพราะหากเชื่อตามเพลง “คืนความสุข” ก็น่าจะเป็น “อีกไม่นาน”
อย่าลืมเป็นอันขาดว่า เพลง “คืนความสุข” กระหึ่มพร้อมกับความสำเร็จของรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557
“นัยประหวัด” ของส่วนใหญ่ย่อมมุ่งไปยังรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549
นั่นก็คือ เดือนตุลาคม พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน มอบอำนาจให้ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี จากนั้นมีการจัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญแล้วนำเข้าสู่การทำประชามติในเดือนสิงหาคมแล้วประกาศบังคับใช้ในเดือนตุลาคม
เดือนธันวาคม 2550 มีการเลือกตั้งทั่วไป จากนั้น พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ก็อำลา พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ก็อำลา
กินเวลาเพียง 1 ปีกับเศษอีกเล็กน้อย
น่าเชื่อว่าเมื่อได้รับมอบหมายให้เป็นประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ คงมีฐานคิดจากรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549
และเชื่อตาม “อนุศาสน์” ในเนื้อร้องเพลง “คืนความสุข”
ฐานคิดนี้ดำรงอยู่บนความมั่นใจว่า “อำนาจ” จะได้มาโดยกระบวนการของ “ร่างรัฐธรรมนูญ” ที่เขาและคณะในจุดอันเป็น 1 ในแม่น้ำ 5 สายสนองให้อย่างเต็มที่
ไม่ว่า “ที่มา” ของ “นายกรัฐมนตรี”
ไม่ว่า “หลักประกัน” ผ่านคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการปฏิรูปและปรองดองแห่งชาติ หรือที่เรียกอย่างย่อๆ ว่า “คปป.”
มั่นใจอย่างยิ่งว่าจะเป็นที่พอใจของ “คสช.”
แต่เมื่อ “ร่างรัฐธรรมนูญ” เข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) อันเป็น 1 ในแม่น้ำ 5 สาย
กลับ “ไม่ผ่าน”
เพราะความเชื่อมั่นว่าตนเองรับใช้ คสช.อย่างเต็มที่ จึงมั่นใจว่า คสช.น่าจะมีความเชื่อมั่นต่อ “ร่างรัฐธรรมนูญ” อันทำตามมาตรา 35 รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 และนำ “คปป.” ไปสอดสวมได้อย่างเหมาะ แต่เมื่อ “ร่างรัฐธรรมนูญ” ไม่ผ่านความเห็นชอบ เบื้องต้นอาจจะช็อก แต่เมื่อครุ่นคิดจึงได้บทสรุป
“เขาอยากอยู่ยาว”
บทสรุปในเบื้องต้น นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อาจเรียงร้อยขึ้นมาเป็นผลึกในทางความคิดจากสถานการณ์เมื่อเดือนกันยายน 2558
แต่เมื่อเข้าสู่ “ร่างรัฐธรรมนูญ” ฉบับนายมีชัย ฤชุพันธุ์ จึงยิ่ง “แน่ใจ”
1 แน่ใจในท่าทีอันเปิดเผยของ 1 คสช. 1 ครม. 1 สนช. 1 สปท. ที่ต้องการยืดเวลาการอยู่ในอำนาจออกไปอีกอย่างน้อย 5 ปีภายหลังการเลือกตั้ง
เรียกกันหะรูหะราว่า ระยะ “เปลี่ยนผ่าน”
1 แน่ใจผ่าน “คำถามพ่วง” อันเริ่มต้นจาก สปท.และผลักดันผ่าน สนช. ซึ่งเท่ากับยืนยันกำเนิดแห่ง “พรรคทหาร” ในทางเป็นจริงโดยผ่าน 250 ส.ว.ที่มาจากการแต่งตั้ง
เป็นการแต่งตั้งโดย “คสช.”
1 แน่ใจผ่านร่าง พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559 ที่เปิดทางให้ฝ่ายเชียร์ให้ “รับ” อย่างเต็มพิกัด และปิดทางให้ “ไม่รับ” ด้วยมาตรการลงโทษมากมาย
เท่ากับ “มัดมือชก” เท่ากับ “ปิดประตูตีแมว”
ทุกมาตรการล้วนเป็น “หลักประกัน” ไม่เพียงแต่ต่อโอกาสของ “ร่างรัฐธรรมนูญ” ที่จะต้องผ่านประชามติ
หากยังเป็น “หลักประกัน” ในเรื่องการต่อท่อแห่ง “อำนาจ”
ผลก็คือ การเคลื่อนไหวนับแต่ภายหลังเดือนกันยายน 2558 กระทั่งเดือนสิงหาคม 2559 เป็นการยืนยันความเชื่อมั่นของนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ที่ว่า
“เขาอยากอยู่ยาว”
มีบทเรียนในประวัติศาสตร์จำนวนมากมายในเรื่องการอยู่ในอำนาจของคณะรัฐประหาร
ไม่ว่ากรณีของนายพลเนวินที่อยู่จาก พ.ศ.2505 ถึง 2531 ไม่ว่ากรณีของรัฐบาลทหารของเมียนมาที่อยู่ระหว่าง พ.ศ.2531 ถึง พ.ศ.2558
จึงนำไปสู่บทสรุป “เขาอยากอยู่ยาว” ด้วยประการฉะนี้

