ถอดรหัสทษช.เปิดเวที4ภาคสกัด‘คสช.’สืบทอดอำนาจ

11.03.19 | 13:00 น.

หมายเหตุ ความเห็นจากฝ่ายต่างๆ กรณีพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) ประกาศเดินหน้าเปิดเวที 4 ภาค เพื่อพูดคุยกับพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ เพื่อสกัดกั้นการสืบทอดอำนาจของ คสช.

ธเนศวร์ เจริญเมือง
ภาควิชาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

คนร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มาน่าจะรู้หรือคาดคะเนอยู่แล้วว่าพรรคเพื่อไทยจะได้รับคะแนนนิยมสูง ดังนั้น     จึงต้องตั้งระบบใหม่ขึ้นมาเพื่อทำลายพรรคที่ได้รับความนิยมด้วยการบอกว่าพรรคที่ชนะเขตแล้วจะไม่ได้ปาร์ตี้ลิสต์

ต่อมา ก็เพื่อให้พรรคฝ่ายที่ขัดขวางการสืบทอดอำนาจได้คะแนนน้อยลงจึงร่างรัฐธรรมนูญออกมาให้คนละเบอร์ไม่เหมือนกัน เพื่อให้เกิดความสับสนจนกาผิดกาถูกและเสียคะแนนไป ทางฝ่ายเพื่อไทยก็แก้ด้วยการแตกแบงก์พัน เกิดพรรคไทยรักษาชาติขึ้นมา ได้สร้างปรากฏการณ์เป็นที่ฮือฮาในเวลาไม่กี่เดือน จนเป็นที่รู้จักจากการเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ

Advertisement

ต่อมาเมื่อมีการตัดสินไม่ให้ลงเล่นการเมืองแล้ว กลุ่มที่ถูกตัดสินก็ออกมาเคลื่อนไหวในฐานะพลเมือง ในสังคมประชาธิปไตยจะเรียกว่าพลเมืองเข้มแข็ง ในต่างจังหวัดก็มีหลายองค์กรที่ออกมาพูดว่าเชียร์พรรคไหน เป็นสิ่งที่ประชาชนมีสิทธิที่จะออกมาทำ

ในขั้นแรกอาจจะเป็นการออกใบปลิว ติดโปสเตอร์ หรืออีกขั้นก็ออกมาพูดเลยว่าสนับสนุนพรรคไหน และขั้นสุดท้ายคือการลงสมัครเอง นี่คือขั้นตอนของการพัฒนาพลเมืองที่เข้มแข็งในระบอบประชาธิปไตย

การที่ ทษช.ออกมาเคลื่อนไหวเช่นนี้ ก็มีจุดประสงค์อย่างที่พูดบนเวทีมาตลอด คือ 1.เสริมความเข้มแข็งให้กับระบอบประชาธิปไตย 2.ไม่เห็นด้วยกับการสืบทอดอำนาจ และ 3.เมื่อถูกห้ามลงเล่นก็จะขอเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง หมายความว่าเมื่อถูกห้ามขึ้นบันไดขั้นที่ 10 ก็ขึ้น
แค่ขั้นที่ 6 หรือ 7 คือออกมาเดินพูด ก็เป็นสิทธิของเขา

ดังนั้น การเดินหน้าของ ทษช.ถือเป็นบทเรียนที่ประชาชนไทยควรเรียนรู้และมองเป็นแบบอย่างในการเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง เป็นพลเมืองที่เอาการเอางาน แล้วทำหน้าที่คล้ายๆ กับคนที่สอนวิชาการเมืองในมหาวิทยาลัย แต่แน่กว่า เพราะไม่ได้สอนนักศึกษาเพียงแค่หลักสิบ แต่สอนคนเป็นหลักหมื่นหลักแสน ยิ่งเป็นนักพูดที่เก่งก็จะยิ่งมีบทบาทกับคนได้มาก

ขอชื่นชมและแสดงความยินดี เพราะเป็นการพัฒนาระบอบประชาธิปไตย อยากเห็นกลุ่มต่างๆ ออกมาสนับสนุนพรรคที่ชอบ ไม่ว่าจะเป็นคนธรรมดา หรือคนมีชื่อเสียง หากชอบพรรคไหนแล้วออกมาเชียร์พรรคนั้นจะเป็นสิ่งที่ดีงามมาก จัดเวทีโต้กันด้วยความเป็นเหตุเป็นผล เถียงกันด้วยวิถีแบบประชาธิปไตย นี่คือสังคมประชาธิปไตย

การตัดสินอนาคตทางการเมือง หรือการยุบพรรค ควรจะเป็นเรื่องที่ประชาชนเป็นคนตัดสินใจ ไม่ใช่คนเพียงไม่กี่คน ในเมื่อเป็นพลเมืองเข้มแข็งที่อยากลงการเมือง การถูกห้ามตลอดชีวิตถือว่าโหดร้ายมาก ไม่ยุติธรรม เพราะผู้สมัครเองก็เหนื่อย เสียเงินหลายล้านในการหาเสียงติดโปสเตอร์

อย่างไรแล้วการตัดสินใจเลือกก็อยู่ที่ประชาชน เหมือนแม่เตือนลูกว่าอยากกินพริกเพราะมันเผ็ด แต่ลูกไม่ฟัง กินเข้าไปแล้วร้องห่มร้องไห้ ต่อจากนี้เด็กจะเรียนรู้และไม่กินพริกอีก ลักษณะเดียวกันคนอยากลงการเมือง ถ้าประชาชนไม่เลือกก็จะปิดตัวไปเอง จึงไม่เข้าใจเหตุผลที่จะต้องห้าม

เมื่อห้ามลงการเมือง แต่เขาเป็นพลเมืองที่เข้มแข็งในระบอบประชาธิปไตย จึงออกมาโฆษณาว่าเชียร์พรรคไหน ซึ่งไม่ผิดที่จะทำเพราะไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคใดแล้ว ต่อให้ห้ามคนก็จะเชียร์ อย่างไรก็หยุดไม่ได้

อย่างไรก็ตาม การเปิดเวที 4 ภาคของ ทษช.จะทำให้ประชาชนที่หูตากว้างขวาง เฉลียวฉลาด รู้ว่าควรจะมีท่าทีอย่างไรต่อการเลือกตั้งและจะเลือกใคร ซึ่งไม่น่าจะมีเรื่องที่ต้องเป็นห่วง เพราะก็มีสมาชิกของไทยรักษาชาติพูดว่า จะไม่พูดเรื่องอดีต และไม่พูดถึงการตัดสินใจของศาล ผ่านแล้วก็แล้วไป แต่จะอยู่กับปัจจุบันและอนาคต นี่เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง เพราะ ทษช.ก็ไม่น่าจะมีเรื่องอะไรให้ต้องพะวงอีก

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)

กรณีที่อดีตแกนนำพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) ประกาศทำกิจกรรมทางการเมืองภายใต้กลุ่มภารกิจ “ก้าวต่อไปเพื่อประชาธิปไตย” โดยจะเดินสายชี้แจงกับประชาชนเพื่อต่อต้านการสืบทอดอำนาจในทุกภาคทั่วประเทศ ทั้งที่พรรคไทยรักษาชาติถูกยุบไปแล้ว ผมมองว่าเขาคงไม่สามารถดำเนินงานทางการเมืองในรูปแบบของพรรคการเมืองได้ แต่ก็สามารถแสดงความคิดเห็นได้ ซึ่งส่วนตัวไม่กังวลว่าจะมีการปลุกระดมมวลชน เพราะเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายและคงไม่มีใครปล่อยให้เกิดเหตุการณ์เช่นนั้น และการที่อดีตแกนนำพรรคไทยรักษาชาติจะแสดงจุดยืนทางการเมืองอย่างไรก็เป็นสิ่งที่สามารถทำได้

วันวิชิต บุญโปร่ง
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต

การก่อตั้งพรรคไทยรักษาชาติ แม้จะถูกยุบตัวไปแล้ว ก็ไม่เรียกว่าศูนย์เปล่า เพราะในทางยุทธศาสตร์มีเป้าหมายชัดเจนคือเป็นการก่อร่างสร้างตัวเพื่อต่อสู้กับพรรคฝ่าย คสช. ซึ่ง ทษช.ก็ชัดเจนในอุดมการณ์ดั้งเดิม ในการผลักดันแนวคิดความแตกต่างของกลุ่มอาชีพ
ชูตัวเองว่าเป็นเครือข่ายของฝั่งประชาธิปไตย นี่คือยุทธศาสตร์ในช่วง 15 วันสุดท้าย เป็นเป้าหมายหลักที่จะสามารถดลใจผู้ใช้สิทธิที่อยู่ใน 4 ภูมิภาค ทั้งส่วนหนึ่งยังเป็นแฟนคลับ ทษช. หรือกลุ่มที่รู้สึกเห็นอกเห็นใจกับชะตากรรมของ ทษช.จากคำพิพากษาที่
ผ่านมา ตามไปรับฟังการปราศรัย ซึ่งคาดว่าทิศทางของการขึ้นเวทีจะเป็นการเตรียมชี้ หรือบอกใบ้นำทาง ว่ามวลชนจะตัดสินใจเลือกพรรคการเมืองที่เหลืออย่างไร

ทษช.คงจะไม่ก้าวล่วงหรือเล่นประเด็นไปถึงการวิพากษ์วิจารณ์คำสั่งศาลอย่างแน่นอน แต่น่าจะเป็นประเด็นของการเดินหน้าต่อในช่วงโค้งสุดท้ายว่าทิศทางและอุณหภูมิการเมืองไทยจะเป็นอย่างไร ความชัดเจนทางการเมืองจะเป็นอย่างไร ซึ่งขณะนี้ก็เกิดภาพที่ชัดเจนแล้วว่ามีทั้งกลุ่มที่สนับสนุนพรรคการเมืองที่หนุน พล.อ.ประยุทธ์ให้อยู่ต่อ กับกลุ่มฝ่ายประชาธิปไตย

สถานะของ ทษช.ในขณะนี้ มองได้ว่าเป็นกลุ่มที่ไม่มีส่วนได้เสียกับอนาคตทางการเมืองของตัวเองอีกต่อไป แต่อย่างน้อยทีมยุทธศาสตร์หรือแกนนำ ทษช.ก็มีฝีปาก และมีภาพที่สามารถชูการวิพากษ์วิจารณ์ คสช.ได้ รวมทั้งยังมีประชาชนส่วนหนึ่งที่คาดหวังการทำข่าว อยากเห็นการติดตามการทำหน้าที่ของ ทษช. และนำเสนอภาพเนื้อสารจากการขึ้นเวทีให้แพร่ออกไปด้วย

แน่นอนว่าจะมีเรื่องอิทธิพลการครอบงำพรรคการเมือง ที่จะชี้ว่าให้เลือกพรรคใดพรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องระวังว่า ทษช.มีส่วนได้ส่วนเสียกับพรรคอื่นหรือไม่ โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อไทยกับไทยรักษาชาติ จะถูกมองว่าเป็นความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ เพราะในการลงสมัคร ส.ส.จะเห็นว่ามีการหลบพื้นที่ คือลงเฉพาะพื้นที่ที่พรรคมีความมั่นใจในฐานเสียง อย่างไรก็ตาม ต่อจากนี้ไปการพูดหรือการชี้นำของ ทษช.จะถูกจับตามองว่ามีผลได้ผลเสียต่อพรรคการเมืองในเครือข่ายของตัวเอง

สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์
เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)

กรณีที่อดีตแกนนำพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) ประกาศเดินหน้าเปิดเวทีพูดคุยกับพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ เพื่อสกัดกั้นการสืบทอดอำนาจนั้น ถือเป็นสิทธิของแกนนำพรรคไทยรักษาชาติ ที่ประชาชนต้องตัดสินใจ แต่ผมมองว่าอำนาจที่สืบทอดโดยแท้จริง คือ คะแนนเสียงประชาชน แม้วันนี้จะมีความพยายามที่ทำให้เห็นว่าพรรคพลังประชารัฐเป็นพรรคที่สืบทอดอำนาจ แต่การได้รับเสียงสนับสนุนให้เป็นรัฐบาลต่อนั้นทำได้อยู่ทางเดียว คือ การได้รับความไว้วางใจจากประชาชน จึงอยากชี้แจงประชาชนว่า พรรคเดินเข้าสู่เส้นทางประชาธิปไตย ในการเลือกตั้งในวันที่ 24 มีนาคมนี้ ความไว้วางใจของพี่น้องประชาชนถึงถือเป็นการเข้าสู่อำนาจ อำนาจไม่ได้มาจากวิธีการอื่น เพราะถ้ามาด้วยวิธีการอื่นถึงจะเรียกว่าการสืบทอดอำนาจ