สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา ในคัมภีร์อรรถกถาชาดก โดย รศ.ทวี ผลสมภพ

สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา เป็นชื่อของสามเหลี่ยมในมหาสมุทรแอตแลนติก ที่มันทำลายทุกสิ่งที่ผ่านเข้าไปในบริเวณนั้น สิ่งนั้นไม่ว่าจะเป็นเรือหรือเครื่องบิน ถูกมันทำลายไม่มีซากเหลือ ส่วนชีวิตคนไม่ต้องพูดถึง เพราะมันเล็กเกินไปที่จะคงทนต่อกำลังอันมหาศาล ประดุจภูเขาทั้งลูกถล่มทับ

เหตุการณ์ดังกล่าวนี้ มิใช่เพียงการเล่าลือกันปากต่อปากของชาวบ้านเท่านั้น แต่ได้มีบันทึกไว้โดยทางราชการของสหรัฐ ตามที่ ภิรมย์ พุทธรัตน์ ได้เขียนไว้ในหนังสือ ชื่อสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา ใจความโดยสรุปว่า หน่วยยามฝั่งของรัฐบาลสหรัฐมีบันทึกไว้เป็นหลักฐาน เกี่ยวกับความลึกลับของสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา ในแฟ้มหมายเลข 5120 ว่า “สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา หรือสามเหลี่ยมปีศาจ มีอาณาบริเวณอยู่นอกฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก ทางตะวันตกเฉียงใต้ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งภายในบริเวณสามเหลี่ยมเบอร์มิวดานี้ได้มีบันทึกสถิติการสูญหายของเรือพาณิชย์ เรือรบ เครื่องบิน และเรือเล็กไว้เป็นจำนวนมาก และการสูญเสียที่เกิดขึ้น เป็นการสูญหายไปเฉยๆ โดยไม่มีร่องรอยของอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น จุดที่เชื่อกันว่าเป็นสามเหลี่ยมลึกลับนี้กินอาณาเขตตั้งแต่เบอร์มิวดา ไมอามี ฟลอริดา ซานฮวน บาฮามาส และเปอร์โตริโก”

อยากจะพูดว่าการบันทึกเหตุการณ์ลึกลับของทางการสหรัฐ ไม่อัศจรรย์ดอก !

ที่น่าอัศจรรย์ยิ่งกว่านั้นก็คือ ในคัมภีร์พระพุทธศาสนาก็ได้บันทึกไว้เช่นกัน แต่การบันทึกของพระพุทธศาสนาจะมีรายละเอียดมากกว่า และน่าจะมีประโยชน์มากกว่า ถ้าจะมีการค้นคว้ากันอย่างจริงจัง พระคัมภีร์ที่บันทึกรายละเอียดเรื่องนี้ คือ อรรถกถาชาดก เรื่องสุปปารกชาดก เพื่อให้ผู้อ่านได้ทราบ จึงขอยกชาดกเรื่องดังกล่าวมาเล่าสู่กันฟังดังต่อไปนี้

วันหนึ่งในสมัยที่พระพุทธองค์ยังทรงพระชนม์อยู่ พระสงฆ์ได้ประชุมกันยกย่องพระปัญญาของพระองค์ในธรรมสภาว่า พระองค์มีปัญญากว้างขวางดุจแผ่นดิน พระองค์มีปัญญาลึกซึ้งดุจมหาสมุทร พระองค์มีปัญญาปลอดโปร่งดุจท้องนภากาศ เมื่อพระองค์เสด็จเข้ามาในธรรมสภา พระสงฆ์ทั้งหมดก็หยุดสนทนาธรรมทันที เมื่อพระองค์ประทับนั่งแล้วจึงตรัสถามว่า พวกเธอสนทนาอะไรค้างไว้ พระสงฆ์จึงกราบทูลว่า ได้สนทนาเรื่องปัญญาอันลึกซึ้งของพระองค์

พระพุทธองค์จึงตรัสว่า ปัญญาของตถาคตที่ตรัสรู้แล้วไม่อัศจรรย์ดอก! เพราะเป็นสัพพัญญุตญาณ แต่ปัญญาของตถาคตตอนที่เกิดเป็นต้นหนตาบอดขณะบำเพ็ญบารมีอยู่จะอัศจรรย์มากกว่า

พระสงฆ์ทั้งนั้นอยากจะฟังเรื่องดังกล่าว จึงอ้อนวอนให้พระองค์เล่าอดีตชาติของพระองค์ พระโลกนาถจึงตรัสเล่าอดีตชาติที่พระองค์เคยเกิดเป็นต้นหนเรือตาบอด แต่สามารถรู้แหล่งเพชรและทองคำเป็นต้น เพียงสังเกตสีน้ำเท่านั้น มาเล่าให้พระสงฆ์ฟังดังต่อไปนี้

ในอดีตกาลอันยาวไกล เมื่อพระเจ้ากุรุราชครองราชย์สมบัติในแคว้นกุรุรัฐ ได้มีท่าเรือชื่อภรุกัจฉะอยู่ในแคว้นนั้น สมัยนั้นพระโพธิสัตว์เกิดเป็นลูกของหัวหน้าต้นหนเรือ หรือนายท้ายเรือ นามว่าสุปปารกกุมาร พระองค์ศึกษาวิชาต้นหนเรือจบเมื่ออายุได้ 16 ปี จากนั้นก็ประกอบอาชีพเป็นต้นหนเรือมาตลอด จนวันหนึ่งตาทั้งสองข้างของพระองค์ได้บอดสนิท เพราะถูกน้ำเค็มตลอดเป็นเวลาหลายสิบปี พระองค์จึงต้องเปลี่ยนอาชีพมารับใช้พระราชาในตำแหน่งประเมินราคาช้าง ม้าพระที่นั่ง และเครื่องประดับ

พระองค์ตาบอดก็จริง แต่เมื่อลูบคลำช้างหรือม้าที่ต้องประเมิน พระองค์จะทำนายได้อย่างถูกต้อง จนพระราชาตบพระหัตถ์พอพระทัย แต่พอถึงเวลาให้ค่าตอบแทน พระราชาพระราชทานให้เพียงครั้งละ 8 กหาปณะ ท่านสุปปารกะคิดว่าราคา 8 กหาปณะ เป็นราคาค่าตัดผม ถ้าขืนทำต่อไปคงอดตาย จึงลาออกกลับมาอยู่บ้าน

ข้างฝ่ายพ่อค้าในบริเวณท่าภรุกัจฉะเห็นท่านว่างงานจึงไปอ้อนวอนท่านให้มาเป็นต้นหนเรือ เพราะเกียรติคุณของพระองค์ที่กระฉ่อนไปว่า เมื่อพระองค์เป็นต้นหนให้เรือลำใด เรือลำนั้นไม่มีอันตรายเลย ท่านฟังคำอ้อนวอนของพวกพ่อค้าแล้วจึงกล่าวว่า ฉันตาบอดแล้ว เป็นต้นหนไม่ได้ พวกพ่อค้าจึงต่อรองว่า ขอให้ท่านนั่งไปเฉยๆ เท่านั้น แต่จะมีคนคอยรายงานการเดินทางในทะเลให้ท่านฟังตลอดเวลา ท่านเพียงสั่งการหลังได้รับการรายงานแล้วเท่านั้น เมื่อเป็นเช่นนั้นท่านจึงตกลงรับงานนี้

เมื่อการเดินทางเริ่มขึ้น เรือแล่นไปในมหาสมุทรอย่างปลอดภัยได้เพียง 7 วันเท่านั้น จากนั้นได้เกิดพายุพัดนำเรือไปสู่ทิศทางที่ผิดปกติเป็นเวลาถึง 4 เดือน แล้ววันหนึ่งเรือได้แล่นเข้าไปสู่บริเวณที่มีปลาแปลกประหลาด ผู้รายงานจึงเรียนถามต้นหนว่า ท้องทะเลจุดนี้มีปลาร่างกายเหมือนคน แต่จมูกแหลม พวกมันดำผุดดำว่ายอยู่ในน้ำ ตรงนี้คืออะไร? ท่านสุปปารกะ! จึงตอบว่า มหาสมุทรช่วงนี้เรียกว่าขุรมาลี เมื่อตอบพวกพ่อค้าแล้วพระองค์ก็นั่งเงียบ! พวกพ่อค้าก็เข้าใจว่าพระองค์คงกำลังคิด ใช่! พระโพธิสัตว์รู้ว่าจุดนี้ของมหาสมุทรเต็มไปด้วยเพชร ถ้าจะบอกความจริงแก่พวกพ่อค้า ความโลภของคนจะนำเพชรไปจนเรือจม จากนั้นจะพินาศกันทั้งหมด

ดังนั้นพระองค์จึงสั่งว่า จงชะลอเรือ แล้วสั่งให้หย่อนตาข่ายลงทำนองจะจับปลา แต่กลับได้ก้อนเพชรขึ้นมามาก ท่านสุปปารกะโพธิสัตว์ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ สั่งให้ขนสินค้าที่มีราคาน้อยทิ้งน้ำ แล้วนำก้อนเพชรขึ้นมาแทน เมื่อเรือแล่นไปถึงจุดหนึ่ง มีแสงเพลิงสว่างจ้าในท้องน้ำเหมือนกองไฟ ผู้รายงานจึงถามต้นหน ต้นหนฟังแล้วรู้ทันทีว่าตรงนี้เต็มไปด้วยทองคำมากมาย จึงตอบพวกเขาไปว่าท้องทะเลจุดนี้ชื่ออัคคิมาลี แล้วสั่งให้ใช้ตาข่ายหย่อนลงไปเหมือนจะจับปลา แต่ได้ก้อนทองมาแทน แล้วพระองค์ก็ทำเหมือนเดิม แต่สั่งให้ทิ้งสินค้าราคาน้อยทิ้งน้ำเสีย นำก้อนทองคำนั้นขึ้นไปแทน ต้นหนสั่งเรือแล่นต่อไป จนพบน้ำมหาสมุทรขุ่นคลัก สีเหมือนนมเปรี้ยวและนมสด ผู้รายงานจึงถามต้นหน ต้นหนฟังจบแล้วก็รู้ทันทีว่าท้องทะเลจุดนี้เต็มไปด้วยก้อนเงินจำนวนมากมาย จึงตอบพวกเขาไปว่าท้องทะเลจุดนี้ชื่อทธิมาลี จากนั้นก็สั่งการเหมือนเดิม เมื่อเรือแล่นผ่านจุดนี้ไปถึงท้องทะเลที่มีสีเขียวเหมือนใบหญ้าคาและเหมือนข้าวที่กำลังงาม ผู้รายงานจึงถามต้นหน เมื่อต้นหนฟังแล้วก็รู้ทันทีว่าท้องทะเลจุดนี้เต็มไปด้วยแก้วนิลมณีมากมาย

พระองค์จึงตอบว่าท้องทะเลตรงจุดนี้ชื่อกุสมาลี แล้วสั่งให้ชะลอเรือหย่อนตาข่ายลงไปทำนองจะจับปลา แต่ได้แก้วนิลมณีขึ้นมาแทน พระองค์แสดงอาการเหมือนเดิม เรือแล่นผ่านจุดนี้ไปถึงท้องทะเลที่มีแสงแดงฉายปรากฏให้ท้องทะเลจุดนั้นเหมือนป่าไม้อ้อ

ผู้รายงานได้ถามต้นหนถึงท้องทะเลจุดนี้ ต้นหนฟังเรื่องแล้วรู้ทันทีว่าท้องทะเลจุดนี้เต็มไปด้วยแก้วประพาฬ จึงตอบไปว่าท้องทะเลจุดนี้ชื่อนฬมาลี แล้วให้ชะลอเรือหย่อนตาข่ายลงไปทำนองจะตักปลา แต่กลับได้แก้วประพาฬขึ้นมาแทน พระองค์แสดงอาการเหมือนเดิม แล้วสั่งให้ทิ้งสินค้าราคาน้อยลงทะเลไป แล้วใส่น้ำหนักของแก้วประพาฬลงไปแทน

จากจุดนี้ เรือได้แล่นไปถึงจุดที่น้ำทะเลเดือดพลุ่งพล่านเป็นแนวยาว มองไม่เห็นความสิ้นสุด การพุ่งขึ้นของน้ำเดือดเป็นแนวยาวทำให้ท้องทะเลช่วงนั้นเป็นเหมือนเหวชัน ประกอบด้วยเสียงดังน่าสะพรึงกลัว ปานว่าหูจะแตกทลาย และปานว่าจะทำลายดวงใจของผู้ได้ยินเสียงให้แตกสลาย

ผู้รายงานถามถึงท้องทะเลจุดนี้ด้วยเสียงสั่นสะท้าน แม้พระโพธิสัตว์เมื่อได้ยินเสียงดังกล่าวก็ประกาศให้ทุกคนทราบว่า ท้องทะเลจุดนี้ชื่อพลวามุขี เรือที่มาถึงจุดนี้แล้วไม่มีรอดไปได้เลย เพราะเมื่อแล่นไปสู่จุดนั้นแล้ว เรือจะถูกทำลายแหลกละเอียดเป็นจุณไป พวกพ่อค้าและลูกเรือที่อยู่ในเรือ 700 คน ได้ฟังคำนั้นแล้ว ทุกคนร้องไห้เพราะกลัวตาย เป็นที่น่าเวทนา


สุปปารกะโพธิสัตว์ เมื่อฟังเสียงโอดครวญของพวกเขาแล้วก็สงสาร พระองค์จึงตั้งพระทัยว่าจะต้องช่วยเขาให้พ้นภัย จึงสั่งให้เตรียมน้ำใส่ถาดมาวางที่หัวเรืออย่างรีบด่วน เหตุการณ์ช่วงนั้นเข้าใจว่าพระองค์ต้องสั่งให้ลดใบเรือลง เรือจะได้แล่นช้าลง เพราะที่ผ่านมาเรือลำนี้วิ่งเข้าหาผาชันของน้ำอย่างรวดเร็ว

พระโพธิสัตว์ถือถาดที่เต็มไปด้วยน้ำไปที่หัวเรือ แล้วทำสัจจกิริยาว่า ตลอดชีวิตข้าที่จำได้ ข้าไม่เคยทำลายชีวิตสัตว์อื่นเลย ไม่เคยถือเอาของคนอื่นที่เขาไม่ให้เลย ไม่เคยผิดเมียคนอื่นเลย ไม่เคยพูดเท็จทั้งที่รู้อยู่เลย ตลอดชีวิตข้าไม่เคยดื่มน้ำเมาเลย ด้วยการพูดความจริงนี้ ขอเรือจงแล่นกลับไปสู่บ้านโดยสวัสดีเถิด เมื่อทำสัจจกิริยาจบ ท่านก็เทน้ำในถาดลงไปที่แอกเรือ ฉับพลันเรือที่แล่นไปผิดทางถึง 4 เดือน ก็หันหัวเรือกลับ มุ่งกลับไปสู่บ้านที่ท่าภรุกัจฉะภายในวันเดียว

ด้วยอำนาจของสัจจกิริยา เมื่อถึงบ้านแล้ว พระโพธิสัตว์จัดแบ่งเพชร ทองคำ เงิน และแก้วมีค่าเหล่านั้นให้พ่อค้าทุกคน พร้อมโอวาทว่า เพชรและรัตนะเหล่านี้เพียงพอสำหรับชีวิตของพวกเธอ พวกเธออย่าออกทะเลอีกเลย มีแต่อันตราย

นับจากนั้นพระโพธิสัตว์ก็มิได้ออกทะเลอีกเลย ท่านบำเพ็ญบุญต่างๆ มีทานเป็นต้น แล้วไปเกิดในสุคติทุกคน

เรามาวิเคราะห์บางเรื่องในชาดกนี้กันต่อไป พระสงฆ์ท่านสรรเสริญปัญญาของพุทธพระองค์ไพเราะมาก เช่นคำที่ว่า มีปัญญาลึกซึ้งดุจมหาสมุทร เป็นต้น ใช่! เมื่อจะยกตัวอย่างเรื่องความลึกซึ้ง ก็ต้องยกมหาสมุทรให้เห็นความลึกซึ้ง เพราะมหาสมุทรบางแห่งลึกจนประมาณไม่ได้

อีกเรื่องหนึ่งที่น่าจะวิเคราะห์คือ พระดำรัสที่ตรัสว่า ปัญญาของพระองค์ที่เป็นสัพพัญญูนั้นไม่อัศจรรย์เลย เพราะอะไร? เพราะเมื่อพระองค์ตรัสรู้แล้ว หรือพูดให้เข้าใจง่ายว่าทรงค้นพบสัจธรรมแล้ว ปัญญาที่เป็นสัพพัญญูก็เกิดขึ้น พระสัพพัญญู คือ ทรงรู้ทุกเรื่อง! เรื่องไหนที่พระองค์ยังไม่รู้ พระองค์เพียงคิดนิดเดียวก็รู้ ดังนั้นพระองค์จึงตรัสว่า ความรู้ในปัจจุบันของพระองค์ไม่อัศจรรย์เลย แต่ความรู้ของพระองค์ตอนที่ยังเป็นปุถุชนและขณะบำเพ็ญบารมีอยู่นั้นอัศจรรย์กว่า คือความลึกลับใต้น้ำขนาดนั้นปุถุชนไม่น่าจะรู้เลย แต่พระองค์ก็รู้ นี่คือความอัศจรรย์

เรื่องที่เราควรวิเคราะห์กันต่อไปคือ ความร้ายกาจของสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาคืออะไร? จึงขอตอบตามที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า ท้องมหาสมุทรช่วงนั้น น้ำทะเลเดือดพลุ่งพล่านเป็นแนวยาวไม่เห็นจุดสิ้นสุด จึงทำให้เกิดภาพเป็นเหวขึ้น ขอยกภาพให้เห็นชัดๆ ดังนี้

เรือที่พระโพธิสัตว์นั่งอยู่นั้นเหมือนอยู่ก้นเหว คนบนเรือทั้งหมด 700 คน มองไปทางขวา ก็เห็นแต่น้ำพุ่งขึ้นเป็นหน้าผาชันเป็นแนวยาว ไม่พบจุดสิ้นสุด มองไปทางซ้ายก็ทำนองเดียวกัน เมื่อมองตรงหน้าแหงนคอมองขึ้น ก็มองไม่เห็นจุดสุดยอดของน้ำที่พุ่งขึ้นไป การเห็นภาพตรงหน้าจึงเป็นเหมือนหน้าผาชัน จุดนี้จึงชื่อว่าพลวามุขี ซึ่งแปลว่าหน้าผาชัน

พระองค์ไม่ตรัสบอกว่าพุ่งสูงขนาดไหน แต่ในปัจจุบันนี้ปรากฏว่าเครื่องบินก็ถูกมันปะทะร่วงมาด้วย ก็แสดงว่าน่าจะสูงเป็นสิบกิโลเมตร มันจึงกวาดเครื่องบินลงมาด้วย

ในช่วงที่มนุษย์ทั้ง 700 คนมองเห็นเหตุการณ์นั้น เป็นสมัยที่ยังไม่มีเครื่องบิน ดังนั้นพระโพธิสัตว์ของพวกเราจึงประกาศให้ทุกคนในเรือทราบเพียงว่า เรือทุกลำที่มาถึงจุดนี้จะไม่มีทางรอด แต่ปัจจุบันนี้พูดถึงเครื่องบินด้วย ก็แสดงว่าสูงน่ากลัว มนุษย์ในเรือคราวนั้นตื่นตระหนกเพราะเสียงที่ดัง ตามที่พระสังคีติกาจารย์พรรณนาไว้ว่า เสียงดังน่ากลัว น่าสยดสยอง ฟังเหมือนเสียงภูตผีปีศาจ เสียงนั้นมาจากไหน? ขอสันนิษฐานว่า เสียงน้ำเดือดพล่าน หนึ่ง เสียงน้ำพุ่งขึ้น หนึ่ง เสียงน้ำตกลงมาปะทะพื้นมหาสมุทร หนึ่ง นี่! คือรายละเอียดที่บันทึกไว้ในพระบาลีและอรรถกถา

สิ่งหนึ่งที่พระไตรปิฎกกล่าวถึงคือท้องทะเลที่ชื่อขุรมาลี ท้องทะเลจุดนี้เต็มไปด้วยเพชร พระโพธิสัตว์เพียงฟังว่า มีปลาร่างกายเหมือนคน มีจมูกแหลมดำผุดดำว่ายอยู่บริเวณนั้น ทรงรู้ทันทีว่าจุดนี้มีเพชรมากมายมหาศาล แต่ไม่บอกความจริงให้มนุษย์เหล่านั้นทราบ อันเนื่องมาจากความโลภของมนุษย์จะทำให้วิบัติกันหมด เพียงให้หย่อนตาข่ายลง ทำนองจะตักปลา แต่ได้ก้อนเพชรมาแทน

อยากถามว่า จุดนี้ไม่มีใครสนใจหรือ?

ผู้เขียนอยากเดาว่า ปลาที่มีร่างกายเหมือนคน น่าจะเป็นนกเพนกวิน ที่เวลามันยืน ร่างกายมันเหมือนคนยืน และมันมีจมูกแหลมอีกด้วย หากเราจะลองค้นหาสมบัติดังว่าจะไม่ดีหรือ? แต่ผู้เขียนไม่มั่นใจว่านกเพนกวินมีอยู่ในมหาสมุทรแอตแลนติกหรือไม่ จะอย่างไรก็ตาม สิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้จะเป็นจริงเสมอ ขอให้สังเกตดูว่า เรื่องความร้ายกาจของท้องทะเลจุดนี้ได้ตรัสไว้เมื่อ 2,600 ปีมาแล้ว ในช่วงดังกล่าวนี้คงยังไม่มีใครเชื่อ เพราะยังไม่มีข่าวเรื่องความร้ายกาจของท้องทะเลจุดนี้เลย สามเหลี่ยมเบอร์มิวดาเพิ่งปรากฏความร้ายกาจในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 นี่เอง

การปรากฏความร้ายกาจของท้องทะเลจุดนี้จึงยืนยันความร้ายกาจของท้องทะเลที่ชื่อพลวามุขีตามที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ ในสุปปารกชาดกได้อย่างดี ความเดือดพล่านและพุ่งขึ้นของน้ำในจุดนี้ พระพุทธองค์มิได้ตรัสไว้ว่าเกิดจากอะไร? จึงอยากสันนิษฐานว่า ท้องทะเลจุดนั้นน่าจะมีภูเขาไฟ แต่ก็มีข้อแย้ง เพราะภูเขาไฟต้องมีวันดับ แต่นี่ไม่ดับเลยเป็นเวลาหลายกัลป์แล้ว ขอให้ช่วยกันพิจารณา

สามเหลี่ยมเบอร์มิวดาเริ่มปรากฏในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ประมาณปี ค.ศ.1945 หรือปี พ.ศ.2488 จนกระทั่งปัจจุบันนี้ ส่วนสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาในคัมภีร์อรรถกถาชาดกที่มีต้นหนเรือตาบอดเป็นผู้พบนั้นเกิดมาหลายกัลป์แล้ว พระพุทธองค์เพิ่งมาตรัสเรื่องนี้เมื่อผ่านมา 2,600 ปีนี่เอง ผู้ปรารถนาความพิสดาร ขอให้ไปอ่านในสุปปารกชาดก เอกาทสกนิบาต หรือไปอ่านในพระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ 60 หน้า 95 เรื่องสุปปารกชาดกเช่นกัน

ขอความสุขสวัสดี จงมีแก่ผู้อ่านทุกท่าน

บทความก่อนหน้านี้‘ยุสร่า มาร์ดินี่’ เงือกสาวผู้แหวกว่ายหนีสงครามสู่ ‘โอลิมปิกเกมส์’
บทความถัดไป‘NO Spirit’โซเชียลถล่ม วอลเลย์สาวไทยถูกปล้นชัยชนะ ซัดกรรมการตัดสินเอียงเจ้าภาพ