หน้าแรก คอลัมนิสต์ คณะรัฐมนตรีรั...

คณะรัฐมนตรีรักษาการถูกจำกัดอำนาจแตกต่างจากคณะรัฐมนตรีปกติอย่างไร โดย สมลักษณ์ จัดกระบวนพล

15.03.19 | 13:00 น.

ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2550 มาตรา 181 ซึ่งถูกคณะรัฐประหารประกาศยกเลิกไปแล้วมีบัญญัติถึงข้อจำกัดอำนาจของคณะรัฐมนตรีรักษาการไว้ดังนี้…คณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่…คณะรัฐมนตรีและรัฐมนตรีจะปฏิบัติหน้าที่ได้เท่าที่จำเป็น ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดดังต่อไปนี้

1.ไม่กระทำการอันเป็นการใช้อำนาจแต่งตั้ง หรือโยกย้ายข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ หรือพนักงานของหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือกิจการที่รัฐถือหุ้นใหญ่ หรือให้บุคคลดังกล่าวพ้นจากการปฏิบัติหน้าที่หรือพ้นจากตำแหน่ง หรือให้ผู้อื่นมาปฏิบัติหน้าที่แทน เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการการเลือกตั้งก่อน

2.ไม่กระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติให้ใช้จ่ายงบประมาณสำรอง เพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการการเลือกตั้งก่อน

3.ไม่กระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติงาน หรือโครงการหรือมีผลต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป

4.ไม่ใช้ทรัพยากรของรัฐหรือบุคลาการของรัฐ เพื่อกระทำการใดซึ่งจะมีผลต่อการเลือกตั้ง และไม่กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด

Advertisement

บทบัญญัติดังกล่าวนี้ทำให้คณะรัฐมนตรีทุกคณะที่ผ่านมาจะมีหน้าที่เฉพาะงานประจำ ส่วนงานนโยบายทั้งหลายตลอดจนการใช้อำนาจโยกย้ายข้าราชการไม่อาจทำได้ยกเว้นได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง ความสำคัญของบทบัญญัตินี้ซึ่งประชาชนทั่วไปควรทราบคือ

1.คณะรัฐมนตรี จะต้องอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป จนกว่าคณะรัฐมนตรีใหม่จะเข้ารับหน้าที่ แต่จะต้องทำหน้าที่อย่างมีเงื่อนไขตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 181 (1)-(4)

2.เงื่อนไขตามมาตรา 181 (1)-(4) คณะรัฐมนตรีไม่สามารถกระทำได้ เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับการอนุมัติงานหรือโครงการ อนุมัติให้ใช้งบประมาณสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ตลอดจนใช้อำนาจแต่งตั้งหรือโยกย้ายข้าราชการ

ดังนั้น ในช่วงเวลาที่จะมีการเลือกตั้ง ผู้ร่างรัฐธรรมนูญทุกฉบับไม่เว้นแม้แต่ฉบับปัจจุบันก็จะกำหนดให้คณะรัฐมนตรีที่อยู่ในตำแหน่งอยู่ในช่วงนั้นเป็นเพียงคณะรัฐมนตรีรักษาการ ทั้งนี้เพื่อให้คณะรัฐมนตรีรักษาความเที่ยงธรรม ความเป็นกลาง ไม่อำนวยประโยชน์ให้แก่นักการเมืองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ซึ่งจะแตกต่างจากคณะรัฐมนตรีปกติซึ่งมีอำนาจเต็ม ไม่ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขทั้ง 4 ข้อข้างต้น เช่น คณะรัฐมนตรีซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในปัจจุบันนี้ เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ตามบทเฉพาะกาล มาตรา 264 ไม่มีข้อห้ามหรือเงื่อนไขใดๆ กำหนดไว้ดังเช่นที่กำหนดไว้แก่คณะรัฐมนตรีชุดอื่นที่ผ่านมา

เมื่อเป็นดังนี้คณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบันจึงไม่อาจจะอ้างว่ารัฐมนตรีชุดอื่นๆ ที่ผ่านมาไม่เคยลาออกเมื่อมีการเลือกตั้ง และข้อที่ว่าไม่มีบทบัญญัติกฎหมายบังคับให้ลาออกก็น่าจะอ้างไม่ได้

เพราะผู้ที่ดำรงตำแหน่งระดับสูง และเป็นบุคคลสาธารณะ อันเป็นที่เคารพทางสังคมนั้น นอกจากจะไม่ปฏิบัติตนฝ่าฝืนกฎหมาย แล้วยังต้องไม่กระทำการใดๆ อันจะนำไปสู่การตำหนิติเตียนของสังคมอีกด้วย

กรณีที่มีการสงสัยว่าเหตุใดผู้เขียนรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันจึงบัญญัติ มาตรา 264 ไว้ในบทเฉพาะกาลให้คณะรัฐมนตรีชุดนี้อยู่ปฏิบัติหน้าที่จนกระทั่งมีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่โดยไม่มีการกำหนดกรอบในการปฏิบัติหน้าที่ไว้ดังเช่น คณะรัฐมนตรีทุกชุด ก็อาจเป็นได้ว่าคณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญมีความเชื่อว่า คณะรัฐมนตรีชุดนี้จะต้องทำหน้าที่ในการจัดให้มีการเลือกตั้งอย่างเป็นธรรม ในฐานะกรรมการ และคิดไปถึงว่าท่านจะมาเข้าร่วมลงสมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งถือได้ว่าเป็นร่วมลงเล่นด้วย

กล่าวคือ ที่คณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญมิได้จำกัดอำนาจคณะรัฐมนตรีไว้ ในบทเฉพาะกาล มาตรา 264 ก็เพราะคิดไม่ถึงว่ากฎหมายมาตรานี้จะถูกนำมาใช้เป็นประโยชน์แก่ตนเองในฐานะผู้เล่นได้เช่นนี้ (มองในแง่ดี) และผู้เขียนก็ไม่เชื่อว่าคณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญจะลืมไปว่าหัวหน้ารัฐบาลเป็นบุคคลคนเดียวกับหัวหน้า คสช. ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจ ตามมาตรา 44 ด้วย

สังคมไทยคงไม่ลืมว่าเมื่อคณะรัฐมนตรีชุดอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ยุบสภาและต้องทำหน้าที่เป็นคณะรัฐมนตรีรักษาการตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 181 มีคณะบุคคลร่วมชุมนุมขับไล่คณะรัฐมนตรีชุดนั้นทั้งๆ ที่เป็นคณะรัฐมนตรีมีอำนาจจำกัดและต้องทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญหากลาออกก่อนมีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ก็จะเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 การชุมนุมในครั้งนั้นเรียกร้องให้คณะรัฐมนตรีซึ่งเป็นเพียงรัฐมนตรีรักษาการลาออก คือให้กระทำการฝ่าฝืนกฎหมายรัฐธรรมนูญโดยไม่พยายามเข้าใจบทบัญญัติของกฎหมาย

และอุดมการณ์ที่ว่าปัญหาการเมืองก็ต้องแก้ด้วยการเมือง ไม่ใช่แก้ด้วยวิถีทางอื่นซึ่งเป็นต้นเหตุให้นำมาซึ่งปัญหามากมายจนกระทั่งทุกวันนี้

การที่มีคณะรัฐมนตรีซึ่งมีอำนาจเต็มไม่ใช่รัฐมนตรีที่ถูกจำกัดอำนาจดังที่เคยเป็นมาทุกรัฐบาล จะมีผลต่อผู้ที่ทำหน้าที่จัดการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยบริสุทธิ์ยุติธรรม คือ กกต.ซึ่งรัฐธรรมนูญกำหนดให้เป็นองค์กรอิสระ ทำให้องค์กรนี้ไม่สามารถกระทำการไปโดยอิสระตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ กล่าวคือถ้าเป็นรัฐบาลรักษาการก็ต้องใช้อำนาจอย่างมีขอบเขตถ้าจะใช้อำนาจเต็มก็ต้องขออนุญาตจาก กกต.ก่อน แต่ถ้าเป็นคณะรัฐมนตรีปกติองค์กรอิสระต้องเกรงใจรัฐบาล จึงผิดเจตนารมณ์ในการจัดให้มี กกต.จัดการเลือกตั้ง และดูแลการเลือกตั้ง ให้เป็นไปโดยบริสุทธิ์ยุติธรรม ไม่มีฝ่ายบริหารเข้ามาก้าวก่าย

เดิมก่อนที่จะมีการตั้งคณะกรรมการการเลือกตั้งหรือ กกต. เพื่อดูแลการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยบริสุทธิ์ยุติธรรมนั้น กระทรวงมหาดไทยเป็นผู้ดูแลเรื่องนี้ และทำให้การเลือกตั้งเกิดปัญหาเพราะรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย เป็นฝ่ายบริหาร และอยู่ในคณะรัฐบาล และมักจะถูกกล่าวหาในเรื่องจัดการเลือกตั้งในลักษณะที่ไม่เป็นธรรม จึงได้มีบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญให้มีองค์กรอิสระที่มีหน้าที่จัดการเลือกตั้งขึ้น คือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. รัฐบาลรักษาการทุกชุดที่ผ่านมาเมื่อมีการเลือกตั้งก็จะอยู่ปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะมีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ จึงไม่มีการกล่าว
หาในเรื่องความไม่เป็นธรรม แต่หากเป็นคณะรัฐมนตรีที่มีอำนาจเต็ม แม้จะเป็นไปตามกฎหมายแต่สังคมก็อดที่จะตำหนิติเตียนหรือระแวงในความบริสุทธิ์ยุติธรรม และความหวาดระแวงนี้จะมีไปถึงผู้จัดการเลือกตั้ง คือ กกต.ด้วย

ผู้ดำรงตำแหน่งบางตำแหน่ง เช่น ผู้พิพากษา ตุลาการ จะถูกอบรมว่า นอกจากจะปฏิบัติตัวตามกฎหมายและประมวลจริยธรรมแล้วยังต้องไม่กระทำการใดที่โลกติฉินนินทาอีกด้วย เมื่อผู้เขียนเป็นผู้ช่วยผู้พิพากษาและเข้ารับการอบรมเพื่อรอการโปรดเกล้าฯเป็นผู้พิพากษา มีวิทยากรที่มาให้การอบรมซึ่งท่านเป็นผู้พิพากษาผู้ใหญ่เกษียณอายุราชการไปแล้ว และได้เข้าร่วมกับคณะรัฐมนตรีโดยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม มีเพื่อนผู้ช่วยผู้พิพากษาร่วมรุนกับผู้เขียนลุกขึ้นถามว่า “ท่านอาจารย์ครับ เหตุใดท่านอาจารย์จึงไม่ตั้งพวกเรา (ผู้พิพากษา) ไปดำรงตำแหน่งในทางบริหารเหมือนอย่างบุคคลในฝ่ายอื่นๆ เขาทำกันบ้าง”

ท่านผู้พิพากษาผู้ใหญ่ตอบว่า “ที่เราไม่เอาพวกเราเข้าไปดำรงตำแหน่งตามอย่างที่คนอื่นเขาชอบทำกันก็เพราะพวกเรา (ผู้พิพากษา) ยังมีความละอายหลงเหลืออยู่บ้าง”