ช่วงกลางเดือนพฤษภาคมเป็นช่วงเวลาที่ตรงกับเหตุการณ์สำคัญทางการเมืองไทยยุคใหม่อย่างน้อย 2 เหตุการณ์ คือพฤษภาฯ 35 และพฤษภาฯ 53
ทั้งสองเหตุการณ์ปรากฏการใช้ความรุนแรงทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก หากรวมทั้งสองช่วงเวลาแล้วก็เกินร้อย ส่วนผู้บาดเจ็บเกินสองพัน
ทุกๆ ปีที่มาถึงช่วงเวลานี้ ญาติและมิตรสหายของผู้สูญเสียมักทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ผู้จากไป และบางปีที่เหตุการณ์ปกติก็จะมีงานเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นถึงบทเรียนจากเหตุการณ์ทั้งสอง เพื่อร่วมกันเรียนรู้และสร้างจิตสำนึกทางการเมืองที่ไม่ควรใช้ความรุนแรงเข้ามาแก้ปัญหา
เพราะความสูญเสียในชีวิตนั้นเป็นเรื่องที่จะหาอะไรมาชดเชยไม่ได้
นอกเหนือจากเหตุการณ์ในไทยแล้ว ปีนี้มีวาระรำลึกเหตุการณ์ทางการเมืองที่สำคัญระดับโลกด้วยในประเทศจีน
เป็นวาระครบรอบ 50 ปีการปฏิวัติวัฒนธรรมของจีน ซึ่งทางการจีนไม่ได้จัดงานรำลึกใดๆ จนบรรดาสื่อมวลชนชาติตะวันตกตั้งข้อสังเกตนี้โดยพร้อมเพรียงกัน
เนื้อหาการตั้งข้อสังเกตนี้เป็นไปโดยคล้ายคลึงกันว่า ทางการจีนคงไม่ต้องการให้ความสำคัญกับรอยด่างในประวัติศาสตร์อันเป็นผลงานติดลบของพรรคคอมมิวนิสต์ และแน่นอนว่าพาดพิงไปถึงประธานเหมา เจ๋อ ตง ผู้ก่อตั้งพรรคที่ต้องอยู่ในสถานะเป็นที่เคารพนับถือตลอดกาล
แม้ว่าการเช็กบิลตัวผู้รับผิดชอบในเหตุการณ์ระดับแกนนำคือ แก๊งสี่คน ที่มีนางเจียง ชิง ภริยาของประธานรวมอยู่ด้วย แต่ก็เป็นที่รู้กันโดยทั่วไปว่า ช่วงเวลา 10 ปี ตั้งแต่ปี 2509-2519 นั้นประธานเหมาย่อมรู้เห็นและปล่อยให้เป็นไป
การปฏิวัติวัฒนธรรมของพรรคคอมมิวนิสต์ในช่วงเวลานั้นมีจุดมุ่งหมายเพื่อโค่นล้มลัทธิทุนนิยม และกวาดล้างการศึกษาและศิลปวัฒนธรรมที่คิดว่าขัดแย้งกับแนวทางสังคมนิยม เพราะไม่ต้องการให้กลุ่มชนชั้นกลางกลับมามีอิทธิพลทางการเมืองอีก
ความเลวร้ายที่ตามมาจากแนวนโยบายสุดโต่งก็คือ นอกจากจะเกิดหน่วยเรดการ์ดที่ระดมเยาวชนทั่วประเทศเป็นหน่วยตรวจสอบและปราบปรามสื่อทุกแขนง และบุคคลที่ถูกอ้างว่าเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมในยุคก่อนหน้าแล้ว ยังสร้างบรรยากาศของความเกลียดชังและหวาดระแวงกันเองในหมู่ประชาชน
หากมองบันทึกทางประวัติศาสตร์ที่พรรคคอมมิวนิสต์เองระบุในช่วงเวลาต่อมาว่า การปฏิวัติวัฒนธรรมเป็นความผิดพลาดที่ส่งผลเสียหายร้ายแรงต่อประชาชน ประเทศชาติ และพรรคแล้ว จึงพอจะจินตนาการได้ว่า ยุคที่ไม่มีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและมุ่งใส่ร้ายกันนั้นเป็นอย่างไร
ยุคปฏิวัติวัฒนธรรมของจีนจึงไม่เพียงเป็นบทเรียนสำหรับคนในประเทศจีน แต่ยังมีความหมายต่อผู้คนในประเทศอื่นๆ ด้วย โดยเฉพาะในช่วงเวลานี้ที่กระแส “เอาความสะใจ” กำลังมาแรง
นักการเมืองที่ปลุกกระแสให้เกิดความกลัวและต่อต้านกลุ่มคนที่ไม่เหมือนกับตัวเอง มุ่งเน้นให้คนเอาตัวรอดโดยไม่จำเป็นต้องเห็นอกเห็นใจผู้อื่น กำลังได้คะแนนนิยมสูงในหลายๆ ประเทศ
ส่วนไทย การตราหน้าผู้อื่นเป็นผู้ก่อการร้าย คนไม่รักชาติ คนโกง คนเผาบ้านเผาเมือง แบบเลื่อนลอย เพื่อสร้างความกลัวและความเกลียดชัง ก็ยังมีอยู่ แม้ว่าเราจะผ่านเหตุการณ์ที่เป็นบทเรียนครั้งใหญ่มาแล้วในเดือนพฤษภาฯ
ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจอะไรที่เมื่อเราโดนนานาประเทศเตือนแล้วทนฟังไม่ได้ ทั้งคิดไปว่าเขาไม่เข้าใจเราดีพอ

