8 มีนาคม แทบทั่วโลกเฉลิมฉลองความเป็นหญิง ความก้าวหน้าในสิทธิของผู้หญิง ในหลายประเทศเป็นโอกาสให้ผู้หญิงออกมาเดินประท้วงบนท้องถนน ในสิ่งที่เห็นว่าไม่แฟร์ แต่ก็มีนะที่ถูกรัฐบาลห้ามไม่ให้ออกมาแม้จะสันติก็ตาม เช่น ที่เขมร รัฐบาลห้ามผู้หญิงเดินขบวนในวันสตรีสากลปีนี้
ที่ลอนดอน รัฐสภาชักธงสีม่วงเป็นสีของวันสตรีสากล เฉลิมฉลองหญิงอังกฤษได้สิทธิออกเสียงเลือกตั้งมาศตวรรษหนึ่งแล้ว ถึงกระนั้นโฆษกรัฐบาลประกาศว่า ยังไม่พอ ยังมีความไม่เท่าเทียมอีกมาก ทั้งเรื่องค่าจ้าง อคติในสำนักงาน
ที่ไอร์แลนด์ ผู้หญิงขอให้ได้ทำแท้งได้อย่างปลอดภัย จะได้ไม่ต้องข้ามไปทำที่อังกฤษ
สวีเดนร่วมมือกับกระทรวงต่างประเทศ ชักชวนให้ผู้หญิงทั่วโลกช่วยกันทำให้ วิกิพีเดีย เติมเต็มข้อมูลเกี่ยวกับผู้หญิง แทนที่จะเป็นของชายเป็นหลัก เพราะเชื่อว่าความรู้คืออำนาจ และวิกิพีเดียช่วยเปลี่ยนทัศนคติของเราให้เที่ยงหรือเป็นอคติต่อผู้หญิงได้
ที่ออสเตรเลีย มีการประท้วงชายขี้เหล้าเมายาที่กระทำรุนแรงต่อผู้หญิง
ที่ปากีสถาน การเดินขบวนมุ่งเป้าประณามชายชาวปากีฯที่สังหารพี่สาว น้องสาว หรือลูกสาวได้ลงคอเพื่อปกป้องเกียรติยศของวงศ์ตระกูล
ที่ฟิลิปปินส์ ผู้หญิงประท้วงว่าขาน ดูแตร์เต เป็นประธานาธิบดีที่ละเมิดสิทธิผู้หญิงมากที่สุดในเอเชีย
ที่สเปน คนงานหญิง 5 ล้านทั่วประเทศรวมตัวกันเป็นครั้งแรกประท้วงที่ได้ค่าจ้างน้อยกว่าชาย และถูกสามีทุบตี พวกเธอนัดหยุดงานพร้อมกันในหลายเมืองใหญ่
ผู้หญิงฝรั่งเศสตะโกนว่า พวกเธอทำงานให้ฟรีนะหลัง 15.40 น.ไปแล้ว เพราะได้เงินเดือนต่ำกว่าชายถึงร้อยละ 24 (โดยเฉลี่ย)
สาวเกาหลีถือป้าย “Me Too” ประท้วงการลวนลามทางเพศในสำนักงาน
เหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาความไม่เท่าเทียมด้านเพศยังเป็นเรื่องใหญ่ ไม่เว้นแม้แต่ในประเทศพัฒนาแล้ว
ในบ้านเราแม้จะไม่มีเหตุการณ์ประท้วงบนท้องถนน แต่มีการรณรงค์อย่างสงบที่บอกให้เห็นปัญหาคล้ายๆ กันกับที่อื่น เช่น การคุกคามทางเพศ คนงานหญิงมีรายได้ไม่พอเพียงแก่การดำรงชีวิตตัวเองและลูก จึงเรียกร้องให้รัฐให้เงินอุดหนุนเด็กเล็กถึงหกขวบ จัดให้มีศูนย์พัฒนาเด็กเล็กก่อนวัยเรียน และให้มี กม.คุ้มครองความเป็นมารดาตามรัฐธรรมนูญได้เรียกร้องสิ่งเหล่านี้กันมาโดยตลอดแต่ยังไม่สำเร็จ และยังเรียกร้องให้รับรองอนุสัญญาฉบับที่ 183 ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ว่าด้วยสิทธิการคุ้มครองความเป็นมารดา และการให้มีตัวแทนเป็นหญิงในจำนวนที่ทัดเทียมกับชายในคณะกรรมการสิทธิต่างๆ ด้วย
ปัญหาอื่นๆ ซึ่งเป็นที่รู้กันและมีการศึกษาวิจัยให้เห็นแล้ว เช่น กำแพงที่มองไม่เห็นซึ่งปิดกั้นไม่ให้ผู้หญิงขึ้นสู่ตำแหน่งสูงในระบบราชการ กองทัพ ศาล และรัฐสภา
ด้วยความลักลั่นดังกล่าว หญิงไทยทั่วไปที่ฐานะทางเศรษฐกิจไม่ดีจำนวนมาก จึงยังขาดสิทธิขั้นรากฐาน และไม่ได้รับความคุ้มครองหลายอย่างที่ต้องมีกฎหมายรองรับ และมีระบบศาลที่มีประสิทธิภาพจริง รวมทั้งการให้ความคุ้มครองเด็กและหญิงวัยรุ่นทั่วไปเมื่อเธอและลูกถูกทอดทิ้งในกรณีที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส ซึ่งพบว่ามีแม่และเด็กที่อยู่ในสถานะแบบนี้ค่อนข้างมากในบ้านเรา
โดยหลักๆ แล้วสาเหตุที่ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้รับการแก้ไข คือเรามีประชาธิปไตยแบบลุ่มๆ ดอนๆ และผู้หญิงยังมีบทบาทในรัฐสภาและในศาลน้อยมาก ทำให้ทั้งสองสถาบันนี้อยู่ในกำกับของผู้ชาย ซึ่งส่วนใหญ่ไม่เห็นความสำคัญของความเท่าเทียมและสิทธิสตรีนัก
แต่ผู้เขียนอยากจะมองโลกในแง่ดี คิดว่าการเลือกตั้งที่จะมีในอีกไม่กี่วันเป็นความหวัง อาจไม่สำเร็จในปัจจุบันทันทีแต่ต้องมองไปข้างหน้า
ครั้งนี้สัดส่วนของผู้หญิงที่สมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส.มีกว่า 2,000 คน มากถึงร้อยละ 22 ของผู้สมัครทั้งหมดในกลุ่มนี้หลายคนยังอายุน้อย การศึกษาดี มีประสบการณ์การทำงาน มีความมั่นใจในตัวเอง คิดเอง แสดงความเห็นของตัวเองได้ฉะฉาน เช่น คุณพรรณิการ์ วานิช คุณเกศปรียา แก้วแสนเมือง และอีกหลายๆ คน ซึ่งล้วนมีความสามารถ อภิปรายเก่ง คุณเกศปรียาบอกว่า ต้องให้ผู้หญิงมีบทบาททัดเทียมเท่ากับชาย คุณพรรณิการ์บอกว่า เมื่อเธอเข้าสู่วงการเมือง เธอเจอแต่ชายอายุมากแต่งสูทดำ ที่คอยแต่จะถามเธอว่า “พ่อเป็นใคร?”
ผู้เขียนหวังว่า คุณพรรณิการ์ คุณเกศปรียา คือ สัญลักษณ์ ของความเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง ทั้งในเรื่องความเสมอภาคของทุกเพศสภาพและความเป็นคนรุ่นใหม่ที่จะปรับเปลี่ยนการเมืองไทยได้ เป็นโอกาสที่เราอาจจะได้เห็นนโยบายอะไรใหม่ๆ ที่จะช่วยลดปัญหาและความเหลื่อมล้ำ ซึ่งทั้งหญิงไทยทั่วไป หญิงชนกลุ่มน้อย และ LGBT รวมทั้งกลุ่มอื่นๆ ในสังคมที่ไร้ซึ่งอำนาจในบ้านเรากำลังเผชิญอยู่
Jenette Winterson นักเขียนสตรีนิยมชาวอังกฤษบอกว่า “ความกล้าหาญ ชักชวนความหาญกล้าในทุกหนทุกแห่ง”

