หน้าแรก คอลัมนิสต์ ความเป็นพลเมื...

ความเป็นพลเมืองกับ การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ โดย นิมิตร จินาวัลย์

19.05.16 | 13:30 น.

วันที่ 7 สิงหาคม 2559 นับตั้งแต่เวลา 08.00-16.00 น. ผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี นับถึงวันออกเสียงประชามติ จะได้แสดงพลังความเป็นพลเมืองเพื่อไปออกเสียงประชามติทั้งในฐานะที่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย เป็นประชาธิปไตยทางตรง และหน้าที่ของความเป็นพลเมืองที่แสดงถึงการมีส่วนร่วมทางการเมือง ที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมภายใต้ระบอบการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

หากผลการออกเสียงประชามติ ฝ่ายเสียงข้างมากของผู้ไปใช้สิทธิออกเสียงให้ความเห็นชอบมากกว่าผู้ไม่เห็นชอบ ประเทศไทยก็จะมีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ฉบับที่ 20 ต่อจากรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 และจะเข้าสู่บรรยากาศของการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2560

ขั้นตอนต่อไปนายกรัฐมนตรีจะนำร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านความเห็นชอบของประชาชนนำขึ้นทูลเกล้าฯ ภายใน 30 วัน นับแต่วันประกาศผลประชามติ กรณีพระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบ และพระราชทานคืนมา ถือว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวเป็นอันตกไป

ประเทศไทยเคยจัดทำประชามติครั้งประวัติศาสตร์ คือรัฐธรรมนูญ 2550 จากผลการจัดทำประชามติครั้งนั้นมีผู้ไปใช้สิทธิลงคะแนนเสียงประชามติ 25,978,954 คน ของผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งทั้งหมด 45,092,955 คน ผลของการออกเสียงประชามติมีผู้ออกเสียงให้ความเห็นชอบ 14,727,306 คน คิดเป็นร้อยละ 57.81 ไม่เห็นชอบ 10,747,441 คน คิดเป็นร้อยละ 42.19 สำหรับการออกเสียงประชามติในวันที่ 7 สิงหาคม 2559 จากผลการสำรวจความคิดเห็นกลุ่มตัวอย่างทั่วประเทศให้ความสนใจประเด็นเกี่ยวกับเรื่องประชามติเกินกว่าร้อยละ 80

ทั้งนี้ยังเหลือเวลาอีก 2 เดือน อาจจะมีปัจจัยที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวร่างรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) รวมถึงคณะบุคคลที่ได้รับแต่งตั้งให้ประชาสัมพันธ์ จะต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ ชี้แจงเนื้อหาสาระทุกมาตรา ทุกหมวด และบทเฉพาะกาล

Advertisement

โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นสำคัญในหมวดที่ว่าด้วย รัฐสภา รัฐมนตรี การขัดกันแห่งผลประโยชน์ การปฏิรูปประเทศ และบทเฉพาะกาล เพื่อให้ประชาชนเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ สามารถตัดสินใจได้โดยอิสระ ปราศจากการครอบงำทางความคิด อันจะทำให้เจตจำนงของประชาชนผิดเพี้ยนไปจากข้อเท็จจริง

ประเทศไทยแม้จะเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตยแล้วกว่า 80 ปี แต่ความเข้าใจในเรื่องของความคิด คุณค่า และอุดมการณ์ประชาธิปไตยยังไม่ได้ฝังรากลึก ยังเป็นอุปสรรคต่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยเฉพาะอย่างยิ่งความเป็นพลเมือง ที่มีความสำนึก ความรู้สำนึกถึงความเป็นเจ้าของ (ownership) ประเทศของตน ประชาธิปไตยจึงเป็นเพียงการไปหย่อนบัตรเลือกตั้งปล่อยให้กลุ่มผลประโยชน์ใช้กลไกทางประชาธิปไตยไปแสวงหาผลประโยชน์จนกลายเป็นธุรกิจการเมือง ประชาชนจึงเป็นเพียงผู้รอรับบริการ

ประชามติ ในพจนานุกรมไทย ฉบับทันสมัยและสมบูรณ์ หมายถึง มติหรือความคิดเห็นของประชาชนส่วนใหญ่ที่มีต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่ง (plebiscite) โดยนัยดังกล่าวหมายถึงประเด็นคำถามตามมติที่ประชุมเสียงข้างมากของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่มีมติให้ตั้งคำถามสอบถามประชาชนว่า “เห็นชอบหรือไม่ว่า เพื่อให้การปฏิรูปประเทศเกิดความต่อเนื่องตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ สมควรกำหนดไว้ในบทเฉพาะกาลว่า ในระหว่าง 5 ปีแรก นับจากวันที่รัฐบาลชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ ให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบของบุคคลซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี อีกความหมายหนึ่ง คือมติของประชาชนที่รัฐให้สิทธิออกเสียงลงคะแนนรับรองร่างกฎหมายสำคัญต่างๆ ที่ผ่านสภานิติบัญญัติแล้ว หรือให้ออกเสียงตัดสินปัญหาที่สำคัญในการบริหารประเทศ (referendum)” โดยนัยนี้หมายถึงร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่นำไปให้ประชาชนออกเสียงประชามติทั้งฉบับในขณะนี้

ครับ……ทุกระบอบการปกครองของแต่ละประเทศรวมถึงประเทศไทยที่อาจจะเรียกว่าเป็นการปกครองแบบประชาธิปไตยระยะเปลี่ยนผ่าน หรือประชาธิปไตยช่วงรอยต่อ และอื่นๆ ประเทศจะดำรงอยู่ และเกิดความมั่นคงแห่งรัฐได้ก็ด้วยการสนับสนุนค้ำจุนจากประชาชน หรือพลเมือง ความเป็นพลเมืองนอกจากมีสิทธิเสรีภาพ ยังมีหน้าที่ปฏิบัติตามครรลองกฎหมายและอุดมการณ์แห่งรัฐ โดยการร่วมกันไปออกเสียงประชามติ ผลการออกเสียงประชามติเสียงข้างมากว่าจะให้ความเห็นชอบหรือไม่นั่น คือ ฉันทานุมัติที่ผู้ที่เกี่ยวข้องจะต้องให้ความเคารพ