หน้าแรก คอลัมนิสต์ สนามภาษาคือสน...

สนามภาษาคือสนามการเมือง: การก้าวข้ามชาตินิยมแบบทหารสู่ชาตินิยมแบบอองซานซูจี

19.05.16 | 13:45 น.

การพูดต่อสาธารณะโดยเปิดโอกาสให้มีการเรียกชื่อประเทศแบบเปิดกว้างไม่ว่าจะเป็นพม่าหรือเมียนมาได้อย่างอิสระของออง ซาน ซูจี พร้อมกับการสำทับเพิ่มเติมว่าตัวเธอเองถนัดที่จะเรียกชื่อประเทศว่าพม่ามากกว่านั้น อาจเป็นการแสดงออกที่ดูเหมือนว่าจะเป็นการพยายามสร้างหรืออำนวยความสะดวกให้กับผู้คนโดยทั่วไปโดยเฉพาะชาวต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่ติดตามหรือสนใจประเทศประชาธิปไตยเกิดใหม่ในชายแดนตะวันตกของไทยแล้ว นี่ไม่ใช่สิ่งที่ธรรมดาเสียจนไม่ต้องตระหนักหรือวิเคราะห์นัยสำคัญที่อยู่เบื้องหลังคำพูดหรือการกระทำนั้น กล่าวคือ การเปลี่ยนแปลงชื่อเรียกประเทศจากพม่าเป็นเมียนมาในช่วงปี 1989 นั้น กองทัพในฐานะผู้คุมอำนาจทางการเมืองที่สำคัญให้เหตุผลในการเปลี่ยนแปลงว่าต้องการเปลี่ยนคำพูดในภาษาอังกฤษให้มีความสอดคล้องกับสำเนียงของภาษาพม่ามากขึ้น และการเรียกชื่อประเทศว่า “พม่า” เป็นเรียกชื่อตามสำเนียงภาษาอังกฤษของชาติตะวันตกเสียมากกว่า

การปฏิเสธอะไรก็ตามของชาติตะวันตกในยุคที่รัฐบาลทหารเรืองอำนาจของพม่าให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง การสร้างความรู้สึกชาตินิยมตามแบบของผู้ที่ทำหน้าที่ในการปกป้องดินแดนอันเป็นที่รักโดยเฉพาะเอกภาพและความมั่นคงแห่งชาติ ทำให้เกิดลักษณะอาการที่เรียกว่ากองทัพเท่าเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นในการปกป้อง “ความเป็นชาติ” ของประชาชนชาวพม่าทั้งมวล ในบางลักษณะเรียกอาการแบบนี้ว่า กองทัพพม่า หรือตั๊ดมะดอ (Tatmadaw) วางตัวเองอยู่ในฐานะของ “ผู้พิทักษ์” สิ่งที่สำคัญคือ ชาติตะวันตกในฐานะของผู้กดขี่ตั้งแต่ยุคการล่าอาณานิยมจึงถูกนำมาฉายภาพซ้ำแล้วซ้ำเล่าให้กลายเป็น “ศัตรู” หรือ “ภัยคุกคาม” อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ยังรวมถึงสิ่งที่เรียกว่า “ประชาธิปไตย” ความรู้สึกเช่นนี้จึงกลายเป็นเครื่องมือชิ้นสำคัญที่ทำให้กองทัพครองความชอบธรรมทางการเมือง

“การปฏิเสธประชาธิปไตย คือ การปฏิเสธชาติตะวันตก” หรือแม้แต่กระทั่งการปฏิเสธนางออง ซาน ซูจี ในฐานะของตัวแทนตะวันตกเองก็ตาม

การมุ่งมั่นสร้างกระแสชาตินิยมของรัฐบาลทหารด้วยการเล่นเชิงอย่างจริงจังกับการเปลี่ยนแปลงของภาษาดูเหมือนว่าจะได้รับการต่อต้านอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่น่าสนใจคือ เกิดลักษณะการต่อต้านกองทัพแบบใหม่ที่สนามของภาษากลายเป็นสนามทางการเมือง โดยการสร้างความหมายถูกแย่งชิงจากแต่ละฝ่าย เมื่อกองทัพเปลี่ยนชื่อประเทศ ฉะนั้นวิธีการที่วิเศษสุดในการปฏิเสธหรือต่อต้านกองทัพคือ การปฏิเสธชื่อเรียกที่กองทัพสร้างขึ้นมาใหม่ จะพบว่าฝ่ายขบวนการประชาธิปไตย อาทิ แวดวงวิชาการนั้น ปฏิเสธการเรียกชื่อใหม่ของรัฐบาลทหารอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการสร้างคำอธิบายเป็นการเฉพาะทุกครั้งว่างานวิชาการที่กำลังจะเขียนขึ้นนั้นปฏิเสธคำว่าเมียนมาเนื่องจากต้องการต่อต้านการครองอำนาจทางการเมืองของรัฐบาลทหาร

การต่อสู้ของออง ซาน ซูจี จนเอาชนะการเลือกตั้งและเป็นฝ่ายคุมอำนาจรัฐบาล ณ ปัจจุบันนั้น ไม่ได้หมายความว่าการต่อสู้ทางการเมืองจะสิ้นสุดลง ยิ่งไปกว่านั้น สนามการต่อสู้มิได้เกิดขึ้นเพียงแต่ในสนามการเลือกตั้งหรือสนามรัฐสภาตามแบบสถาบันทางการเมืองที่เป็นทางการเท่านั้น หากแต่สนามของภาษาก็ยังกลายเป็นสมรภูมิเก่ายังมีการแย่งชิงการสร้างความหมายกันอย่างต่อเนื่อง การแสดงออกของออง ซาน ซูจี จึงเป็นการวางตัวเองในสนามการต่อสู้แบบนี้ใหม่อีกครั้ง ไม่ว่าตัวเธอเองนั้นจะตั้งใจในการพูดในที่สาธารณะอย่างตรงไปตรงมาหรือไม่ก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจ คือ การพูดหรือแสดงออกว่าเธอถนัดที่จะเรียกชื่อประเทศว่า “พม่า” มากกว่า ทำให้สะท้อนได้ชัดเจนว่า นัยสำคัญมีมากกว่าความคุ้นเคยในการเรียกชื่อ แต่นี่คือลักษณะของความคุ้นเคยของการต่อต้านกองทัพด้วย

Advertisement

กล่าวได้ว่า การปลดปล่อยทางภาษาคือความพยายามปลดปล่อยมรดกอำนาจของกองทัพที่มีอยู่อย่างยาวนาน ซึ่งอดีตของ “ผู้พิทักษ์” เองก็ไม่สามารถที่แสดงออกถึงความไม่พอใจต่อสาธารณะได้แม้แต่น้อย ดูเหมือนว่าสนามการเปลี่ยนผ่านของประชาธิปไตยผ่านภาษานั้น กำลังสะท้อนถึงความได้เปรียบของออง ซาน ซูจี ควบคู่ไปกับการได้เปรียบในสนามการเมืองแบบอื่นๆ เข้าทำนอง “แทงข้างหลัง ทะลุขั้วหัวใจ” ของอุดมการณ์ชาตินิยมแบบทหารเข้าอย่างจัง!!!