คุณอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) คนที่ 1 ให้สัมภาษณ์แสดงความพอใจรัฐบาลและสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้ผลักดันขับเคลื่อนแผนปฏิรูป เช่น ร่าง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตที่ผ่านวาระหนึ่งของ สนช.และใกล้คลอดเป็นกฎหมายแล้ว
“สปท.กำลังเร่งรัดการปฏิรูปประเทศตามโรดแมประยะที่ 2 คือการปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง นับแต่เดือนตุลาคมปี 2558 ถึงกรกฎาคม 2560 โดยส่งแผนปฏิรูปประเทศไปให้นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แล้ว ถือว่า สปท.ดำเนินการคืบหน้าเป็นไปตามแผนและขั้นตอนที่วางเป้าหมายไว้ ขณะนี้กำลังเร่งขับเคลื่อนแผนปฏิรูปการศึกษาเพราะเป็นเรื่องสำคัญที่สุด”
พร้อมกันนี้ก็บอกว่า “สิ่งที่ห่วงกังวลตอนนี้คือดูเหมือนทุกฝ่ายจะใส่ใจแต่เรื่องการออกเสียง ประชามติและรัฐธรรมนูญจนลืมเรื่องการปฏิรูปประเทศ จึงอยากเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนหันมาให้ความสนใจกับการปฏิรูปประเทศ พอๆ กับเรื่องรัฐธรรมนูญและประชามติ เพราะการปฏิรูปครั้งนี้เป็นการวางรากฐาน พัฒนาอัพเกรดประเทศของเราให้ก้าวหน้าทันสมัยสู่การเป็นประเทศชั้นนำ และการปฏิรูปมี 11 ด้านไม่ใช่มีแต่การเมืองด้านเดียว”
ครับ คำปรารภของท่านรองประธาน สปท.เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ไม่ยาก เพราะมองจากมุมของแม่น้ำสายหนึ่ง สาย สปท.
แต่หากมองจากมุมของประชาชนคนนอกก็ต้องเข้าใจผู้คนอีกเช่นกันว่า การที่ผู้คนสนใจเรื่องรัฐธรรมนูญและประชามติยิ่งกว่าปฏิรูปเพราะเห็นว่าการเมืองเป็นเรื่องหัวใจสำคัญ มีผลต่อการเดินหน้าหรือถอยหลังของประเทศชาติและประชาชนเป็นอย่างยิ่ง
หากการเมืองซึ่งเป็นตัวกำหนดกฎกติกากลางของสังคม เปิดกว้าง มีความเป็นประชาธิปไตย เคารพสิทธิ เสรีภาพ ศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ของผู้คนส่วนใหญ่ ไม่ใช่ตกอยู่ภายใต้อำนาจและความสะพรึงกลัว ต้องมีคนกลุ่มหนึ่งคอยควบคุม กำกับ คิดและตัดสินใจแทน ไม่ถอยหลังลงคลอง จะส่งผลให้การปฏิรูปด้านอื่นๆ ก้าวหน้าตามไปด้วย
ถามว่าจะก้าวหน้าทันสมัยสู่การเป็นประเทศชั้นนำนั้น ตรงมาตราไหนของรัฐธรรมนูญครับ
แต่หากตรงกันข้าม จะทำให้การปฏิรูปทุกด้านถอยหลังลงคลองเช่นเดียวกัน
ฉะนั้นจึงไม่น่าวิตกกังวลว่าทำไมผู้คนถึงใส่ใจเรื่องการออกเสียงประชามติ รัฐธรรมนูญและการเมือง แต่กลับน่าดีใจเสียด้วยซ้ำที่ผู้คนตื่นตัวสนใจพิทักษ์รักษาสิทธิ หน้าที่ เสรีภาพแห่งตนและสังคมส่วนรวม
ประเด็นที่น่าคิด ที่ผู้คนไม่สนใจ ไม่ให้ความสำคัญการปฏิรูปเท่าที่ควร ไม่ใช่เพราะลืม แต่เพราะไม่เชื่อว่าการปฏิรูปภายใต้โครงสร้างอำนาจและทิศทางที่ขัดแย้งกัน คือปฏิรูปด้านอื่นๆ เดินหน้า แต่ปฏิรูปการเมืองถอยหลัง จะนำบ้านเมืองก้าวไปสู่ความสำเร็จ โชติช่วงชัชวาลได้
เพราะขาดความสมดุล โดยเฉพาะอย่างยิ่งขัดกับธรรมชาติ ไม่ยอมรับความหลากหลายทางความคิดและผลประโยชน์ ปิดกั้นความเห็นต่าง
อีกประการหนึ่ง ผู้คนไม่ได้รับข้อมูลข่าวสารผ่านการสื่อสารสาธารณะเท่าที่ควร เกี่ยวกับผลการดำเนินงานการปฏิรูปด้านต่างๆ อย่างชัดเจนเป็นรูปธรรมเพียงพอ
แทนที่จะห่วงคนลืมเรื่องการปฏิรูป ควรเป็นห่วงว่า สปท.จะมีผลงานอะไรเป็นรูปธรรมและผลักดันให้เกิดการปฏิบัติจริง ให้ผู้คนได้จดจำเสียมากกว่า
กล่าวถึงด้านปฏิรูปการศึกษาซึ่งบอกว่าเป็นเรื่องสำคัญที่สุด จะมีการพิจารณาแผนการปฏิรูปร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ แผนปฏิรูปการพัฒนาครู แผนปฏิรูปการอาชีวศึกษาและแผนปฏิรูปโรงเรียนขนาดเล็ก แต่ละแผนที่ว่านั้นมีเนื้อหาสาระ ทิศทาง และวิธีปฏิบัติอย่างไร
ถ้าไม่เปิดกว้าง คลี่ออกมาให้ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายรับรู้และมีส่วนร่วม ก็จะกลายเป็นการปฏิรูปจากมุมมองของฝ่ายเดียวคือผู้มีอำนาจเป็นหลัก ความสนใจก็จะเป็นไปอย่างที่คุณอลงกรณ์กล่าวถึงแต่แรก คือไม่สนใจเท่าที่ควร เพราะไม่เชื่อและคิดไปคนละทาง
ทำนองเดียวกัน เรื่องสำคัญเกี่ยวกับปฏิรูปการศึกษาโดยตรงคือการใช้อำนาจตามมาตรา 44 ออกประกาศคำสั่งขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาค ซึ่งทุกฝ่ายกำลังรอดูว่าผลจะปรากฏออกมาอย่างไร
กรรมาธิการด้านการศึกษาทั้งสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปและสภานิติบัญญัติแห่งชาติกลับไม่ได้แสดงบทบาท ท่าที ความคิดเห็น เห็นด้วยสนับสนุน หรือท้วงติง คัดค้าน ออกมาให้ปรากฏอย่างชัดเจน ว่าส่วนใหญ่คิดอย่างไร ส่งผลดีหรือผลเสียต่อการปฏิรูปการศึกษาที่ควรจะเป็นมากกว่ากัน
เรื่องที่ว่านี้สิของจริง ของแท้ เกิดขึ้นแล้ว แต่ดูเหมือนสภาขับเคลื่อนกลับทำเป็นลืม ไม่ให้ความสำคัญ อาจเป็นเพราะว่าไม่มีโอกาสรับรู้ ให้ความคิด เห็นด้วยหรือท้วงติงใดๆ ก่อนคำสั่งออกมา
ต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจที่เหนือกว่าและบรรยากาศแห่งความเกรงใจ เกรงกลัว เช่นเดียวกับผู้คนที่ถูกมองว่า ลืมการปฏิรูป เพราะสนใจแต่การเมืองเรื่องประชามติและรัฐธรรมนูญนั่นเอง

