เป็นอีกสัปดาห์ที่ความเคลื่อนไหวจากภายนอกประเทศ ส่งแรงกระเพื่อมเข้ามาถึงภายใน
แบบต่อเนื่องและหนักหน่วง
เริ่มต้นจากกรณีคำแถลงของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ
ต่อเนื่องด้วย “วิวาทะ” หน้ากระทรวงการต่างประเทศ ระหว่างนายกลิน เดวีส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทย กับนายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
บานปลายกลายเป็นกระแสขับไล่ทูตจากคนกลุ่มหนึ่ง
และมาถึงไฮไลต์ด้วยกรณีการแสดงความไม่พอใจต่อท่าทีของนายเดวีส์
จาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
ปลายสัปดาห์ในการประชุมสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ภายใต้กลไกยูพีอาร์ (Universal Periodic Review : UPR) ณ นครเจนีวา
คณะผู้แทนของไทยที่นำโดยนายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ ปลัดกระทรวงยุติธรรม ก็ได้รับการบ้านจากที่ประชุมมาทั้งสิ้น 249 ข้อ
โดยในจำนวนนี้ฝ่ายไทยตอบรับจะแก้ไขทันที 181 ข้อ และที่เหลือ 68 ข้อจะนำกลับไปพิจารณา
ข้อเสนอที่ขอรับกลับมาพิจารณาก่อนได้แก่ ประเด็นกฎหมายหมิ่นสถาบันกษัตริย์ การจำกัดเสรีภาพที่กระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน การใช้ศาลทหาร และการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์
ซึ่งจะประชุมเพื่อแจ้งผลการทบทวนและรายงานต่อคณะรัฐมนตรี
แล้วจะแจ้งต่อที่ประชุมคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติสมัยที่ 33
ซึ่งจะจัดขึ้นในเดือนกันยายน
ขึ้นมาถึงต้นสัปดาห์ คณะผู้แทนรัฐสภายุโรป นำโดยนายเวอร์เนอร์ แลงเก้น ประธานคณะกรรมาธิการรัฐสภายุโรปด้านความสัมพันธ์กับประเทศอาเซียน
เข้าพบ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมแกนนำพรรคเพื่อไทย เพื่อหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ก่อนหน้านี้รัฐสภายุโรปเคยทำหนังสือเชิญ น.ส.ยิ่งลักษณ์ไปชี้แจงเรื่องดังกล่าว แต่ทางทาง คสช.ไม่อนุญาตให้เดินทางออกนอกประเทศ จึงเดินทางมาพบ น.ส.ยิ่งลักษณ์แทน
โดยคณะผู้แทนรัฐสภายุโรปได้เดินทางไปพบ สนช. พรรคประชาธิปัตย์
และกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญด้วย
ไฉนโลกจึงล้อมไทยไม่หยุดหย่อน
รับแผนหรือรับผลประโยชน์จากใครดังที่มีผู้กล่าวหา หรือว่าด้วยเหตุผลอื่น
พวงทวง ภวัครพันธุ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ เขียนอธิบายเอาไว้ว่า
“จริงอยู่ว่าแต่ละประเทศมีอำนาจอธิปไตยเป็นของตนเอง แต่โลกสมัยใหม่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับอำนาจอธิปไตยของรัฐ โดยไม่สนใจสิทธิเสรีภาพของประชาชนอีกต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งนับแต่เหตุการณ์การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวเป็นต้นมา
ทำให้คนที่ยังมีความเป็นมนุษย์ในใจเริ่มตั้งคำถามว่า
-เราควรให้ความเคารพต่ออำนาจอธิปไตยของรัฐอย่างไม่มีข้อจำกัด แม้ว่ารัฐนั้นกำลังก่ออาชญากรรมอันร้ายแรงต่อประชาชนของตนเองอย่างนั้นหรือ?
-ระหว่างหลักการไม่แทรกแซงกิจการภายในของรัฐกับการปกป้องสิทธิในชีวิตของมนุษย์จำนวนมาก อะไรสำคัญกว่ากัน?
คำตอบไม่ใช่ขาวกับดำ เพราะการละทิ้งหลักการอำนาจอธิปไตยของรัฐ ก็จะนำไปสู่ภาวะปั่นป่วนไร้ความมั่นคงในการเมืองโลกได้
แต่ขณะเดียวกัน การละทิ้งสิทธิเสรีภาพของประชาชน นอกจากจะไร้ซึ่งมนุษยธรรมแล้ว ยังไม่สามารถสร้างสันติภาพให้กับประเทศนั้นและประชาคมโลกได้ เพราะในหลายประเทศ สิ่งที่ตามมาคือ ภาวะจลาจล อดหยากยากจน ประชาชนทนการกดขี่ไม่ได้ และลุกฮือขึ้นโค่นล้มอำนาจรัฐ
ประชาคมโลกจึงต้องมีมาตรการถ่วงดุลอำนาจอธิปไตยของรัฐด้วยหลักสิทธิมนุษยชนของประชาช
แม้ว่ารัฐสมาชิกจะให้สัตยาบันรับรองกฎหมายดังกล่าว แต่ถ้าไม่ปฏิบัติตาม ก็ไม่มีบทลงโทษ แต่หน่วยงานของสหประชาชาติและประเทศอื่นๆ ก็สามารถทำให้รัฐนั้นอับอาย “shaming” และใช้การกดดันได้
เพราะถือว่ารัฐนั้นละเมิดคำมั่นสัญญาที่ตนได้เคยให้ไว้เสียเอง”
พอจะเห็นภาพชัดเจนขึ้นหรือไม่?

