ในทางพระพุทธศาสนา การเห็นและความเข้าใจมีหลายระดับ การเห็นมีตั้งแต่การเห็นผิวเผินด้วยตาและการเห็นที่ลึกซึ้งด้วยใจ ความเข้าใจมีตั้งแต่การคิดอ่านทางสมองไปจนถึงความเข้าใจของจิต การเห็นระดับสูงสุดที่มีความเข้าใจอย่างชัดแจ้งด้วยแล้วจึงจะเป็นความรู้แจ้ง
ดวงตาในพระพุทธศาสนาเป็นการเห็นที่ลึกละเอียดลงไปในจิตใจ ความเข้าใจที่ถูกต้องของจิตจะบ่งบอกการเห็นของจิตนั้นว่าแจ้งชัดเพียงใด ถ้ามองเห็นธรรมแจ้งชัดจริงก็เรียกว่าดวงตาเห็นธรรม (ธรรมจักขุ) และมักเรียกการปฏิบัติทางจิตที่ผ่านเข้าสู่โสดาปัตติมรรคว่ามรรคเห็น
ดวงตาเห็นธรรมเป็นคำเรียกสั้นๆ ของคำว่าดวงตาเห็นธรรมที่ปราศจากธุลี เป็นการเห็นธรรมในโลกุตรภูมิก่อนเข้าถึงความเป็นอริยบุคคล
ก่อนที่จิตจะพัฒนาถึงภูมินั้น จิตอาจเห็นธรรมบ้าง เห็นอธรรมบ้าง เห็นอะไรที่ไม่ทราบว่าเป็นอะไรบ้าง ไม่เห็นอะไรเลยบ้าง จิตใจของพาลปุถุชนถูกอธรรมบังตา บ้างมีจิตใจมืดบอดสนิท ดวงตาทั้งสองไม่เห็นแสงสว่างแห่งธรรม บ้างมีจิตใจมืดบอดรางๆ หรือบอดเพียงข้างเดียว
บุคคลที่รู้จักน้อมธรรมเข้ามาในจิตใจของตนอยู่เสมอจะมีจิตที่สามารถเห็นธรรมและแยกแยะธรรมและอธรรมออกจากกันได้
อธรรมที่เห็นนี้อาจมาจากสิ่งเร้าภายนอกที่เข้ามาทำให้จิตอ่อนไหวหรืออาจผุดขึ้นมาจากภายในจิตก็ได้ การสังเกตดูจิตและการทำงานของจิตจะช่วยให้เห็นกิเลสที่เป็นอารมณ์ตอบโต้หรือสนองตอบต่อสิ่งเร้าทั้งหลาย กิเลสก็คืออธรรมที่อาศัยอยู่ในจิตและมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมและการตัดสินใจของมนุษย์
ในพระธรรมจักรกัปปวัตนสูตร พระพุทธองค์ทรงตรัสถึงข้อปฏิบัติแห่งทางสายกลางที่ก่อให้เกิดดวงตาเห็นธรรมและปัญญาอันเป็นไปเพื่อการสงบระงับของกิเลส การรู้แจ้งและความดับสิ้นไปของทุกข์ ทรงตรัสถึงอริยสัจสี่อันได้แก่ ทุกข์ สมุทัย (เหตุแห่งทุกข์อันได้แก่ตัณหา) นิโรธ (ความดับของทุกข์) และมรรค (อริยมรรคมีองค์ 8)
ทุกข์เป็นธรรมที่ควรกำหนดรู้ ทุกขสมุทัยเป็นธรรมที่ควรละ ทุกขนิโรธเป็นธรรมที่ควรทำให้แจ้งและมรรคเป็นธรรมที่ควรอบรม ทุกขสมุทัยจึงนับเป็นอธรรมที่ควรรู้และละหรือสลัดออก
ในพระมหาสติปัฏฐานสูตร การอบรมสติปัฏฐาน 4 มีความครอบคลุมกว้างขวางทั้งสติ สมาธิและปัญญาโดยพระพุทธองค์ทรงจำแนกเป็นการใช้สติสังเกตและพิจารณาตั้งแต่กาย (กายานุปัสสนา) เวทนา (เวทนานุปัสสนา) จิต (จิตตานุปัสสนา) และธรรม (ธัมมานุปัสสนา)
การสังเกตและพิจารณานี้เป็นการปฏิบัติทางจิตเพื่อให้เห็นความเป็นจริงของกายและจิต กิเลสเป็นสิ่งที่อยู่ภายในจิตและแนบแน่นอยู่กับอาการของจิต แนวทางในสติปัฏฐานจะช่วยอบรมจิตให้เห็นและละกิเลสตั้งแต่ขั้นหยาบจนถึงละเอียด
ปฏิจจสมุปบาทเป็นคำสอนเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของกาย จิตและกิเลสในระดับที่ละเอียดอย่างยิ่ง อวิชชาเป็นเหตุให้เกิดสังขารการปรุงแต่งของจิตจนกระทั่งถึงการรับรู้นามรูปและการสัมผัสทางจิตที่กลายเป็นเวทนา เวทนาเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหาและอุปาทานความยึดมั่นอันเป็นกิเลสที่มีผลสืบต่อกัน
โดยขั้นตอนของการปฏิบัติที่ต้องมีทั้งสติ สัมปชัญญะและความเพียร การรับรู้ทางจิตที่ละเอียดจะทำให้เห็นกิเลสที่เป็นอุปาทานและตัณหาได้ การเห็นอธรรมและการสลัดอธรรมออกเป็นจึงเป็นขั้นตอนที่ต้องเกิดขึ้นก่อนที่ดวงตาจะเห็นแสงสว่างแห่งธรรมอย่างชัดแจ้งหรือธรรมจักขุ ส่วนอวิชชาซึ่งเป็นกิเลสที่ละเอียดอย่างยิ่งและฝังลึกในนิสัยสันดานนั้นยากที่จิตจะเห็นได้ การปฏิบัติจะต้องดำเนินไปอีกด้วยอริยมรรคจนถึงขั้นสุดท้าย
นั่นคือตราบใดก็ตามที่จิตยังมีกิเลสสะสมอยู่ อธรรมจะยังคงมีอิทธิพลต่อชีวิต การปฏิบัติทางพระพุทธศาสนาจะช่วยให้อธรรมไม่บังตาผู้ปฏิบัติธรรม กิเลสหรืออธรรมจะค่อยๆ อ่อนจางลงจนกระทั่งหมดไปพร้อมอวิชชา เมื่อถึงขั้นบรรลุธรรมหรืออรหัตตผล การแยกแยะธรรมที่เป็นกุศลและอธรรมก็จะไม่มีความหมายใดต่อจิตอีกแล้ว
เมื่อปี พ.ศ.2499 หลวงปู่ดูลย์ อตุโล ได้สรุปรวบยอดให้เราเข้าใจว่าอริยสัจ 4 สติปัฏฐาน 4 และปฏิจจสมุปบาทเป็นแนวทางปฏิบัติเดียวกัน ข้อความโดยสรุปนี้เป็นแก่นธรรมที่ลึกซึ้งและประทับความทรงจำของผู้สนใจในธรรมเป็นอย่างมากจนถึงปัจจุบัน
“จิตที่ส่งออกนอก เพื่่อรับสนองอารมณ์ทั้งสิ้น เป็นสมุทัย
ผลอันเกิดจากจิตที่ส่งออกนอก แล้วหวั่่นไหว เป็นทุกข์
จิตเห็นจิต อย่างแจ่มแจ้ง เป็นมรรค
ผลอันเกิดจากจิตเห็นจิต อย่างแจ่มแจ้ง เป็นนิโรธ”
หลวงปู่ดุลย์เป็นพระอริยสงฆ์ที่ได้รับการยกย่องว่าได้บรรลุพระอรหัตตผล คำชี้แนะของท่านมีผลอย่างมากต่อการแสวงหาเทคนิคการปฏิบัติธรรมของชาวพุทธ พระอาจารย์หลายท่านเห็นว่า “จิตเห็นจิต” เป็นมรรควิธีแบบจิตตานุปัสสนาและมักอบรมศิษย์ด้วยกรรมฐานดังกล่าวนี้
จิตตานุปัสสนาเป็นการเจริญภาวนาตามพระมหาสติปัฐฐานสูตรที่เหมาะสำหรับผู้ที่เจริญสติและสมาธิมามากพอสมควรแล้ว จิตในที่นี้หมายถึงวิญญาณที่ผู้ปฏิบัติอาจรับรู้ได้ผ่านอารมณ์ที่ปรากฏ คำสอนในพระสูตรแนะนำให้สังเกตจิตในจิต เมื่อจิตมีราคะก็รู้ชัดว่าจิตมีราคะ เมื่อจิตปราศจากราคะก็รู้ชัดว่าจิตปราศจากราคะ เมื่อจิตฟุ้งซ่านก็รู้ชัดว่าจิตฟุ้งซ่าน เมื่อจิตเป็นสมาธิก็รู้ชัดว่าจิตเป็นสมาธิ ฯลฯ ให้เจริญสติจนถึงขั้นเพียงแต่เข้าใจและระลึกรู้เท่านั้น
การเจริญจิตตานุปัสสนาขึ้นชื่อว่าให้ผลรวดเร็วอาจเพราะมีประวัติเกี่ยวกับพระพุทธสาวกที่บรรลุธรรมได้รวดเร็วที่สุดเมื่อเจริญตามคำสอนนี้ กล่าวคือในพาหิยสูตร ฤาษีชราท่านหนึ่งซึ่งเจริญฌานจนเป็นที่เคารพสักการะของผู้คนมาแล้วได้ขอรับคำสอนที่สั้นที่สุดจากพระพุทธองค์ก่อนที่ท่านจะสิ้นกาละ พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสสอนว่าเมื่อเห็นก็สักแต่ว่าเห็น เมื่อฟังก็สักแต่ว่าฟัง เมื่อทราบก็สักแต่ว่าทราบ เมื่อรู้แจ้งก็สักแต่ว่ารู้แจ้งฯ
สำนักปฏิบัติหลักของไทยมักเน้นการปฏิบัติที่เริ่มต้นด้วยกายานุปัสสนาที่ผสมอานาปานสติกับหมวดต่างๆ ที่สำคัญก่อนที่จะปฏิบัติแบบจิตตานุปัสสนาและธัมมานุปัสสนา
สำหรับในพม่าปัจจุบัน การปฏิบัติมักเน้นกายานุปัสสนาหมวดอิริยาบถ สำนักดั้งเดิมที่ยังเผยแผ่อยู่เป็นสายปฏิบัติที่นิยมเจริญอานาปานสติแล้วต่อด้วยเวทนานุปัสสนา ส่วนสำนักปฏิบัติที่เน้นจิตตานุปัสสนาได้แก่สำนักพระอาจารย์โมกกสยาดอ แต่ก็จะให้เริ่มที่เวทนานุปัสสนาเสียก่อน
ตามคำสอนทั่วไปแล้ว สติปัฏฐานทั้งสี่มีผลที่เชื่อมโยงถึงกัน การปฏิบัติควรเริ่มจากง่ายไปยาก จากหยาบไปละเอียดและเป็นขั้นตอน การก้าวข้ามขั้นจึงไม่เป็นที่แนะนำ
หลวงพ่อเปลี่ยน ปัญญาปทีโป ได้กล่าวย้ำว่าไม่มีวิธีใดที่ลัดสั้นแม้จะมีผู้ปฏิบัติที่ต้องการเจริญจิตตานุปัสสนาให้ประสบผลโดยเร็ว การพิจารณาจิตในจิตก็ต้องมีจิตที่สงบเป็นสมาธิแล้ว
ในการปฏิบัติ เมื่อมีสิ่งเร้าจากภายนอกเข้ามาให้จิตรับรู้และตีความ จิตที่ได้รับการอบรมจะเรียนรู้ว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นนั้นเป็นการตอบโต้ในทางบวกหรือลบหรือเฉยๆ ความรู้สึกในทางบวกและลบนี้คือเวทนา สุขเวทนาและทุกขเวทนาเป็นการเกิดขึ้นของความพอใจและไม่พอใจ เมื่อจิตเห็นเวทนาก็เท่ากับจิตเห็นอธรรมที่กำลังเป็นที่พอใจหรือไม่พอใจ
การตัดวงจรมิให้เวทนากลายเป็นตัณหาจึงเป็นการละที่สำคัญยิ่งในวงจรปฏิจจสมุปบาท เมื่อจิตเห็นเวทนาก็สักแต่เห็นว่าเป็นเวทนา กระแสกิเลสก็จะถูกตัดมิให้ปรุงแต่งต่อไป
ในขั้นตอนของจิตตานุปัสสนาที่จิตจะมีความละเอียดมากเพียงพอแล้ว การเห็นกิเลสในจิตจะมีความชัดเจนมากขึ้น เมื่อมีสิ่งเร้าจากภายนอกจรเข้ามาจิตจะมีความว่องไวเท่าทันในการรับรู้ว่าอาการของจิตส่วนใดที่เกิดปฏิกิริยาขึ้น
ผู้ที่เฝ้าดูจิตได้เห็นอยู่เนืองๆ จะเห็นอารมณ์ของจิตที่แนบแน่นกับกิเลส เช่นความโกรธ ความผูกพยาบาท ความคับข้องใจ ความวิตกกังวล ความกลัว ความฟุ้งซ่าน ความหดหู่ ความตึงเครียด ความหงุดหงิด ความริษยา ความอยากได้ใคร่มี ความไม่อยากให้ ความอยากชนะ ความไม่อยากแพ้ ความเพลิดเพลิน ความหมกมุ่นและความถือตน เป็นต้น
การเห็นกิเลสทั้งหลายที่ผุดขึ้นว่าเป็นกิเลสประเภทใดเป็นการที่จิตเห็นชัดเจนยิ่งขึ้น ไม่เพียงในระดับของเวทนาเท่านั้น ส่วนการสักแต่เพียงเฝ้าดูก็จะทำให้เห็นกิเลสว่ามีการเกิดขึ้นและดับไป มีพิษร้ายให้เกิดทุกข์และไม่มีสาระที่ควรจะยึดถือไว้ ความเคยชินของจิตก็จะเปลี่ยนแปลงไป
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชปุจฉาต่อหลวงปู่ดูลย์ อตุโล เมื่อปลายปี 2522 ว่าการละกิเลสนั้นควรละกิเลสอะไรก่อนฯ หลวงปู่ดูลย์ได้ถวายวิสัชนาว่า “กิเลสทั้งหมดเกิดรวมที่จิต ให้เพ่งมองดูที่จิต อันไหนเกิดก่อนให้ละอันนั้นก่อน”
การเห็นจิตตสังขารหรือการปรุงแต่งในจิตนี้น่าจะมีประโยชน์อย่างยิ่ง ผู้ปฏิบัติอาจคัดเลือกธรรมที่เหมาะกับการแก้ไขปมทางจิตของตน เช่นถ้ามักมีความโกรธผุดก็เจริญเมตตาภาวนาให้มาก ถ้าเสพติดยศอำนาจก็เจริญมรณานุสติให้มาก ถ้าวิตกกังวลก็อาศัยอานาปานสติ ดังนี้เป็นต้น
การเลือกเฟ้นธรรมปฏิบัติให้เหมาะกับตนเป็นสิ่งที่สำคัญ แนวทางแห่งความตื่นรู้ของพระพุทธองค์ยังคงดำรงอยู่ในโลกใบนี้และผู้ประพฤติธรรมย่อมสามารถสัมผัสได้
ดวงตาจะไม่มืดบอดด้วยอธรรมที่มาบัง จิตจะเห็นสิ่งต่างๆ ตามความเป็นจริง เห็นอธรรมที่ควรละ เห็นธรรมที่ควรใช้อบรมจิตและเกิดดวงตาเห็นธรรม
ที่นำไปสู่ความรู้แจ้งและการไม่เกิดของอธรรมใดๆ

