ก้าวล่วงมาถึงวันศุกร์ที่ 22 มีนาคม 2562 อีก 2 วัน วันอาทิตย์ที่ 24 มีนาคม 2562 ตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น. หลังจากที่ปวงชนชาวไทยเจ้าของอธิปไตยอายุ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ปฏิบัติหน้าที่ใช้สิทธิเสรีภาพกาหมายเลขในบัตรเลือกตั้งแล้วหย่อนลงในหีบรับบัตร
ตั้งแต่เวลา 17.01 น. อำนาจอธิปไตยซึ่งเป็นของปวงชนชาวไทยจะปรากฏออกมาเป็นจำนวนเสียงของแต่ละพรรคการเมืองว่าพรรคใดจะได้มากที่สุด
การเลือกตั้งครั้งนี้ แม้เป็นการเลือกตั้งผู้สมัครรับเลือกตั้งของแต่ละพรรคตามหมายเลขที่ปรากฏบนป้ายหาเสียง แต่ในบัตรลงคะแนนเสียงเลือกตั้งกลับเป็นหมายเลข เครื่องหมายของพรรค ชื่อพรรคการเมือง และช่องให้กาหลังชื่อพรรคการเมืองนั้น ไม่มีชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง
ดังนั้น ในแต่ละเขตเลือกตั้ง ผู้ได้รับเลือกตั้งตามหมายเลขใดมีคะแนนมากที่สุด ผู้สมัครหมายเลขนั้นจะเป็นผู้แทนราษฎรของเขตนั้นและพรรคนั้น
ส่วนคะแนนของแต่ละพรรคการเมืองจะนำไปรวมกับพรรคเดียวกันในเขตเลือกตั้งทั่วประเทศ เพื่อให้ทราบว่าพรรคใดจะมีผู้ได้รับเลือกตั้งตามบัญชีรายชื่อ ซึ่งน่าจะเฉลี่ยรวมทุกพรรคมากน้อยแล้วแต่คะแนนที่ได้รับ
ด้วยแนวทางความคิดที่ว่า ทุกคะแนนในการกาบัตรของเจ้าของเสียงจะไม่เสียเปล่า
การเลือกตั้งล่วงหน้าทั้งในต่างประเทศและในประเทศเสร็จเรียบร้อยไปแล้ว โดยเฉพาะการเลือกตั้งล่วงหน้าในประเทศที่ทำให้การจราจรติดขัดทั้งในกรุงเทพมหานคร และในเขตเมืองใหญ่ ด้วยเหตุที่มีผู้แจ้งความประสงค์ลงคะแนนเสียงมากเป็นประวัติการณ์ และปฏิบัติหน้าที่ใช้สิทธิเสรีภาพออกเสียงเลือกตั้งถล่มทลาย
เพียงแต่ไม่ทราบว่าการออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าครั้งนี้ จะมีคะแนนเสียงให้กับพรรคใดพรรคหนึ่งแบบถล่มทลายอย่างที่เคยเป็นด้วยหรือไม่
สองวันสุดท้ายก่อนลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง โอกาสที่กลุ่มผู้ไม่แน่ใจว่าจะลงคะแนนให้ฟากไหน หรือพรรคใด อย่างน้อยน่าจะตัดสินใจได้ว่าจะเลือกฝ่ายใด
เมื่อก่อนการเลือกตั้งเคยแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย 3 ฝ่าย เช่นหลัง 14 ตุลา 16 เป็นยุคแห่งประชาธิปไตยเบ่งบาน มีพรรคแนวร่วมสังคมนิยม และพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทยเกิดขึ้น เพียงแต่ยังมีพระราชบัญญัติเกี่ยวกับการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยที่ทำท่าว่าจะขอจดทะเบียนจึงยังเกิดขึ้นไม่ได้ มีแต่พรรคสังคมนิยมซึ่งนับเป็นสังคมนิยมอ่อนๆ
ต่อมาในยุค 6 ตุลา 19 เกิดขบวนการขวาพิฆาตซ้าย เสียงเพลง เปรี้ยง-เปรี้ยง ดังเสียงฟ้าฟาด โครม-โครม พินาศพังสลาย… และเพลงหนักแผ่นดินกระหึ่มไปทั่วบ้านทั่วเมือง
จากนั้นถึงยุคพรรคเทพ พรรคมาร สนุกสนานกับการกล่าวว่าเป็นเทพเป็นมาร
มายุคนี้ เป็นยุคประชาธิปไตยกับเผด็จการ ต่อสู้กันกระทั่งยังมีการกล่าวหาไปถึงการฟื้นฟูรูปแบบคอมมิวนิสต์ขึ้นมาอีก แต่คงไม่ได้ผล
เพราะเป็นยุคแห่งโซเชียลมีเดีย ที่การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารทั้งจริง ทั้งเท็จ ทั้งล้อเล่น ทั้งหยอกเย้า ไม่รู้ว่าจะหลงเชื่ออะไรดี
ประกอบกับมีพรรคการเมืองเกิดขึ้นมากมายเสียจนจำได้ไม่หวาดไหวว่ามีพรรคอะไรบ้าง แต่ที่จำได้แม่นยำคงเหลือเพียงพรรคเก่า พรรคกลางเก่ากลางใหม่ และพรรคใหม่เพียงไม่ถึง 10 พรรค ที่มีโอกาสออกมา “ดีเบต” ทางหน้าจอโทรทัศน์ ในรูปแบบที่ไม่ใช่เป็นการใส่ร้ายป้ายสี สาดโคลน กลับเป็นการเมืองรูปแบบใหม่ที่ให้ความรู้และนโยบายกับประชาชนอย่างตรงไปตรงมา
เหตุนี้ น่าจะเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้การเลือกตั้งล่วงหน้ามีผู้ออกมาใช้สิทธิกันถล่มทลาย
เชื่อว่าวันอาทิตย์ที่ 24 มีนาคมนี้ ไม่เพียงแต่ออกมาใช้สิทธิแน่นหนา คะแนนของพรรคใดพรรคหนึ่งน่าจะชี้อนาคตของประเทศไทยได้ ว่าต้องการ “ของเก่า” หรือต้องการ “ของใหม่”

