ปัญหาสังคมผู้สูงอายุในประเทศไทยเป็นประเด็นสาธารณะที่ว่ากล่าวกันมาแล้วเป็นระยะเวลาสิบกว่าปี โดยปัจจุบันจำนวนผู้สูงอายุภายในประเทศก็ยังคงมีการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลทางสถิติและวิชาการคาดว่าในปี พ.ศ.2564 หรือไม่เกินสองปีข้างหน้าประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมที่มีโครงสร้างประชากรผู้สูงอายุมากกว่าร้อยละยี่สิบของประชากรทั้งประเทศ หรือที่เรียกว่า “สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์” และจะยังคงก้าวไปสู่ “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” ในปี พ.ศ.2574 คือ มีประชากรผู้สูงอายุมากกว่าร้อยละยี่สิบแปดของประชากรทั้งประเทศ
จากสถานการณ์สังคมผู้สูงอายุและการเพิ่มขึ้นของประชากรผู้สูงอายุอย่างต่อเนื่อง ปัญหาสำคัญประการหนึ่งที่ตามมาคือ ผู้สูงอายุถูกทอดทิ้ง โดยจากรายงานการสำรวจประชากรผู้สูงอายุในประเทศไทยของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่าจำนวนผู้สูงอายุถูกทอดทิ้งในประเทศไทยได้เพิ่มขึ้นตามจำนวนประชากรผู้สูงอายุภายในประเทศในลักษณะแปรผันตามกัน

จากสถิติจำนวนผู้สูงอายุถูกทอดทิ้ง และจำนวนประชากรผู้สูงอายุทั้งประเทศตามตารางข้างต้น คาดว่าปัจจุบันจำนวนผู้สูงอายุถูกทอดทิ้งในประเทศไทยน่าจะมีไม่ต่ำกว่า 1,000,000 คน และจะเพิ่มขึ้นอีกอย่างต่อเนื่องไปจนถึงจุดสูงสุดในปี พ.ศ.2574
สาเหตุที่ผู้สูงอายุถูกทอดทิ้งมีหลายประการ เช่น การเปลี่ยนแปลงของสังคมเมืองที่ค่อยๆ ขยายและกระจายตัวออกไปยังสังคมเกษตร จนกระทั่งสังคมเกษตรดั้งเดิมค่อยๆ เปลี่ยนไปเป็นสังคมเมืองเพิ่มมากขึ้น อันส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงรูปแบบครอบครัวจากครอบครัวขยายที่อยู่ร่วมกันตั้งแต่ปู่ย่า ตายายลงมาถึงรุ่นหลาน กลายเป็นครอบครัวเดี่ยวที่อยู่กันเฉพาะครอบครัวพ่อแม่ ลูก การเปลี่ยนแปลงอาชีพด้านเกษตรกรรมสู่ภาคอุตสาหกรรมและบริการในเมือง เนื่องจากมีค่าตอบแทนที่สูงกว่าทำให้เกษตรกรผู้ซึ่งเคยทำหน้าที่ดูแลผู้สูงอายุต้องอพยพย้ายถิ่นฐานไปตามหน้าที่การงาน
รวมถึงคุณธรรมที่เสื่อมถอยของผู้คนในสังคมที่ลืมความกตัญญูต่อผู้มีคุณในอดีต และการให้ความสำคัญกับครอบครัวใหม่มากกว่าครอบครัวเดิม เป็นต้น
การทอดทิ้งผู้สูงอายุได้ส่งผลกระทบต่อทั้งตัวผู้สูงอายุและประเทศชาติ กล่าวคือ ในส่วนตัวของผู้สูงอายุจะได้รับผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของตนเองไม่ว่าจะด้านร่างกายหรือจิตใจ ส่วนประเทศชาตินั้นในแต่ละปีรัฐต้องสูญเสียงบประมาณเป็นจำนวนมากสำหรับการจัดทำบริการสาธารณะสำหรับการดูแลผู้สูงอายุกลุ่มนี้ และที่สำคัญคือ สะท้อนให้เห็นถึงค่านิยมด้านความกตัญญูที่เสื่อมถอยลงของสังคมไทย
แนวนโยบายสาธารณะรูปแบบกฎหมายในการดูแลผู้สูงอายุที่ถูกทอดทิ้งของประเทศไทยยังไม่ปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัดมากนัก จะมีเพียงแต่ที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ.2546 เท่านั้น โดยในมาตรา 11 (8) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติให้ผู้สูงอายุมีสิทธิได้รับการช่วยเหลือเมื่อถูกทอดทิ้ง ซึ่งนำไปสู่ประกาศกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เรื่อง “กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการคุ้มครอง การส่งเสริม และการสนับสนุนการช่วยเหลือผู้สูงอายุ ซึ่งได้รับอันตรายจากการถถูกทารุณกรรมหรือถูกแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบด้วยกฎหมาย หรือถูกทอดทิ้ง” (2 พฤษภาคม พ.ศ.2548) อันเป็นแนวปฏิบัติในการช่วยเหลือผู้สูงอายุที่ถูกทอดทิ้ง โดยการให้ความช่วยเหลือดังกล่าว สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จะให้ความช่วยเหลือตามความจำเป็นและเหมาะสม เช่น ค่าพาหนะเดินทาง ค่าอาหาร ค่าเครื่องนุ่งห่ม หรือค่ารักษาพยาบาลเบื้องต้นได้เท่าที่จ่ายจริง ครั้งละไม่เกิน 500 บาท (ห้าร้อยบาทถ้วน) เป็นต้น ซึ่งการให้ความช่วยเหลือผู้สูงอายุที่ถูกทอดทิ้งนั้น รัฐกำหนดให้คำนึงถึงการมีส่วนร่วม และความสัมพันธ์อันดีระหว่างครอบครัว ชุมชน หรือบุคคลที่ผู้สูงอายุอาศัยอยู่ด้วย โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถกลับไปอยู่กับครอบครัว ชุมชน หรือบุคคลที่ผู้สูงอายุอาศัยอยู่ด้วยอย่างมีความสุข หากเป็นกรณีที่ผู้สูงอายุประสบปัญหาหรือได้รับความเดือดร้อนและมีความจำเป็นเรื่องที่พักอาศัย สามารถเข้ารับบริการในศูนย์บริการผู้สูงอายุ หรือเข้าอยู่ในความอุปการะของสถานสงเคราะห์คนชรา หรือสถานที่อื่นที่เหมาะสมตามที่กฎหมายกำหนดไว้
จากแนวนโยบายสาธารณะและมาตรการทางกฎหมายดังกล่าว เมื่อพิจารณาประกอบกับแนวคิดตามแผนผู้สูงอายุแห่งชาติ สามารถสรุปได้ว่า รัฐ (ประเทศไทย) มุ่งหวังให้ครอบครัวของผู้สูงอายุเป็นผู้รับผิดชอบหลักในการดูแลผู้สูงอายุ ส่วนชุมชนหรือท้องถิ่นจะเป็นผู้ให้การสนับสนุนการดูแลในลำดับรองและรัฐจะให้ความช่วยเหลือเท่าที่จำเป็นเท่านั้น แต่ทั้งนี้มาตรการทางนโยบายสาธารณะและมาตรการทางกฎหมายที่มีอยู่ของประเทศไทยยังไม่เพียงพอและเหมาะสมกับสถานการณ์ผู้สูงอายุถูกทอดทิ้งในปัจจุบันรวมถึงจำนวนผู้สูงอายุถูกทอดทิ้งที่อาจเพิ่มสูงขึ้นในอนาคต เช่น
ไม่มีระบบการจัดการผู้สูงอายุถูกทอดทิ้งโดยเฉพาะ กล่าวคือ ยังไม่มีการสำรวจจัดทำระบบข้อมูลผู้สูงอายุถูกทอดทิ้งทั้งประเทศ ดังนั้น การให้ความช่วยเหลือผู้สูงอายุถูกทอดทิ้งจึงยังไม่มีการบูรณาการการให้ความช่วยเหลือ หรือมีลักษณะต่างคนต่างทำ ในลักษณะการช่วยเหลือเป็นรายๆ ไปตามสถานการณ์
ไม่มีมาตรการจูงใจให้มีผู้ดูแลผู้สูงอายุที่ถูกทอดทิ้ง ในประเด็นนี้ ตามแนวนโยบายแห่งรัฐที่มุ่งหวังให้ครอบครัว ชุมชน/ท้องถิ่น เป็นผู้ดูแลผู้สูงอายุไม่ให้ถูกทอดทิ้งในลำดับแรก ก่อนที่ผู้สูงอายุถูกทอดทิ้งจะเข้ามาขอความช่วยเหลือจากรัฐ แต่รัฐกลับไม่มีแนวนโยบายหรือมาตรการจูงใจให้ประชาชนในชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลผู้สูงอายุถูกทอดทิ้ง ทั้งนี้ ในประเทศญี่ปุ่น การจัดการปัญหาผู้สูงอายุถูกทอดทิ้ง รัฐมีแนวนโยบายเกี่ยวกับครอบครัวอุปการะ ซึ่งครอบครัวที่รับอุปการะเลี้ยงดูผู้สูงอายุที่ถูกทอดทิ้งจะได้รับสิทธิพิเศษในการลดหย่อนภาษี หรือหากเปรียบเทียบกับมาตรการการกฎหมายในประเทศไทยในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการอุปการะคนพิการ ผู้ซึ่งให้การอุปการะคนพิการ (กรณีมิใช่บุคคลในครอบครัวเดียวกัน) ก็จะได้รับสิทธิในการลดหย่อนภาษีเช่นเดียวกัน
ไม่มีมาตรการสนับสนุนผู้ดูแลผู้สูงอายุ สาเหตุการทอดทิ้งผู้สูงอายุประการหนึ่ง คือการที่ผู้ดูแลผู้สูงอายุต้องออกไปทำงานนอกบ้าน หรืออพยพย้ายถิ่นฐานไปตามหน้าที่การงาน ประกอบกับผู้สูงอายุนั้นไม่สะดวกที่จะย้ายถิ่นฐานตามไปด้วย โดยในประเทศสวีเดนรัฐมีนโยบายและมาตรการทางกฎหมายว่าด้วยการลาสำหรับการไปดูแลญาติสนิท หรือบุคคลในครอบครัว ส่วนประเทศญี่ปุ่นจะมีนโยบายและมาตรการทางกฎหมายว่าด้วยการลาเพื่อดูแลบุตรและครอบครัว ซึ่งช่วยให้ผู้ดูแลผู้สูงอายุสามารถลาเพื่อไปดูแลผู้สูงอายุได้
ขณะที่ประเทศสิงคโปร์รัฐมีนโยบายและมาตรการทางกฎหมายด้วยการให้เงินสนับสนุนและการลดหย่อนภาษีสำหรับบุตรที่อยู่อาศัยร่วมหรืออยู่ใกล้เคียงกับบิดามารดาซึ่งเป็นผู้สูงอายุ
บทบัญญัติของกฎหมายที่เกี่ยวกับการดูแลผู้สูงอายุถูกทอดทิ้งโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยังมีปัญหาสำคัญ เช่น การจัดบ้านพักสำหรับผู้สูงอายุที่ถูกทอดทิ้งสามารถดำเนินการได้เฉพาะองค์การบริหารส่วนจังหวัดเท่านั้น เนื่องจากกฎหมายยังไม่เปิดช่องให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นประเภทอื่น ดำเนินการในเรื่องดังกล่าวได้ ซึ่งปัจจุบันมีองค์การบริหารส่วนจังหวัดเพียงไม่กี่แห่งที่ดำเนินการด้านสถานสงเคราะห์คนชรา และด้วยข้อจำกัดด้านงบประมาณ หรือทางการเมือง ในทางปฏิบัติองค์การบริหารส่วนจังหวัดบางแห่งจึงมุ่งเน้นให้บริการเฉพาะผู้สูงอายุที่ถูกทอดทิ้งที่มีทะเบียนราษฎรอยู่ในเขตจังหวัดของตนและอีกประการหนึ่ง คือ โครงการอาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน (อผส.) ซึ่งเป็นโครงการที่พัฒนามาจากข้อจำกัดด้านทรัพยากรในการดูแลผู้สูงอายุของภาครัฐ โดยแม้ว่าคณะรัฐมนตรีจะมีมติให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นเจ้าภาพหลักในการขับเคลื่อนโครงการดังกล่าว แต่ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องยังมิได้ออกกฎหรือระเบียบมารองรับ ทำให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติเนื่องจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้ทักท้วงว่าเป็นการดำเนินการที่มิได้อยู่ในขอบอำนาจหรือหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จึงทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่สามารถขับเคลื่อนโครงการดังกล่าวได้ ทั้งนี้ ในประเทศสวีเดนและประเทศญี่ปุ่น รัฐโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีหน้าที่ในการดูแลผู้สูงอายุไม่ให้ถูกทอดทิ้งให้อยู่อย่างโดดเดี่ยว รวมทั้งมีหน้าที่ในการให้บริการดูแลด้านสุขภาพแก่ผู้สูงอายุตลอดเวลา ทั้งในบ้านพักอาศัยของผู้สูงอายุและสถานที่ที่ทางราชการจัดไว้
จากที่ได้นำเสนอข้อมูลข้างต้น ผู้เขียนจึงมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย และมาตรการทางกฎหมายสำหรับการจัดการปัญหาผู้สูงอายุในประเทศไทย ดังนี้
1) ต้องมีการจัดทำฐานข้อมูลผู้สูงอายุถูกทอดทิ้งของแต่ละองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
2) ออกกฎหรือระเบียบให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกรูปแบบมีอำนาจและหน้าที่ในการดูแลผู้สูงอายุที่ถูกทอดทิ้ง
3) ให้ประชาชนผู้อาสาดูแลหรือรับอุปการะผู้สูงอายุที่ถูกทอดทิ้งมีสิทธิในการลดหย่อนภาษี โดยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทำหน้าที่พิจารณาคัดเลือกและติดตามผลการดูแลผู้สูงอายุที่ถูกทอดทิ้งดังกล่าว
4) กำหนดวันลาเพื่อการดูแลผู้สูงอายุ ทั้งในภาคเอกชนและราชการ โดยกำหนดเป็นประจำทุกๆ เดือน เดือนละ 2 วัน โดยผู้จะใช้สิทธิดังกล่าวต้องกลับไปดูแลผู้สูงอายุอย่างสม่ำเสมอหรือเป็นประจำ
5) พัฒนากองทุนการออมแห่งชาติ หรือกองทุนประกันสังคม ให้มีบริการการดูแลผู้สูงอายุทั้งในบ้านพักและในสถานที่ที่ทางราชการจัดเตรียมไว้ โดยมอบให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นผู้ดำเนินการเช่นเดียวกันกับระบบการประกันการดูแลระยะยาวของประเทศญี่ปุ่น
ธีรพันธ์ อินต๊ะปาน
นิติกรปฏิบัติการ
เทศบาลตำบลบ้านแป้น จังหวัดลำพูน

