เดินหน้าชน : วาระ‘ไฟใต้’ : โดย เสกสรรค์ กิตติทวีสิน

25.03.19 | 13:33 น.

เรื่องของการเจรจา “สันติสุข” ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้หลังจากนี้ รัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งจะต้องรับไม้ต่อในการวางประเด็นพูดคุยกับกลุ่มมาราปาตานี แต่จะต้องรอขั้นตอนเพื่อให้ได้นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของประเทศไทย น่าจะประมาณเดือนมิถุนายนนี้

โดยถือเป็นเรื่องที่นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของไทยจะต้องเดินทางเยือนทุกชาติในอาเซียนเพื่อแนะนำตัวตามธรรมเนียมปฏิบัติของผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียน หนึ่งในนั้นคือการไปพบกับ ดร.มหาธีร์ โมฮัมหมัด นายกรัฐมนตรีของมาเลเซีย ในหัวข้อสนทนาคงจะมีการตอกย้ำเรื่องการช่วยเหลือเกื้อกูลกันในการร่วมแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้ที่เรื้อรังมานาน

ประเทศไทยตั้งแต่เริ่มปี 2562 ได้ทำหน้าที่ประธานอาเซียนไปแล้ว มีการเชิญชวนคนไทยทุกคนเป็นเจ้าภาพที่ดีร่วมกัน พร้อมกำหนดการจัดประชุมระดับผู้นำอาเซียนในเดือนมิถุนายนนี้ และจะมีอีกครั้งในเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกัน การทำหน้าที่ประธานอาเซียนย่อมเดินหน้าสร้างสันติภาพและเสถียรภาพให้เกิดขึ้นเพื่อเป็นหลักประกันถึงความมั่นคงในภูมิภาค

ดังนั้น รัฐบาลไทยก็หวังว่ามิติของปัญหาชายแดนภาคใต้น่าจะเป็นตัวอย่างที่การเจรจาควรจะรุกคืบในระดับที่แตะถึง “สันติภาพ” มากขึ้น

รัฐบาลใหม่อาจจะไม่ใช่ผู้วิเศษทำให้เห็นทุกอย่างลงเอยด้วยสันติสุขในชั่วข้ามคืน แต่กระนั้นก็น่าจะพร้อมทำให้เห็นถึงความพยายามที่จะแตะเข้าหลักชัยให้มากที่สุด ทุกอย่างก็ยังเดินหน้าอย่างแข็งขัน ขณะที่ประเทศไทยอยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง แต่ในระดับทำงานของพื้นที่ชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะกองทัพภาคที่ 4 ที่มี พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ เป็นแม่ทัพ ได้เดินหน้าขับเคลื่อน ประสานการทำงานกับ พล.อ.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ หัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขฯ

Advertisement

เมื่อ 21 มีนาคมที่ผ่านมา มีการประชุมเชิงปฏิบัติการที่โรงแรมปาร์ควิว รีสอร์ท อ.เมือง จ.ปัตตานี มีทุกภาคส่วนที่เข้าร่วมเวิร์กช็อป แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวในที่ประชุมว่า สำหรับพื้นที่ชายแดนภาคใต้แล้ว จะต้องมีการพูดคุยด้วยข้อมูลถึงความต้องการของประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริงที่มีทั้งหมดประมาณ 290 หมู่บ้าน โดยการสร้างความเข้าใจที่เจ้าหน้าที่ต้องเปิดให้ประชาชนได้พูดได้แสดงความคิดเห็น เป็นการเปิดกว้างของข้อมูลที่จะได้รับมา

เหมือนที่ พล.อ.อุดมชัยแสดงความเห็นในที่ประชุมว่า ที่ผ่านมามีการพูดคุยกับตัวแทนกลุ่มมาราปาตานี ผ่านมาเลเซียในฐานะผู้อำนวยความสะดวก การคุยกับผู้เห็นต่างต้องเปิดพื้นที่ปลอดภัยให้ คุยกับทุกคนทุกกลุ่มที่เห็นต่าง เชื่อว่าการเห็นต่างไม่ใช่ปัญหา

ที่น่าสนใจและสอดคล้องกัน สำหรับ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อดีตเลขาธิการ ศอ.บต. กล่าวก่อนถึงวันเลือกตั้ง 24 มีนาคมที่ผ่านมา ในระหว่างตั้งเวทีปราศรัยที่สนามกีฬาอำเภอยะหริ่ง จ.ปัตตานี หากมองไปที่แก่นของการพูดวันนั้นเพียงอย่างเดียว การหยิบประเด็นการพูดคุยเรื่องการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้มีเนื้อหาที่ต้องขีดเส้นใต้ไว้

พ.ต.อ.ทวีกล่าวไว้ว่า การแก้ปัญหาเหตุ “ไฟใต้” มีผู้เสนอวิธีแก้มากมาย แต่อยากให้คนจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นผู้ร่วมแก้ปัญหาให้มากที่สุด ทุกคนเป็นพลเมืองไทย แม้จะมีความแตกต่างในความคิด ความเชื่อ วัฒนธรรมประเพณี ศาสนา แต่ก็เป็นพี่น้องกัน ในพื้นที่นี้มียาชนิดหนึ่งที่แก้ปัญหาได้คือ การพูดคุยเพื่อสันติภาพ พร้อมเปลี่ยนผ่านจากความรุนแรงไปสู่สันติวิธี ที่ต้องมีทั้งการเข้าเยียวยาและฟื้นฟู

อดีตเลขาฯ ศอ.บต. โฟกัสภาพให้ชัดเจนมากขึ้นว่า ความเป็นพหุวัฒนธรรมในพื้นที่สามารถแก้ปัญหาทุกอย่างในภาคใต้ เพราะพหุวัฒนธรรมคือคนส่วนใหญ่ จึงไม่ควรเอาวัฒนธรรมหนึ่งไปใหญ่กว่าวัฒนธรรมหนึ่ง และบังคับให้วัฒนธรรมหนึ่งต้องมาทำตาม เพราะไม่เช่นนั้นจะนำไปสู่ความขัดแย้ง คนต้องมีสิทธิเสมอกัน ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชายต้องมีสิทธิเสมอกัน

ยังพูดขมวดปมอีกว่า “เหตุการณ์ความไม่สงบในชายแดนภาคใต้ไม่ได้เป็นปัญหาของ 3 จังหวัด แต่เป็นปัญหาของประเทศ การแก้ปัญหาเป็นเรื่องของคนทุกคน และเป็นเรื่องของวาระแห่งชาติ”

ดังนั้น คงต้องอยู่ที่การชั่งน้ำหนักของรัฐบาลใหม่แล้วว่า จะให้ความสำคัญกับวาระ “ไฟใต้” ไว้ที่ไหนจึงจะดีที่สุด มิให้ยืดเยื้อออกไปอีก

เสกสรรค์ กิตติทวีสิน