ในบทความที่แล้ว (ตีพิมพ์ในมติชนรายวัน 23 มีนาคม 2562) กล่าวคุณลักษณะของแบบแผนความสัมพันธ์ที่มีอยู่ในตัวแม่หรือผู้ปกครอง ซึ่งแบ่งออกเป็นสองแบบหลักคือ แบบแผนความสัมพันธ์ที่มั่นคงปลอดภัย (Secure Attachment) และแบบแผนความสัมพันธ์ที่ไม่มั่นคง (Insecure Attachment) ประเภทแรกคือ แม่แบบที่หนึ่ง “วิตกกังวล” (Anxiety) ไปแล้ว บทความนี้จะกล่าวถึงอีกสองแม่แบบที่เหลือ
แม่แบบที่สอง‘เพิกเฉย’ (Avoidance)
แบบแผนของคนที่ยึดถือเหตุผลและหลักการก่อนอารมณ์ความรู้สึก เมื่อเจอกับสถานการณ์ต่างๆ จะสนใจข้อมูลมากกว่าการสัมผัสตรง จนอาจละเลยการใส่ใจเรื่องอารมณ์ความรู้สึกของตนและคนรอบข้าง เห็นว่าเป็นเรื่องที่ไม่มีสาระให้จับต้อง แม่หรือผู้ดูแลเด็กแบบนี้มีแนวโน้มจะเชื่อตำรามากกว่าสัญชาตญาณของตนเอง เช่น แม่ลูกอ่อนคู่หนึ่งจะให้นมลูกทุก 4 ชม. ตามตำรา จะไม่ให้นมลูกจนกว่าจะครบทุก 4 ชม.แม้ว่าลูกจะร้องไห้เพราะหิวนม ไม่รับรู้ว่าลูกต้องการอะไรกันแน่เพราะหลักการบังตา แต่อยากให้ลูกมีวินัย เลยปลูกฝังตั้งแต่ยังเป็นทารกน้อย เมื่อคุณแม่คนนี้นำหลักการเดียวกันมาใช้กับเรื่องต่างๆ ของลูก แม่จะค่อยๆ ตัดการรับรู้ด้านจิตใจ สภาวะอารมณ์ความรู้สึกของเด็กออกไปทีละนิด จนขาดการเชื่อมโยงทางใจต่อกัน ความสัมพันธ์จึงดูมีช่องว่าง ไม่สนิทสนม ไม่ใกล้ชิด ไม่ค่อยเล่นกัน ซึ่งการเล่นคือการกระตุ้นพัฒนาการในเด็กเล็กที่สำคัญอย่างยิ่งยวด
เมื่อแม่ไม่มีปฏิสัมพันธ์ทางใจแล้วเด็กเองจะค่อยๆ หยุดความพยายามสื่อสารผ่านช่องทางต่างๆ เช่น การร้องขอ การบอกความต้องการของตน การบอกความรู้สึก และจะทำตัวเสมือนว่าไม่มีปัญหาอะไร ค่อยๆ ตัดอารมณ์ความรู้สึกของตนออกไปทีละเล็กทีละน้อย ไร้ประโยชน์ที่จะเรียกร้องให้แม่มาใส่ใจ เพราะแม่สนใจแต่เหตุผล เด็กอาจจะมีบุคลิกภาพนิ่งเฉย ไม่ค่อยแสดงอารมณ์ความรู้สึก ในหลายๆ ครั้งที่ฉันในฐานะนักบำบัดอิสระจะเจอกับเด็กอายุเพียง 8-10 ขวบ ดูสงบนิ่งแบบผู้ใหญ่ ไม่ร้องไห้วอแว แต่ไม่มีอารมณ์สนุกหรือหัวเราะออกมาอย่างอิสระไปด้วย ดูไร้ชีวิตชีวา ซึ่งผิดธรรมชาติของเด็กน้อยที่จะวิ่ง เล่น สงสัยใคร่รู้ต่อสิ่งรอบตัว
เด็กหลายคนที่เติบโตมาด้วยกระบวนการตัดความรู้สึกเหล่านี้ อาจกลายเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับบางสภาวการณ์ หรืออาจจะไม่รู้ว่าตนชอบหรือไม่ชอบสิ่งใด มีแนวโน้มสร้างบุคลิกภาพที่ดูนิ่ง สุขุม ใช้เหตุและผลเป็นหลัก ไม่แสดงสีหน้าหรือท่าทางที่บ่งบอกความรู้สึกภายใน ดูมีระยะห่างกับผู้คน เข้าถึงยาก ซับซ้อน จากภายนอกเขาหรือเธออาจจะดูพึ่งพาตนเองได้ ไม่เรียกร้องให้คนรอบข้างวุ่นวาย ไม่สุงสิงกับใครมาก แต่ภายในจิตใจกลับมีความรู้สึกโดดเดี่ยวอาจจะโหยหาความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งจากอีกคนแต่ไม่สามารถแสดงออกได้ เพราะสานสัมพันธ์ไม่เป็น
ในมุมหนึ่งบุคลิกภาพแบบนี้ถือว่าเป็นการปกป้องตนเองจากความเจ็บปวดหากความสัมพันธ์ไม่เป็นไปตามต้องการ การนิ่งเฉยจึงดีที่สุด มีตัวอย่างของชายคนหนึ่งที่เมื่อต้องรับบทเป็นพ่อและสามี ภรรยาของเขาเริ่มเรียกร้องให้เขาเล่นกับลูกที่ยังเล็กบ้าง แต่เขากลับรู้สึกลำบากใจ เพราะเวลาที่ลูกร้องไห้หรือมีความปั่นป่วนทางอารมณ์ เขาจะรู้สึกปั่นป่วนตามไปด้วยและอยากหลีกหนีไปให้ไกลๆ โดยไม่ทราบสาเหตุ เมื่อฉันพูดคุยกับเขาถึงความสัมพันธ์ระหว่างตัวเขากับแม่ จะได้ยินเขาพูดถึงแม่ว่า “แม่เป็นคนนิ่งๆ ซึ่งบรรยากาศภายในบ้านตอนที่เขายังเด็กก็จะเงียบเป็นส่วนใหญ่ แต่ละคนจะมีมุมของตนเองที่ไม่ยุ่งกันมาก ผมไม่มีช่วงของความเป็นเด็กเท่าไหร่ รู้สึกได้เพียงว่า แม่กำลังมองผมในสายตาผู้ใหญ่คนหนึ่งมากกว่ามองมาที่เด็กน้อยนะ” และเขายอมรับว่าในฐานะผู้เป็นพ่อ เขารักลูก แต่ก็มีความไม่ชอบเด็กเล็กๆ ไปพร้อมๆ กันด้วย เพราะไม่ถนัดที่จะใกล้ชิดกัน เลยเป็นปัญหาให้ต้องทะเลาะกับภรรยาอยู่บ่อยๆ
แม่แบบที่สาม‘เสียการควบคุม’ (Disorganization)
จะถือว่ามีปัญหาทางจิตใจ แสดงออกด้วยท่าทีเสียการควบคุมทางอารมณ์รู้สึก โดยเฉพาะในเวลาที่เกิดความปั่นป่วนขึ้น และมีแนวโน้มที่แม่จะทำลายเด็กทั้งทางร่างกายและจิตใจ เนื่องจากไม่สามารถวางขอบเขตในการรับรู้อารมณ์ตนได้ ว่าตอนนี้ตนกำลังรู้สึกอะไร มีเพียงแค่รู้ตัวว่า “ปั่นป่วนจนไม่สามารถระงับความรู้สึกด้านลบได้” เพราะในส่วนลึกของแม่ลักษณะนี้เคยถูกกระทำจากผู้ปกครองมาก่อน เคยเป็นเด็กที่ถูกเข้าหาด้วยความรุนแรงและยังไม่สามารถปกป้องตนเองเป็น จึงไม่รับรู้ถึงการถูกรักและทะนุถนอมว่าเป็นเช่นไร ความเจ็บปวดหรือปมในอดีตยังคงค้างอยู่ในส่วนลึกของจิตใจ และคอยปะทุออกเมื่อมีสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกับในอดีตเกิดขึ้นอีก
สภาพจิตใจที่ไม่พร้อมกับการดูแลเด็กแบบนี้ ย่อมส่งผลให้เด็กเกิดภาวะที่หวาดหวั่นใจได้เสมอ เมื่อเกิดแบบแผนที่ถูกกระทบกระเทือนทางกายและใจอยู่เป็นประจำๆ จะส่งผลต่อพัฒนาการในเด็กเล็ก เช่น การพัฒนากล้ามเนื้อมัดต่างๆ ร่างกายเสียสมดุล ยกตัวอย่างเช่น เด็กที่ถูกเลี้ยงด้วยความกลัว ถูกแม่คอยจับผิดตลอดเวลา เลี้ยงลูกด้วยคำว่า “อย่า!!!” บางรายเด็กจะมีพัฒนาการในการเดินช้า เดินๆ แล้วสะดุดล้มทั้งที่ไม่มีสิ่งใดขวาง พูดติดอ่าง ฯลฯ หรือแม่ที่สอนลูกด้วยการลงโทษใช้คำขู่ “อย่านะ เดี๋ยวตีเลย” พูดจบก็ลงไม้ลงมือตีที่ร่างกายเมื่อเด็กร้องไห้ก็จะตีซ้ำ ระบายความไม่พอใจของตนลงที่เด็ก หรือในขณะที่เด็กร้องไห้เพราะอยากให้แม่อุ้ม แต่แม่กำลังมีปากเสียงกับสามี แม่กลับเข้ามาตีแรงๆ เพื่อให้หยุดร้อง ตะโกนใส่ลูกด้วยคำด่าทอ หรือในเวลาที่เด็กกำลังเล่นของบางอย่างและเกิดเสียงดัง แม่ตะโกนด่า ใช้อารมณ์รุนแรง เหล่านี้คือแบบอย่างของการกระทำซึ่งทำให้เด็กรู้สึกถึงการเป็น “เหยื่อ”
เมื่อเราได้ทำความเข้าใจถึงแบบแผนความสัมพันธ์ที่เคยได้รับการเลี้ยงดูมาจากผู้ปกครองแต่ละแบบแล้ว เราจะเห็นว่าอาจมีหลายแบบแผนที่อาจกลายเป็นต้นแบบของเราเวลาที่กลายเป็นพ่อแม่ในอนาคต ในงานบำบัด เราสามารถจะทำความเข้าใจตนเองและบำบัดจนเกิดการเปลี่ยนแปลงไปสู่แบบแผนความสัมพันธ์ที่มั่นคงปลอดภัยเพราะ “เราสามารถรื้อสร้างแบบแผนความสัมพันธ์ใหม่ได้”
ญาดา สันติสุขสกุล
www.thaissf.org, twitter.com/jitwiwat
สนับสนุนโดย มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์

