อาจเพราะความเคยชินต่อการเมือง “เก่า” จึงมองเห็นปรากฏการณ์รวมตัวของพรรคการเมืองที่นำโดยพรรคเพื่อไทย ณ โรงแรมแลงคาสเตอร์ เมื่อวันที่ 27 มีนาคม
เป็นการรวมตัวเพื่อ “ฟอร์ม” รัฐบาล
ความหงุดหงิดจึงสำแดงออกมาจากทำเนียบรัฐบาล ก่อให้เกิดผลข้างเคียงไปยังภายในพรรคพลังประชารัฐ
ทั้งๆ ที่หากทำใจร่มๆ ศึกษาให้ดี
ก็จะสัมผัสได้จากชื่อของ “แถลงการณ์ร่วม” ที่ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า “การลงสัตยาบันเพื่อหยุดยั้งการสืบทอดอำนาจของ คสช.”
ปมเนื่องอยู่ที่ 1 สัตยาบัน และ 1 อยู่ที่หยุดยั้งการสืบทอดอำนาจของ คสช.
นี่คือการก่อเกิดขึ้นของพันธมิตรแห่งแนวร่วมระหว่าง 1 พรรคเพื่อไทย 1 พรรคอนาคตใหม่ 1 พรรคเสรีรวมไทย 1 พรรคประชาชาติ 1 พรรคเพื่อชาติ และ 1 พรรคปวงชนชาวไทย
คำถามก็คือ แต่ละพรรคเคยประกาศอย่างไรในระหว่างการหาเสียง
ทําไมพรรคเพื่อไทยจะไม่รู้ว่าจำนวน ส.ส.ภายใน 6 พรรคการเมืองถึงอย่างไรก็ไม่สามารถทาน 250 เสียงจาก ส.ว.ที่กระหน่ำลงมาได้
รวมให้ตายก็ต้องแพ้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
ทำไมพรรคอนาคตใหม่ พรรคเสรีรวมไทย พรรคประชาชาติ พรรคเพื่อชาติ พรรคปวงชนชาวไทย จะไม่รู้ว่าด้วยกลไกการเลือกตั้ง ด้วยกระบวนการทำงานของ กกต.
โอกาสที่ “คณิตศาสตร์” การเมืองจะเกิดการแปรเปลี่ยน
แต่สิ่งที่ 6 พรรคการเมืองนี้ต้องการก็คือการก่อขึ้นของพันธมิตรแห่งแนวร่วมในการหยุดยั้งการสืบทอดอำนาจของ คสช.ต่างหาก
นี่คือสิ่งที่ 6 พรรคนี้ประกาศตั้งแต่ต้น
ขณะเดียวกัน นี่คือสิ่งที่แม้กระทั่งพรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย ก็เคยประกาศไม่ว่าบนเวทีปราศรัย ไม่ว่าบนเวทีดีเบต
ปรากฏการณ์แลงคาสเตอร์จึงเท่ากับเป็นการทวงถาม “สัญญาประชาคม”
ความหมายอันทรงพลังยิ่งในทางการเมืองของการร่วมกันออก “แถลงการณ์ร่วม” คือ การยืนยันคำประกาศที่จะต่อต้านและหยุดยั้งการสืบทอดอำนาจของ คสช.
แม้ว่าในที่สุด อำนาจจะยังอยู่ในมือของ คสช.โดยผ่าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
เมื่อมี “แถลงการณ์ร่วม” เมื่อมีการลงนามผ่าน “สัตยาบัน” โดยพื้นฐานก็สำแดงให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมว่า กระบวนการต่อต้านการสืบทอดอำนาจยังคงดำรงอยู่
แม้ว่าจะอยู่ในฐานะเป็น “ฝ่ายค้าน”
หลักการนี้อาจไม่สามารถส่งผลสะเทือนถึงกับสร้างความเปลี่ยนแปลงภายในพรรคบางพรรคที่ต้องการเป็นรัฐบาลได้
แต่ขอให้สังเกตปรากฏการณ์ “ค้านอิสระ” ในพรรคประชาธิปัตย์
แต่ขอให้สังเกตปฏิกิริยาอันมาจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล แห่งพรรคภูมิใจไทย หรือแม้กระทั่ง น.ส.กัญจนา ศิลปอาชา แห่งพรรคชาติไทยพัฒนา
ต้องยอมรับว่า นี่แหละคือแรงสะเทือน
จากนี้จึงเห็นได้ว่า ไม่ว่าจะหงุดหงิดต่อการสืบทอดอำนาจอย่างไร ไม่ว่าจะหงุดหงิดต่อคำว่าเผด็จการเมื่อวางเรียงเคียงกับคำว่าประชาธิปไตยอย่างไร
แต่ 2 แนวคิด 2 แนวรบได้ดำรงอยู่แล้ว
แนว 1 คือ แนวของ คสช. แนว 1 คือแนวของการคัดค้านต่อต้านการสืบทอดอำนาจของ คสช. ขณะเดียวแนวคิด 1 คือตัวแทนแห่งเผด็จการ และแนวคิด 1 คือตัวแทนแห่งประชาธิปไตย
นี่คือความเป็นจริงเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 3 วันหลังเลือกตั้ง

