เดินหน้าชน : ฝุ่นการเมือง : โดย สุรพล สุประดิษฐ์ ณ อยุธยา

3.04.19 | 13:33 น.

ปัญหาฝุ่นควันในประเทศไทยถือว่าเข้าขั้นวิกฤต ส่งผลกระทบกับผู้คนโดยไม่เลือกยากดีมีจน

ส่งผลทั้งในระยะสั้นและระยะยาว หรือที่เรียกว่า ตายผ่อนส่ง

เพราะฝุ่นควันจากการเผาไหม้ ไม่ว่าจากการเผาป่า หรือจากโรงงานอุตสาหกรรม ยานพาหนะต่างๆ

ล้วนแล้วแต่มีผลต่อระบบหายใจของสิ่งมีชีวิต ไม่เพียงแค่มนุษย์ แต่ยังหมายรวมถึงบรรดาสัตว์เลี้ยงและสัตว์ป่าอื่นๆ ที่ต้องอาศัยออกซิเจนในการดำรงชีวิต

ปัญหาใหญ่ขนาดนี้ การแก้ปัญหาคงไม่ใช่เรื่องง่าย คงต้องอาศัยความร่วมแรงร่วมใจกันทั้งในประเทศไทย และประเทศเพื่อนบ้าน

Advertisement

และคงต้องใช้วิธีแก้ปัญหาอย่างต่อเนื่องและจริงจัง จึงจะช่วยให้ปัญหานี้บรรเทาลงไปได้

ตอนนี้เชื่อว่าทุกฝ่ายกำลังช่วยกันแก้ปัญหาเรื่องนี้กันอย่างเต็มที่ ไม่ว่าภาครัฐหรือเอกชน

อย่างล่าสุด ปัญหาวิกฤตฝุ่นควันในจังหวัดภาคเหนือ กำลังเร่งประสานงานกับคนในพื้นที่ตามแนวชายแดนเพื่อให้ลดการเผาป่าลง

แต่ที่น่าตกใจก็คือ พล.ต.บัญชา ดุริยพันธ์ รองแม่ทัพภาคที่ 3 ให้สัมภาษณ์นักข่าวว่า

“ในขณะนี้ทุกภาคส่วนพยายามช่วยกันอย่างเต็มที่ในการดับไฟป่า แก้ปัญหาหมอกควัน เราปรับกระบวนการคิด ระดมความคิดของ 9 จังหวัดภาคเหนือ และเพื่อนๆ ข้าราชการที่เกี่ยวข้อง เพื่อวางแผนแก้ไขระยะยาว ระดมสรรพกำลังจากทุกส่วนราชการและภาคประชาชนในการช่วยกันดับจุดฮอตสปอตที่เกิดขึ้นทุกวัน รวมถึงสร้าง พับลิก ไมนด์ หรือปลุกจิตสำนึกภาคประชาชน ในการร่วมมือกันแก้ปัญหา อันนำไปสู่กระบวนการร่วมกันคิดร่วมกันแก้ไข เพื่อ พับลิก เฮลธ์ตี้ ของประชาชน”

“แต่ในปัจจุบัน ปรากฏมีกระบวนการลอบเผาป่าอย่างมีนัยยะ เพื่อใช้ในการโจมตีทางการเมือง โดยเอาสุขภาพของประชาชนเป็นเครื่องล่อเป้า รวมทั้งมีกระบวนการ ทางระบบโซเชียลโจมตีการทำงานของพวกเรา ซึ่งทุ่มเทกันอย่างเต็มที่”

“จึงฝากเพื่อนๆ สื่อ ช่วยตักเตือนคนกลุ่มนี้ ที่มีการเผาป่าเพื่อสร้างภาพความล้มเหลวในการทำงาน แล้วก็มีคนหนุนเขียนโซเชียลว่าประชาชนเป็นทุกข์จากหมอกควัน พีเอ็ม 2.5 แต่ทำไมไม่พูดถึงพวกที่ลักลอบเข้าไปเผาป่า”

“ผมยืนยันว่า กองทัพและทุกส่วนราชการ ได้เข้ามาช่วยในการดำเนินการทุกเรื่องแม้แต่ระดมความคิดและขอความคิดจากทุกส่วนราชการเพื่อนำมาสังคายนาแผนในการป้องกันในวงรอบต่อไปของความแห้งแล้งที่จะเกิดในปีหน้า”

“แต่ปัจจุบันเรามุ่งเน้น ณ ขณะนี้คือดับไฟให้หมดก็หมดควัน ทำฝนหลวงให้ได้เพื่อจัดการกับพีเอ็ม 2.5 ที่ล่องลอยอยู่ในอากาศ แต่ยังมีพวกมุ่งเน้นทำเช่นกันคือเข้าไปลักลอบเผาป่า คงต้องถึงเวลาที่พวกเราจะต้องหาตัวตนจริงๆ ของคนชั่วพวกนี้มาตีแผ่ซะทีครับ”

คำให้สัมภาษณ์ของรองแม่ทัพภาคที่ 3 ที่ระบุว่าปัญหาการเผาป่าเกิดจากเรื่องการเมืองนั้น ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ไม่ควรปล่อยผ่านไป

เพราะถือว่าเป็นทัศนคติที่เป็นอันตรายอย่างยิ่ง

หากใครก็ตามที่คิดถึงเรื่องการเมือง โดยพยายามสร้างสถานการณ์ โดยใช้วิธีที่ทำให้ทุกคนได้รับอันตรายจากการเผาป่า เพื่อทำให้อีกฝ่ายได้รับความเสียหาย

ทั้งที่ตัวเองก็ต้องได้รับผลกระทบไปด้วย เพราะต้องหายใจเอาฝุ่นควันพิษเข้าไปเหมือนกัน คงไม่ใช่วิธีที่ฉลาดนัก

ดังนั้น รองแม่ทัพภาคที่ 3 และหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง จะต้องพยายามแก้ปัญหาเหล่านี้ให้ได้

เพราะถือว่าบุคคลเหล่านี้มีความคิดเป็นภัยต่อสังคม

จำเป็นจะต้องเร่งแก้ปัญหา ก่อนจะลุกลามเกิดผลกระทบรุนแรงยิ่งไปกว่านี้

สุรพล สุประดิษฐ์ ณ อยุธยา