บทบาททางเศรษฐกิจของชาวจีนโพ้นทะเลในหลายๆ ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สร้างความเกลียดชังระหว่างคนพื้นเมืองและชาวจีนอยู่บ่อยครั้ง ผลักให้ชาวจีน ตลอดจนชาวต่างชาติกลุ่มอื่นๆ เป็นศัตรู และปฏิปักษ์ของรัฐ ในทางการทูต นับตั้งแต่พม่าได้รับเอกราชในปี 1948 ความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านเป็นไปอย่างกระท่อนกระแท่น ภายใต้นโยบายวางตัวเป็นกลางในยุคสงครามเย็น พม่าเลือกยืนอยู่เหนือความขัดแย้งระหว่างฝั่งเสรีประชาธิปไตยกับคอมมิวนิสต์ แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าประเทศรอบข้างพม่า (เว้นแต่อินเดีย) ล้วนไม่เป็นกลาง ในขณะที่ไทยเลือกอยู่ฝั่งโลกเสรี และเป็นฐานที่มั่นสำคัญของสหรัฐในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อนบ้านอีกฟากฝั่งอย่างจีนก็กลายเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ขนาดใหญ่หลังการปฏิวัติในปี 1949
ดังที่ได้อธิบายไว้เมื่อสัปดาห์ก่อนๆ ว่าพม่ามีความสัมพันธ์ไม่สู้ดีกับจีน แม้ผู้นำของจีนกับพม่าในช่วงแรกๆ อย่างอู นุ และโจวเอินไหล จะมีสัมพันธภาพพิเศษเหมือนพี่เหมือนน้อง แต่เมื่อกล่าวถึงนโยบายการต่างประเทศของจีนต่อพม่า ก็อาจกล่าวได้ว่าเต็มไปด้วยความหวาดระแวง จีนไม่พอใจพม่าเป็นพิเศษที่พม่าเลือกวางตัวเป็นกลาง เมื่อถึงยุคของเน วิน (1962-1988) ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศยิ่งตึงเครียด เพราะพม่าปิดประเทศ และปิดความหวังของจีนที่เคยคิดว่าพม่าจะหันมาสนับสนุนจีนในเวทีการทูตระดับโลกด้วย
ความขัดแย้งระหว่างจีนกับพม่าไม่ได้หยุดอยู่ที่ระดับรัฐบาลเท่านั้น แต่ความไม่พอใจบทบาททางเศรษฐกิจของคนจีนที่สะสมมาตั้งแต่ยุคอาณานิคม เกิดปะทุขึ้นในยุคของเน วินนี่เอง
ตั้งแต่ปี 1964 บรรยากาศที่ตึงเครียดในยุคสงครามเย็นทำให้รัฐบาลจีนพยายามเข้าหาชาวจีนโพ้นทะเลทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้น ผ่านการจัดตั้งองค์กรทางการเมืองของชาวจีน จริงอยู่ว่าแนวคิดของรัฐบาลจีนเป็นแบบคอมมิวนิสต์ ซึ่งย่อมสร้างความหวาดผวาให้ลูกหลานชาวจีนในประเทศอื่นๆ อยู่บ้าง แต่รัฐบาลจีนที่ปักกิ่งเลือกปฏิบัติต่อนักธุรกิจชาวจีนนอกประเทศอย่างดี ด้วยเงินทุนและค่าคอมมิชชั่นจากชุมชนชาวจีนเหล่านี้นี่เอง ทำให้รัฐบาลปักกิ่งสามารถจัดตั้งสมาคมชาวจีนทั่วทั้งเอเชีย และกระตุ้นกระแสรักชาติในหมู่ชาวจีนโพ้นทะเลได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่ง
รัฐบาลเน วินที่ระแวงชาวต่างชาติเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว มองว่าการเติบโตของทุนจีนคือภัยคุกคามรัฐและความสมัครสมานของสหภาพพม่าอย่างหนึ่ง คณะปฏิวัติจึงติดตามความเคลื่อนไหวของชาวจีนในพม่าอย่างเข้มงวด ไม่ใช่เพียงเพราะเกรงว่าชาวพม่าเชื้อสายจีนจะสนับสนุนรัฐบาลคอมมิวนิสต์จีนเท่านั้น แต่ยังเกรงว่าคนเหล่านี้จะเป็นท่อน้ำเลี้ยงให้พรรคคอมมิวนิสต์พม่าที่กำลังคุกคามกองทัพพม่าอย่างหนักในขณะนั้นด้วย ในอันที่จริง รัฐบาลพม่าสั่งให้ติดตามความเคลื่อนไหวของชาวจีนอย่างใกล้ชิดมาตั้งแต่ยุครัฐบาลอู นุแล้ว ผ่านการออกกฎหมายควบคุมโรงเรียนจีน แต่ก็พบว่าการควบคุมชุมชนชาวจีนเป็นไปได้ยาก ในปี 1962 มีนักเรียนจีน 40,000 คนในโรงเรียนจีนทั่วพม่าถึง 259 แห่ง ในจำนวนทั้งหมดนี้ มีโรงเรียนจีนเพียง 2 แห่งที่ประกาศว่าตนรักษาความเป็นกลางทางการเมือง โรงเรียนจีนส่วนใหญ่ประกาศตนว่าสนับสนุนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเต็มที่
ความพยายามควบคุมโรงเรียนจีนมีเพิ่มขึ้นหลังรัฐประหารปี 1962 เริ่มจากการนำโรงเรียนจีนที่มีนักเรียนมากกว่า 20 คนทั้งหมดเข้าสู่ระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานของรัฐพม่า ก่อนจะถูกโอนเข้ามาเป็นของรัฐทั้งหมดในปี 1966 กฎหมายนี้ทำให้ชุมชนจีนต้องปรับตัวและตั้งโรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนน้อยกว่า 20 คนขึ้น ความเข้มข้นด้านการบ่มเพาะระบอบคอมมิวนิสต์ให้กับผู้เรียนเข้มข้นขึ้นตั้งแต่การปฏิวัติวัฒนธรรมในจีนเริ่มขึ้นในปี 1966 รัฐบาลปักกิ่งเองก็ประกาศชัดว่าจะส่งออกจิตวิญญาณแห่งการปฏิวัติวัฒนธรรมออกไปยังชุมชนชาวจีนทั่วโลก และยังกระตุ้นให้ชาวจีนทั่วโลกร่วมกันต่อต้านลัทธิจักรวรรดินิยมของสหรัฐ ในพม่า รัฐบาลจีนส่งยุวชนแดง (Red Guards) เข้าไปแทรกซึมเพื่อสร้างฐานสนับสนุนการปฏิวัติวัฒนธรรม สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำย่างกุ้งเป็นแหล่งบ่มเพาะจิตวิญญาณปฏิวัติแบบเหมา เครื่องแบบ เข็มกลัด และปลอกแขนของยุวชนเรดการ์ดถูกแจกจ่ายออกไป และยังมีการจัดการแสดง จัดฉายภาพยนตร์เพื่อปลุกกระแสการสนับสนุนการปฏิวัติวัฒนธรรมในจีน ที่สถานทูตจีนในย่างกุ้งด้วย
กิจกรรมของชาวจีนและสถานทูตจีนในพม่าสร้างความไม่พอใจให้กับชาวพม่าอย่างยิ่ง ดังที่เคยกล่าวไปแล้วว่าประสบการณ์จากยุคอาณานิคมสอนให้ชาวพม่า (ทั้งในระดับประชาชนและระดับรัฐ) หวาดระแวงชาวต่างชาติ และยิ่งในยุคที่รัฐบาลพม่าพยายามประคับประคองตน พยายามโปรโมตวาทกรรมสังคมนิยมของตนเอง ทำให้สังคมพม่าเริ่มเกลียดชังชุมชนชาวจีนในพม่า และเกิดเป็นการจลาจลครั้งใหญ่ในปี 1967 เป้าหมายการโจมตีอยู่ที่สถานทูตจีนในย่างกุ้ง สมาพันธ์ครูชาวจีนโพ้นทะเล ตลอดจนร้านค้าของนักธุรกิจจีน ที่ชาวพม่ามองว่าเป็นแหล่งบ่มเพาะลัทธิคอมมิวนิสต์แบบเหมา และยังเป็นแหล่งสร้างความแตกแยกภายในชาติของตนด้วย
เมื่อเกิดการประท้วงชาวจีนขึ้นในย่างกุ้ง รัฐบาลจีนรีบส่งสารเพื่อประท้วงรัฐบาลพม่า เรียกร้องให้ฝ่ายหลังป้องกันไม่ให้เกิดความรุนแรงเช่นนี้อีก และยังเรียกร้องขอค่าเสียหายจากรัฐบาลพม่าด้วย หนังสือพิมพ์จีนในพม่าเริ่มกระบวนการโจมตีรัฐบาลพม่าอย่างเป็นระบบ กล่าวหาว่ารัฐบาลพม่าเป็นรัฐบาลของผู้นิยมลัทธิฟาสซิสม์ รายการวิทยุจากปักกิ่งก็ร่วมโหมกระพือความเกลียดชังพม่า รัฐบาลที่ปักกิ่งแก้เผ็ดพม่าในครั้งนี้ด้วยการสนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์พม่าเพิ่มเติม แต่เดิม รัฐบาลจีนสนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์พม่ามาก่อนแล้ว เพียงแต่อาจไม่ได้ออกหน้า หรือสนับสนุนอย่างเปิดเผย เพราะไม่ต้องการมีปัญหากับรัฐบาลพม่าโดยตรง แต่เมื่อความตึงเครียดระหว่างรัฐบาลทั้งสองเกิดขึ้น รัฐบาลจีนก็เห็นว่าหมดเวลาที่จะมาเกรงใจกัน และเรียกนายพลเน วินว่า “เจียงไคเช็คแห่งพม่า” ที่ปักกิ่ง ชาวจีนหลายแสนคนเดินขบวนประท้วงรัฐบาลพม่า แม้จะมีการร้องขอจากรัฐบาลพม่าให้ชาวจีนหยุดการชุมนุมประท้วง แต่ดูเหมือนว่าความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองชาติไม่สามารถกลับคืนสู่สภาวะปกติได้อีก
ความบาดหมางระหว่างทั้งสองชาติเริ่มต้นจากบทบาทของนักธุรกิจชาวจีนที่โดดเด่นมากขึ้นในช่วงหลังพม่าได้รับเอกราช จะมามีความรุนแรงมากเป็นพิเศษเมื่อจีนเข้าสู่ยุคการปฏิวัติวัฒนธรรม และพม่าเองก็มีนโยบายการต่างประเทศที่เกรี้ยวกราดมากขึ้น ตลอดจนความพยายามรักษาความเป็นกลาง และที่สำคัญที่สุดคือการรักษาอำนาจอธิปไตยของชาติ ในสัปดาห์ต่อไป เราจะกลับมาพูดถึงการจลาจลเพื่อต่อต้านชาวจีนในพม่ากันต่อ และพูดถึงไม้ตายที่รัฐบาลจีนใช้แก้เผ็ดรัฐบาลพม่า นั่นคือการหันไปสนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์พม่าอย่างเต็มตัว

