น.3คอลัมน์ : สถานะ การเมือง สถานะ ‘ประชาธิปัตย์’ สถานะ สถาบัน

8.04.19 | 13:13 น.

ไม่ใช่พรรคภูมิใจไทย ไม่ใช่พรรคชาติไทยพัฒนา ไม่ใช่พรรครวมพลังประชาชาติไทย ไม่ใช่พรรคชาติพัฒนา หรอกที่ดำรงอยู่ในลักษณะอันเป็น “ตัวแปร”

แปร “กำลัง” ให้กับพรรคพลังประชารัฐ

พลันที่ นายถาวร เสนเนียม นายวิทยา แก้วภราดัย นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ตลอดจน นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อ้าปากพูด

ก็เด่นชัดว่า พรรคประชาธิปัตย์ต่างหากที่เป็น “ตัวแปร”

ทั้งมิได้เป็นตัวแปรในลักษณะที่เอนเอียงไปทางพรรคพลังประชารัฐ ตรงกันข้าม กลับอาจจะเป็นตัวแปรทำให้พรรคพลังประชารัฐไม่สมประสงค์

Advertisement

เพราะก่อนหน้านี้ก็มีเสียงจาก New Dem

นั่นก็คือ ข้อเสนอพรรคฝ่ายค้าน “อิสระ” อันเสนอและผลักดันอย่างเต็มเรี่ยวแรงจาก นายพริษฐ์ วัชรสินธุ คนใกล้ชิดกับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

ยิ่งกว่านั้นยังเป็นการติดดิสเบรกจาก นายชวน หลีกภัย

เหมือนกับที่ นายชวน หลีกภัย ออกมาเบรก นายถาวร เสนเนียม เป็นเรื่องจำเป็น เป็นเรื่องเหมาะสม เนื่องจากสิ่งที่ นายถาวร เสนเนียม พูด

ไม่ได้เป็น “มติ”

ความหมายย่อมหมายความว่าคณะกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ยังไม่เคยประชุมและตัดสินใจในเรื่องนี้

นั่นก็คือ เป็นมติส่วนตัวของ นายถาวร เสนเนียม

นั่นก็คือ ในฐานะที่ นายถาวร เสนเนียม เคยเป็นรองเลขาธิการพรรค เคยเป็นรองหัวหน้าพรรคย่อมเข้าใจว่า “มติพรรค” ดำเนินการอย่างไร

ยิ่ง นายถาวร เสนเนียม เคยเป็นอัยการมาก่อน ยิ่งต้องเข้าใจ

การเตือนของ นายชวน หลีกภัย จึงมิได้อยู่ที่มติพรรคอย่างเดียว หากแต่ยังอยู่ที่เรียกร้องให้สำเหนียกถึงท่าทีของพรรคประชาธิปัตย์ก่อนการเลือกตั้งด้วย

เท่ากับเป็นการสอน “มารยาท” ในทางการเมือง

ต้องยอมรับว่าพรรคประชาธิปัตย์มีจุดต่างอย่างสำคัญ 1 ไม่เพียงแต่ต่างไปจากพรรคเพื่อไทยอันเป็นศัตรูคู่ต่อสู้อย่างยืดเยื้อและยาวนาน

ตั้งแต่ยุคเป็นพรรคไทยรักไทย เป็นพรรคพลังประชาชน

หากแต่ 1 พรรคประชาธิปัตย์ยังมีจุดต่างและกำหนดลักษณะและท่าทีของพรรคอันแยกห่างออกมาจากพรรคภูมิใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคชาติพัฒนา

มิใช่ว่าจะร่วมกับใครก็ได้ ขอให้ตัวเองได้เป็นรัฐบาล

การร่วมตั้งรัฐบาลหลังรัฐประหารเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2490 พรรคประชาธิปัตย์มีความแจ่มชัดเพราะศัตรูคือพรรคสหชีพ พรรคแนวรัฐธรรมนูญ

การร่วมกับ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ก็มีความแจ่มชัดในสถานการณ์ที่แน่นอนหนึ่ง

แต่กล่าวสำหรับต่อการร่วมกับพรรคพลังประชารัฐหรือไม่พรรคประชาธิปัตย์เคยตั้งเงื่อนไขเอาไว้ว่ามิใช่การไปสนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี

ตราบที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี พรรคประชาธิปัตย์ก็ต้องคิดหนัก

ท่าทีของ นายชวน หลีกภัย ก็ใกล้เคียงเป็นอย่างมากกับท่าทีของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และสร้างจุดต่างกับท่าทีของ นายถาวร เสนเนียม และพวก

จุดต่างนี่แหละคือเงื่อนไขของพรรคประชาธิปัตย์

จุดต่างนี่แหละที่ทำให้พรรคประชาธิปัตย์จำเป็นต้องรักษาสถานะของพรรคที่เก่าแก่และสืบทอดมาอย่างยาวนาน

นั่นก็คือ สถานะแห่งความเป็น “สถาบัน” ทางการเมือง