หน้าแรก คอลัมนิสต์ กรณีศึกษาตรวจ...

กรณีศึกษาตรวจDNAระหว่างการเกณฑ์ทหารที่ยะลาอีกปัจจัยที่ต้องปฏิรูปกองทัพ โดย อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ)

12.04.19 | 13:00 น.

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตาปรานีเสมอ มวลการสรรเสริญมอบแด่อัลลอฮฺผู้ทรงอภิบาลแห่งสากลโลก ขอความสันติสุขแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่านและสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

เมื่อ 1 เมษายน 2562 มีรายงานข่าวจากสื่อว่า หน่วยความมั่นคงชายแดนใต้ได้ตรวจ DNA ระหว่างการเกณฑ์ทหารที่ยะลา

ซึ่งการกระทำเช่นนี้กำลังเป็นที่กล่าวขวัญและถูกตั้งคำถามว่านี่คงเป็นอีกปัจจัยที่ต้องปฏิรูปกองทัพ (โปรดดูรายงานข่าวใน https://prachatai.com/journal/2019/04/81888)

จากการเปิดเผยของพรเพ็ญหรือหน่อย คงขจรเกียรติ จากมูลนิธิผสานวัฒนธรรมมองว่าการกระทำดังกล่าวเป็นสิ่งที่เรียกว่าละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยท่านแสดงทรรศนะว่า “การตรวจเก็บดีเอ็นเอจะต้องได้รับข้อมูลเป็นที่พอใจและเข้าใจก่อนว่าจะเก็บไปทำอะไรอย่างไร เพื่ออะไร ต้องได้รับการยินยอม
การบังคับตรวจเก็บดีเอ็นเอ เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน (จะใช้อำนาจกฎอัยการศึกหรือ พ.ร.ก.ฉุกเฉินไม่ได้)

กฎหมาย ป.วิอาญาให้อำนาจแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญในการเก็บดีเอ็นเอ ตามคำสั่งของพนักงานสอบสวน เมื่อมีการแจ้งข้อหาแล้วเท่านั้น และสามารถปฏิเสธการตรวจได้

Advertisement

นายอับดุลกอฮาร์ อาแวปูเต๊ะ ผู้อำนวยการมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมจังหวัดชายแดนภาคใต้ กล่าวว่า “กรณีที่ผู้ต้องหาปฏิเสธไม่ยอมให้เก็บ ตามกฎหมายให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า มันอาจเป็นผลร้ายกับผู้ต้องหาคนนั้น เพราะการเก็บตัวอย่าง DNA คือส่วนหนึ่งของกระบวนการสอบสวนเพื่อยืนยันความผิด ซึ่งเจ้าหน้าที่จะต้องมีพยานหลักฐานอื่นประกอบการพิจารณาคดีด้วย ไม่ใช่ยึด DNA อย่างเดียว” การกล่าวของทนายอับดุลกอฮาร์ดังกล่าวนั้นต่อผู้ต้องหา ในขณะที่กรณีนี้ไม่ใช่ผู้ต้องหายิ่งไม่มีความชอบธรรมยิ่งที่รัฐจะขอตรวจ DNA

(ที่มา https://prachatai.com/journal/2015/11/62608)

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกของการละเมิดสิทธิมนุษยชนของหน่วยความมั่นคงหรือกองทัพที่ทำงานในพื้นที่ความขัดแย้งและมันคือเป็นปัจจัยหลักของการเรียกร้องให้ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม รวมทั้งการปฏิรูปกองทัพในภาพใหญ่เพราะการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมไม่สำเร็จหากปราศจากการปฏิรูปกองทัพ

จากการทำงานส่งเสริมและปกป้องสิทธิมนุษยชนในจังหวัดชายแดนใต้ (จชต.) มากว่า 10 ปี มูลนิธิผสานวัฒนธรรม กลุ่มด้วยใจ เครือข่ายสิทธิมนุษยชนปาตานี และเครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากกฎหมายพิเศษ พบว่า

⦁ นับแต่เหตุการณ์ปล้นปืนที่ค่ายปิเหล็ง จังหวัดนราธิวาส ในปี 2547 เป็นต้นมา ประชาชนทั้งชาวมุสลิมและชาวพุทธจำนวนมาก ได้ตกเป็นเหยื่อของการละเมิดสิทธิมนุษยชนและความรุนแรงตลอดมา ทั้งจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐบางคนและกลุ่มติดอาวุธที่ไม่ใช่รัฐ โดยไม่เลือกอายุ เพศ ชาติพันธุ์ หรือศาสนา

⦁ รัฐมีหน้าที่ในการยอมรับนับถือ เคารพ ปกป้องและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน แต่ปรากฏว่ารัฐบาลที่ผ่านมาและกองทัพ ยังไม่เข้าใจบทบาทของตนในด้านสิทธิมนุษยชน กระทั่งในบางกรณีกลับมีนโยบายและการปฏิบัติที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนเสียเอง

⦁ สันติภาพและสิทธิมนุษยชนเป็นสิ่งที่เกี่ยวพันกันอย่างแยกไม่ออก ที่ใดไม่มีความเป็นธรรม มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน ที่นั้นย่อมปราศจากสันติภาพ ที่ใดต้องการสันติภาพ ที่นั้นต้องมีความเป็นธรรมและเคารพสิทธิมนุษยชน

⦁ เหยื่อของการละเมิดสิทธิมนุษยชนและความรุนแรง มักเป็นประชาชนในกลุ่มเปราะบาง ไม่ว่าจะเป็นชาวพุทธหรือมุสลิม โดยเฉพาะหญิงและเด็ก ประชาชนกลุ่มนี้ ถูกกดทับโดยสถานะทางสังคม วัฒนธรรมประเพณี ความเชื่อบางประการ และโครงสร้างหรือความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่มักตกเป็นเบี้ยล่างในสังคม จึงขาดศักยภาพในการปกป้องคุ้มครองตนเอง หรือเรียกร้องสิทธิและแสวงความเป็นธรรม

⦁ การประกาศกฎอัยการศึกและสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ ภายใต้ กอ.รมน.ภาค 4 ปิดล้อม ตรวจค้น จับกุมคุมขัง ผู้ต้องสงสัยว่าจะเกี่ยวข้องกับความไม่สงบได้อย่างกว้างขวาง โดยขาดการตรวจสอบถ่วงดุลตามหลักนิติธรรมที่กระบวนการยุติธรรมโดยเฉพาะศาลไม่สามารถปกป้อง คุ้มครอง สิทธิมนุษยชนอย่างได้ผล หรือในบางกรณีองค์กรหรือเจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมกลับเป็นผู้ละเมิดสิทธิมนุษยชนเสียเอง เช่น การซ้อมทรมาน ระหว่างการจับกุมและการควบคุมตัว การห้ามเยี่ยม ห้ามพบและปรึกษาทนายความ การใช้คำรับสารภาพที่ได้จากการซักถามผู้ที่ถูกคุมขังตามกฎหมายพิเศษ มาใช้เป็นพยานหลักฐานในการดำเนินคดี การออกหมายจับหรือหมาย ฉฉ. โดยปราศจากพยานอันเพียงพอ การตั้งข้อหาหนักเกินกว่าพฤติกรรมของการกระทำผิด และการห้ามประกันตัวในระหว่างการพิจารณา ทั้งในศาลชั้นต้น อุทธรณ์ และฎีกา การอายัดตัวซ้ำซาก และการเลือกปฏิบัติและการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมอื่นๆ ที่เจ้าหน้าที่กระทำต่อชาวมุสลิมเชื้อสายมลายู รวมทั้งความล้มเหลวในการฟื้นฟูเยียวยาความผิดพลาดที่เกิดจากเจ้าหน้าที่รัฐบางคน เป็นต้น ได้ส่งผลกระทบต่อชุมชนมุสลิมอย่างกว้างขวาง ทำให้บางส่วนขาดความไว้วางใจต่อเจ้าหน้าที่รัฐ เคียดแค้นและเอาใจออกห่างจากรัฐในที่สุด

นอกจากนี้ สิทธิมนุษยชนของชาวพุทธ ซึ่งถือเป็นชนกลุ่มน้อยในพื้นที่ จชต. ยังไม่ได้รับการเคารพ ปกป้องอย่างได้ผล ทั้งสิทธิในการดำรงรักษาวิถีชีวิตและอัตลักษณ์ของกลุ่มตน สิทธิในความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน เนื่องจากมีการก่อความรุนแรงต่อกลุ่มชาวพุทธอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะการโจมตีพลเรือนชาวพุทธโดยกองกำลังติดอาวุธของกลุ่มแบ่งแยกดินแดน โดยเหยื่อของความรุนแรงดังกล่าวยังไม่สามารถเข้าถึงการฟื้นฟูเยียวยาอย่างได้ผล และกระบวนการยุติธรรมล้มเหลวในการดำเนินคดีต่อผู้กระทำผิด ความรุนแรงที่มีต่อชาวพุทธอย่างต่อเนื่องยืดเยื้อยาวนานโดยที่รัฐไม่สามารถแก้ไขอย่างได้ผล เป็นเงื่อนไขให้เกิดความแตกแยกระหว่างชาวพุทธและมุสลิม บางส่วนเกิดความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจและต้องการที่จะแก้แค้นเอาคืน อันจะมีผลทำให้สถานการณ์ขัดแย้งรุนแรงมากยิ่งขึ้น และอาจบานปลายเป็นความขัดแย้งหรือสงครามทางศาสนา

ทำให้ควาพยายามในการสร้างสันติภาพจากการร่วมไม้ร่วมมือกันในกลุ่มประชากรต่างๆ ในช่วง 15 ปี ที่ผ่านมายังไม่บรรลุผลเท่าที่ควร

สันติภาพหรือสันติสุขจะเกิดขึ้นได้จะต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเคารพสิทธิมนุษยชน ทั้งกระบวนการยุติธรรมจะต้องมีบทบาทในการให้ความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย มีตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างได้ผล เพื่อปกป้องสิทธิมนุษยชนของคนทุกคน โดยไม่เลือกปฏิบัติ โดยมีข้อเสนอดังนี้

1.นำพา จชต.กลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด

โดยมีเจตจำนงทางการเมืองที่แน่วแน่ นโยบายและมาตรการที่ชัดเจน รวมทั้ง

1.1 ใช้นโยบาย “การเมืองนำการทหาร” ยกเลิกนโยบาย “ทหารนำการเมือง” ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการที่ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ภายหลังการรัฐประหาร ได้ใช้อำนาจรัฐประหารให้ กอ.รมน. ภาค 4 เป็นหน่วยงานนำ บังคับบัญชาและกำกับดูแลหน่วยงานราชการทุกแห่งใน จชต. รวมทั้ง ศอ.บต. ซึ่งได้จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติที่ตราโดยรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้ง หน่วยงานด้านการยุติธรรม พลเรือนต่างๆ รวมทั้งหน่วยงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงโดยตรง การประกาศใช้กฎหมายพิเศษ ทั้งกฎอัยการศึก พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน และ พ.ร.บ.รักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรฯ การเน้นการใช้กำลังในการปราบปรามผู้ต้องสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับความไม่สงบ มีผลทำให้เกิดช่องว่าง ความแปลกแยกห่างเหินระหว่างประชาชนกับหน่วยงานราชการ

การใช้นโยบาย “การเมืองนำการทหาร” จะนำไปสู่การปรับปรุงการใช้กฎหมาย โครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดิน การปฏิบัติและมาตรการต่างๆ ให้สอดคล้องกับนโยบาย “การเมืองนำการทหาร” อย่างเป็นรูปธรรมและมีขั้นตอนที่ชัดเจน

⦁ ทำให้ ศอ.บต.มีความเป็นอิสระ มีความเป็นประชาธิปไตยและยกระดับให้เป็นหน่วยงานที่มีผู้นำสูงสุดมาจากการเลือกตั้งทางตรงเพื่อกระจายอำนาจสู่พื้นที่ ยกเลิกการนำ ศอ.บต.ไปอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ กอ.รมน.4 โดยให้ กอ.รมน.4 กำกับดูแลเฉพาะหน่วยกำลัง เพื่อรักษาความสงบ และให้ กอ.รมน.ปฏิบัติตามนโยบายเกี่ยวกับ จชต. ที่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งที่ส่งผ่าน ศอ.บต.เท่านั้น

⦁ ปรับปรุงคณะเจรจา โดยมีพลเรือนเป็นหัวหน้าคณะ เปิดการเจรจาสันติภาพกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งอย่างจริงจังโดยมีตัวแทนภาคประชาสังคมที่เป็นอิสระในการทำงานรวมทั้งชาวพุทธ และมุสลิมกลุ่มต่างๆ เข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการสันติภาพอย่างแข็งขัน

⦁ ยกเลิกกฎอัยการศึกและสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยเริ่มจากการจำกัดและตรวจสอบการใช้อำนาจตามกฎอัยการศึกและสถานการณ์ฉุกเฉินอย่างเข้มข้น และดำเนินการตามขั้นตอนที่ชัดเจนเพื่อยกเลิกกฎอัยการศึกและสถานการณ์ฉุกเฉินโดยเร็วในที่สุด

1.5 เคารพยึดถือหลักสิทธิมนุษยชน ขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ ศาสนา ที่เกิดกับชนทุกกลุ่ม เปิดพื้นที่สำหรับเสรีภาพขั้นพื้นฐาน โดยเฉพาะเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และเสรีภาพทางวิชาการ เพื่อให้ประชาชนที่มีข้อมูล ทรรศนะ ความเชื่อ และมีข้อเสนอแนะต่างๆ กัน สามารถแสดงออกได้อย่างสร้างสรรค์ โดยไม่สร้างความเกลียดชังทางเชื้อชาติ ศาสนา หรือยุยงให้เกิดความรุนแรง

⦁ หน่วยงานและเจ้าหน้าที่รัฐ จะต้องยุติการสร้างความแตกแตก โดยไม่เข้าไปมีส่วนร่วม สนับสนุน โฆษณา ชี้นำ ทั้งในทางตรงและทางอ้อมในความขัดแย้งแตกแยกในหมู่ประชาชน โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างกลุ่มชาวพุทธและชาวมุสลิม รวมทั้งการฝึกอาวุธให้ประชาชนและปฏิบัติการด้านการปล่อยข่าวเท็จ และการป้ายสี สร้างมลทิน (Information Operation -IO) ที่กระทำโดยเจ้าหน้าที่บางคน จากหน่วยงานด้านความมั่นคงบางแห่ง

⦁ ยุติการข่มขู่คุกคามนักปกป้องสิทธิมนุษยชนและผู้ที่มีความเห็นต่างจากรัฐบาล นักวิชาการ หรือองค์การภาคประชาสังคมที่ติดตามสถานการณ์ สอดส่องการทำงานของหน่วยงานรัฐและการใช้ความรุนแรงจากฝ่ายต่างๆ

2.ปรับปรุงกระบวนการยุติธรรม

2.1 เคารพยึดถือปฏิบัติตามมาตรฐานระหว่างประเทศด้านกระบวนการยุติธรรมและหลักนิติธรรม เพื่อให้ประชาชนทุกฝ่ายสามารถเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานด้านความยุติธรรมได้ ทั้งในทางแพ่ง อาญา และปกครอง ไม่ว่าจะเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายพิเศษหรือกฎหมายอื่นใด เช่น สิทธิของผู้ถูกควบคุมตัวในการที่จะได้รับการเยี่ยมเยียนจากญาติพี่น้อง ปรึกษาทนายความเป็นการเฉพาะตัว ไม่ถูกทรมาน บังคับขู่เข็ญ สิทธิของบุคคลที่จะไม่ถูกตรวจดีเอ็นเอ โดยไม่เต็มใจ หรือกระทำการด้วยประการใดๆ ในลักษณะดูหมิ่นเหยียดหยามศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ทั้งให้ศาลสามารถตรวจสอบการ
กระทำของหน่วยงานหรือเจ้าหน้าที่รัฐได้อย่างเต็มที่และมีประสิทธิผลตามหลักนิติธรรม

2.2 หลีกเลี่ยงการใช้อำนาจตามกฎหมายพิเศษในขณะที่ยังไม่มีการยกเลิก ทั้งในเรื่องการตั้งด่าน ปิดล้อม ตรวจค้น จับกุมคุมขังผู้ต้องสงสัยว่าจะเกี่ยวข้องกับความไม่สงบ และยกเลิกการใช้ “กรรมวิธี” ซึ่งเป็นวิธีการที่ทำให้ผู้ถูกควบคุมตัวตามกฎหมายพิเศษเสี่ยงต่อการถูกทรมาน โดยประชาชนที่เป็นชาวมุสลิมมักตกเป็นเป้าหมายของการปฏิบัติงานดังกล่าวของเจ้าหน้าที่

2.3 ยุติการดำเนินคดีโดยไม่เป็นธรรม เอาเปรียบผู้ต้องหา ซึ่งเป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักการพิจารณาคดีที่เป็นธรรม หรือ Fair Trial ตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง และมาตรฐานระหว่างประเทศเช่น ใช้อำนาจตามกฎหมายพิเศษ จับและคุมขังผู้ต้องสงสัยไว้ก่อน แล้วหาพยานหลักฐานทีหลัง ใช้คำซัดทอดของผู้ถูกคุมขังตามกฎหมายพิเศษ ใช้เป็นพยานหลักฐานในการตัดสินลงโทษจำเลย สืบพยานล่วงหน้าโดยไม่มีเหตุอันสมควรเพื่อปรักปรำผู้ต้องหาและตัดโอกาสผู้ต้องหาในการต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ นำพยานหลักฐาน ทั้งพยานวัตถุและบันทึกถ้อยคำของบุคคล ที่เจ้าหน้าที่ได้มาจากการปิดล้อม ตรวจค้น ยึด จับกุม คุมขัง หรือซักถาม ตาม “กรรมวิธี” คลิป ทั้งที่ตัดตอนและบันทึกหรือจัดทำขึ้นโดยไม่โปร่งใส ภายใต้การใช้อำนาจตามกฎหมายพิเศษ มาใช้ในการดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิอาญา) อันเป็นกระบวนการได้มา ส่งต่อ เก็บรักษา ตรวจสอบ และเสนอพยานหลักฐานต่อศาล ที่ไม่สอดคล้องกับหลักของการดำเนินคดีที่เป็นธรรม

2.3 ยกเลิกการออกหมายจับและหมายขังซ้ำซ้อน ทั้งการออกหมายจับและหมายขังตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (หมาย ฉฉ.) ที่ศาลได้ออกให้แก่เจ้าหน้าที่ แม้บุคคลตามหมายต้องหมายจับตาม ป.วิอาญาอยู่แล้ว ซึ่งนำไปสู่การเอาตัวผู้ต้องหาที่ต้องหมายจับตาม ป.วิอาญา ไปคุมขังไว้ตามหมาย ฉฉ. ทำให้ผู้ต้องหาในคดีอาญาถูกละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐาน เช่นสิทธิในการพบและปรึกษาทนายความ สิทธิในการที่จะให้การหรือไม่ให้การอย่างใดก็ได้เป็นต้น หรือการออกหมายจับตาม ป.วิอาญาที่ศาลออกให้แก่เจ้าหน้าที่อีกคดีหนึ่ง แม้บุคคลตามหมายจับต้องหมายจับตาม ป.วิอาญาในคดีอื่นอยู่แล้ว ทำให้พนักงานสอบสวนสามารถอายัดตัวผู้ต้องหาหลังจากศาลมีคำพิพากษาคดีหนึ่งแล้ว โดยอ้างว่ายังมีหมายจับอีกคดีหนึ่งเป็นการอายัดตัวซ้ำซาก ทำให้ผู้ต้องหาถูกคุมขังในระหว่างการพิจารณาคดีต่างๆ ต่อๆ ไปไม่มีสิ้นสุด

2.4 ให้ศาลปกครองมีอำนาจที่จะพิจารณาคดีปกครองที่เกิดจากการกระทำทางปกครองของเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายพิเศษ และคดีละเมิดทางปกครอง ก่อนที่คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดเขตอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลจะวินิจฉัยให้ศาลปกครองไม่มีอำนาจพิจารณาคดีละเมิดที่เจ้าหน้าที่กระทำต่อพลเมืองใน จชต. ผู้เสียหายมีความรู้สึกว่าได้รับความเป็นธรรมและการเยียวยาจากศาลปกครองมากกว่า เนื่องจากแนวคิดและการไต่สวนในระบบการพิจารณาคดีของศาลปกครองสามารถตรวจสอบการกระทำทางปกครองของเจ้าหน้าที่และคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนได้ดีกว่า ดังนั้น ศาลปกครองควรจะมีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาคดีละเมิดทางปกครองเช่นเดิม และคดีที่เกี่ยวกับการกระทำทางปกครองของเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายพิเศษด้วย

3.นำหลักการความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน (Transitional Justice – TJ) มาใช้

โดยให้นำมาใช้ทั้งกับการก่ออาชญากรรมร้ายแรง ทั้งจากฝ่ายผู้ก่อความไม่สงบและเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อลดความขัดแย้ง เกลียดชังโดยประสานกับหลักการความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ (Restroative Justice -RJ) โดยจะต้องยึดหลักการดังนี้

⦁ การตรวจสอบค้นหาความจริง จากคณะกรรมการอิสระที่เป็นอิสระ เช่น นักวิชาการ ผู้นำชุมชน ผู้นำศาสนา และภาคประชาสังคมที่ได้รับความเคารพเชื่อถือ เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเหยื่อของความรุนแรงและสังคมรับทราบความจริง เข้าใจปัญหาและรากเหง้าของความขัดแย้งและความรุนแรงที่เกิดขึ้น ในแง่มุมต่างๆ อย่างเป็นภาววิสัย

(2) การชดเชย ฟื้นฟู แก้ไข เยียวยาผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ รวมทั้งผู้ได้รับผลกระทบจากความรุนแรง ทั้งชาวมุสลิมและชาวพุทธ ไม่ว่าจะเกิดจากฝ่ายใด เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขเช่นเดิม รวมทั้งการเยียวยาทางด้านจิตใจ ซึ่งที่ผ่านมาบุคคลดังกล่าวยังไม่ได้รับการเยียวยาจากรัฐเท่าที่ควร ความคับแค้นใจที่ยังคงดำรงอยู่ไม่เป็นดีอย่างยิ่งต่อกระบวนการสันติภาพและการสร้างความปรองดองใน จชต.

(3) การนำผู้กระทำผิดมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ลงโทษผู้กระทำผิด โดยเฉพาะผู้มีอำนาจไม่ว่าจะฝ่ายใด ที่สั่งการ สนับสนุนหรือรู้เห็นเป็นใจในการก่ออาชญากรรมร้ายแรง โดยอาจนำหลักการของความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ (Restorative Justice-RJ) มาใช้สำหรับการกระทำผิดของผู้ใต้บังคับบัญชาของทั้งสองฝ่ายด้วย

(4) การปฏิรูปเชิงสถาบัน ทั้งในทางการเมือง การปกครอง เศรษฐกิจและสังคม เพื่อให้ จชต. โดยกระบวนการของการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย เพื่อนำไปสู่สันติสุขและการพัฒนาที่ยั่งยืน บนพื้นฐานของสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย

4.การตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนและการเยียวยา

พัฒนากลไกในการรับเรื่องร้องเรียน โดยการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมที่สามารถเข้าถึงชุมชนและผู้ตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงและได้รับผลกระทบมากกว่ากลไกของรัฐ โดยรัฐจะต้องประกันความปลอดภัยและความเป็นธรรม เพื่อให้ผู้ร้องเรียนมีความมั่นใจและกล้าร้องเรียน การร้องเรียนเป็นการเปิดเผยความจริงของความขัดแย้งและปัญหาต่อรัฐต่อสังคม ซึ่งเป็นพื้นฐานสำหรับการแก้ไขปัญหาและกระบวนการสันติภาพ

4.2 พัฒนากลไกการร้องเรียนและตรวจสอบกรณีละเมิดสิทธิมนุษยชนและการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เป็นธรรม เพื่อป้องปราม ค้นหาความจริงและให้มีการแก้ไขเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างได้ผล ทั้งการตรวจสอบโดยกลไกในท้องถิ่น กลไกประเทศและกลไกระหว่างประเทศ ที่เป็นอิสระ โดยกลไกเหล่านี้ต้องสามารถเข้าถึงข้อเท็จจริงต่างๆ และข้อเสนอแนะได้รับการตอบสนองจากหน่วยงานของรัฐและรัฐบาล

4.3 การเยียวยาเหยื่อและผู้ได้รับผลกระทบ ซึ่งมิใช่เพียงการชดใช้เป็นตัวเงินเท่านั้น แต่รวมถึงการฟื้นฟูเยียวยาด้านจิตใจ การทำให้กลับสู่สถานะเดิมเท่าที่จะทำได้ การช่วยเหลือดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของเหยื่อและครอบครัว ฯลฯ การเยียวยาเป็นการบรรเทาความขัดแย้งที่ได้ผลระดับหนึ่ง ในขณะที่กระบวนการสันติภาพยังไม่ได้รับความสำเร็จ

ผลของข้อเสนอในเวทีวิกฤตไฟใต้: จะปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมอย่างไรเพื่อคืนความเป็นธรรมแก่ประชาชนเมื่อวันพฤหัสที่ 31 มกราคม 2562 โรงแรมซีเอส ปัตตานี ห้องสะบารัง จังหวัดปัตตานี (ซึ่งผู้เขียนร่วมด้วย) พบว่าการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมจะไม่ประสบความสำเร็จหากปราศจากการปฏิรูปกองทัพ ดังนั้น ในการเลือกตั้งที่ผ่าน พรรคอนาคตใหม่ถึงแม้ไม่ได้ ส.ส.ในจังหวัดชายแดนภาคใต้แต่ได้รับคะแนนมากเช่นกัน อันเนื่องมาจากนโยบาย ปฏิรูปกองทัพและการถอนทหารออกจากพื้นที่ความขัดแย้ง

ส่วนจะปฏิรูปกองทัพอย่างไรนั้น การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมที่ชายแดนใต้ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปกองทัพ ดังนั้น เรื่องเล็กๆ เกี่ยวกับการตรวจ DNA ระหว่างการเกณฑ์ทหารคงไม่เกิดขึ้นหากกองทัพหรือหน่วยความมั่นคงมีวิทยปัญญาในการแก้ปัญหา แต่ด้วยความชาชินตลอดของกระบวนการยุติธรรมในพื้นที่ซึ่งไม่เคยถูกลงโทษทำให้พวกเขารู้สึกว่า เขาทำถูกต้อง ชอบธรรม และละเมิดสิทธิมนุษยชนดังที่สื่อ IO รัฐพยายามออกมาปกป้องว่าทำถูกต้องตามกฎหมาย อีกทั้งโจมตีองค์กรสิทธิมนุษยชน

กล่าวคือ พวกเขายืนยันว่ารัฐมีความชอบธรรมในการกระทำเช่นนี้โดยยกประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความซึ่งบังคับใช้ทั่วประเทศอยู่แล้ว ในมาตรา 17 กล่าวคือ พนักงานฝ่ายปกครองหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ปฏิบัติไปตามอำนาจหน้าที่เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน และเพื่อจะทราบรายละเอียดแห่งความผิดหลังเกิดเหตุ ดังนั้น การปฏิบัติหน้าที่เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชนนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถใช้อำนาจดังกล่าวได้ แต่อาจไปกระทบสิทธิของบุคคลบ้าง ต้องสมเหตุสมผล ไม่ใช่การที่เจ้าหน้าที่รัฐลุแก่อำนาจ ไปจับตัวใครก็ได้มาทำประวัติตรวจ DNA โดยไม่มีเหตุผล

เจ้าหน้าที่อาจมีการใช้กฎหมายมาตรา 131/1 ป.วิ.อาญา ซึ่งเป็นการใช้อำนาจของพนักงานสอบสวน ที่จะต้องปฏิบัติเพื่อพิสูจน์ความผิดของผู้ต้องหา หากผู้ต้องหาไม่ยินยอมให้ตรวจ DNA ให้สันนิษฐานว่าผลเป็นไปตามที่ตรวจพิสูจน์ คือเป็นผลร้ายต่อผู้ต้องหา ซึ่งจะเห็นได้ว่า มาตรา 17 เป็นเรื่องของการรักษาความสงบเรียบร้อย (ก่อนเกิดเหตุ) ส่วนมาตรา 131/1 เป็นเรื่องของการสอบสวน (หลังเกิดเหตุ)

การเก็บ DNA ไว้ในฐานข้อมูลเป็นสิ่งที่ดี ที่ผ่านมาแม้กระทั่งเจ้าหน้าที่รัฐเองก็มีการเก็บ DNA ไม่มีการยกเว้นทุกคนจะต้องตรวจ ไม่ว่าจะเป็นอาสาสมัครทหารพราน อาสาสมัครรักษาดินแดน และหน่วยงานอื่นๆ อีกทั้งยังมีการจัดเก็บหลักฐานจากอาวุธปืนของเจ้าหน้าที่ทุกกระบอกไว้เป็นหลักฐาน

การที่ภาครัฐจัดเก็บข้อมูล “ดีเอ็นเอของเจ้าหน้าที่” เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นมา หรือบางเหตุการณ์ที่มีการกล่าวหาว่าเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ ก็สามารถตรวจสอบพิสูจน์ได้ทันทีว่าเป็นการกระทำของใคร? เช่นเดียวกันกับการตรวจ DNA ของผู้ที่เข้ารับการตรวจเลือกทหารในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งในปีนี้เป็นปีแรกที่มีการตรวจ มีแต่ผลดีมากกว่าผลเสีย เช่นหากเราตกเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีความ ซึ่งตัวเราเองไม่ได้กระทำความผิด ฐานข้อมูล DNA ที่เจ้าหน้าที่จัดเก็บไว้สามารถตรวจสอบพิสูจน์ยืนยันความบริสุทธิ์ของเราได้ในทันที

สำหรับการตรวจเลือกทหารในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประเด็นการตรวจ DNA ของผู้ที่เข้ารับการตรวจเลือกเป็นไปตามความสมัครใจและยินยอม อยากจะถามผู้ที่ออกมาเรียกร้องว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนตรงไหน และเป็นการเรียกร้องเพื่อใคร เรียกร้องเพื่ออะไร หรือกลัวว่าจะมีกลุ่มที่สร้างความเดือดร้อนให้พี่น้องประชาชนจะถูกตรวจพบ การตั้งข้อระแวงสงสัยกล่าวหาเจ้าหน้าที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนในการตรวจ DNA นั้นเป็นความบริสุทธิ์ใจหรือไม่!! และผู้ที่เคลื่อนไหวจุดประเด็นดังกล่าวเคยกระทำความผิดมาหรือเปล่า? จึงร้อนรนไม่อยากให้มีการตรวจ หากบริสุทธิ์ใจจริง ไม่เคยกระทำความผิดแล้วจะไปกลัวทำไม!! ดังนั้น ผู้ที่ถูกตรวจ DNA ไม่เคยกระทำความผิดมาก่อน และไม่คิดไม่มีแผนที่จะกระทำความผิดก็สบายใจได้

หากท่านเป็นคนดีไม่เคยทำความผิด ใครก็ไม่สามารถยัดเยียดข้อหาให้ท่านได้

(โปรดดู https://pulony.blogspot.com/2019/04/dna.html)