หน้าแรก คอลัมนิสต์ พม่ากับปักกิ่...

พม่ากับปักกิ่ง (7) โดย ลลิตา หาญวงษ์

12.04.19 | 13:00 น.

ในกลางปี 1967 เกิดการจลาจลทางเชื้อชาติระหว่างชาวพม่ากับชาวจีนขึ้นในพม่า จากการประท้วงรัฐบาลจีนธรรมดากลายเป็นการจลาจลต่อต้านชาวจีนติดต่อกันหลายวันจนทำให้มีชาวจีนเสียชีวิต 31 ราย และบาดเจ็บอีกเป็นจำนวนมาก เหตุการณ์ครั้งนั้นมีผลกระทบกับความสัมพันธ์ระหว่างพม่ากับจีนอย่างลึกซึ้ง และทั้งสองชาติก็ต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะรื้อฟื้นความสัมพันธ์ที่ดีกลับคืนมาได้ ในระหว่างปี 1954-1966 จีนมองพม่าด้วยความอารีอารอบเสมอมา แม้อาจมองพม่า ที่วางตัวเป็นกลางในยุคสงครามเย็น ด้วยความหวาดระแวงอยู่บ้าง แต่ความสัมพันธ์ทางการทูตของทั้งสองประเทศก็ยังดำเนินไปอย่างราบรื่น เมื่อจะมีรัฐประหารของเน วินในปี 1962 ทั้งสองชาติกระทบกระทั่งกันบ้าง แต่ก็กลับมาฟื้นฟูความสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง พม่ายังคงสถานะเป็นคู่ค้าที่ดีของจีน เมื่อเกิดสงครามเกาหลีขึ้นในปี 1950 ราคาข้าวในตลาดโลกสูงขึ้นหลังซบเซามาตลอดสงครามโลกครั้งที่ 2 (1939-1945) พม่าในฐานะประเทศส่งออกข้าวรายใหญ่ของโลก มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการส่งข้าวไปจีน แต่ก็เป็นในช่วงสั้นๆ

หากจะกล่าวว่าจีนกับพม่ามีความสัมพันธ์แบบ “รักๆ เลิกๆ” ก็อาจจะไม่ผิดนัก แม้ผู้นำของทั้งสองประเทศจะไปมาหาสู่กันมาโดยตลอด แต่เมื่อการเมืองภายในจีนเริ่มตึงเครียด โดยเฉพาะเมื่อการปฏิวัติวัฒนธรรมเริ่มขึ้นในปี 1966 รัฐบาลจีนมีนโยบายที่จะดึงชาวจีนโพ้นทะเล ที่มีจำนวนนับล้านๆ คนทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ให้เป็นกระบอกเสียงให้กับตน และใช้โรงเรียนจีนเป็นศูนย์กลางเผยแพร่อุดมการณ์การปฏิวัติ ก่อนหน้านี้ โจว เอิน ไหล นายกรัฐมนตรีของจีน เคยให้คำมั่นกับอู นุ อดีตนายกรัฐมนตรีพม่า ว่าจีนจะพยายามสอดส่องดูแล และไม่ให้ชาวจีนในพม่าเข้าร่วมองค์กรปฏิวัติวัฒนธรรม และในขณะเดียวกันก็ย้ำว่าชาวจีนในจีนก็ไม่ควรเข้าไปแทรกแซงวิธีคิดและวิถีชีวิตของชาวจีนโพ้นทะเลในพม่า

เมื่อสงครามเวียดนามประทุขึ้นในปี 1965 จีนเริ่มไม่พอใจพม่ามากขึ้น เมื่อพม่ายังยืนกรานรักษานโยบายวางตัวเป็นกลาง นโยบายที่เคยประนีประนอมและคำมั่นสัญญาที่จะไม่แทรกแซงการเมืองภายในพม่ากลายเป็นเพียงลมปากของผู้นำจีน ยิ่งเมื่อเกิดการปฏิวัติวัฒนธรรมขึ้น รัฐบาลจีนเข้าเกียร์เดินหน้า เรียกร้องให้ชุมชนชาวจีนโพ้นทะเลทั้งหมดสนับสนุนรัฐบาลจีนที่ปักกิ่ง รัฐบาลพม่าเชื่อว่าโรงเรียนจีนเป็นแหล่งบ่มเพาะอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ให้กับชาวจีนในพม่า จึงออกกฎหมายเพื่อโอนโรงเรียนจีนจำนวนมากมาเป็นของรัฐ และไม่อนุญาตให้ครูชาวจีนที่มิได้ถือสัญชาติพม่าสอน การแสดงสัญลักษณ์ของชาวจีน เช่น การการติดเข็มกลัดรูปเหมา เจ๋อ ตุง ตลอดจนหนังสือ “สมุดปกแดง” (Little Red Book) ที่เป็นคัมภีร์การปฏิวัติวัฒนธรรมของเหมา เจ๋อ ตุง ก็ถูกแบนทั้งหมดเช่นกัน

รัฐบาลพม่าโต้ตอบกระแสการปฏิวัติวัฒนธรรมจีนโดยการสั่งให้ชาวพม่าจากทุกเชื้อชาติสวมใส่สัญลักษณ์ของพม่า เช่น ธงชาติพม่า หรือเข็มกลัดหน้านายพลออง ซาน ได้เท่านั้น แน่นอน คำสั่งของรัฐบาลเน วินสร้างความไม่พอใจให้ชุมชนชาวจีนในพม่า อนึ่ง ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าไม่ใช่ชาวจีนในพม่าทั้งหมดที่สนับสนุนการปฏิวัติวัฒนธรรม (บางส่วนอาจสนับสนุนพรรคก๊กมินตั๋งและไต้หวัน) แต่ชาวจีนส่วนใหญ่ไม่พอใจคำสั่งของรัฐบาลพม่าที่จำกัดเสรีภาพทางการเมืองและการเข้าไปควบคุมวิธีคิดของชาวจีน เพราะเกรงจะเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ ไม่น่าแปลกใจที่ชาวจีนบางส่วนจะขัดคำสั่งของรัฐบาลพม่าและสวมเข็มกลัดเหมา เจ๋อ ตุง เหมือนเดิม

ความขัดแย้งระหว่างจีนกับพม่าไม่ได้เกิดขึ้นในระดับของประชาชนทั่วไปเท่านั้น แต่การสนับสนุนการปฏิวัติวัฒนธรรมมีทั้งจากขบวนการบนดิน ขบวนการใต้ดิน และสถานเอกอัครราชทูตจีนในย่างกุ้งเอง นอกจากรัฐบาลพม่าจะไม่ไว้ใจชาวจีนแล้ว สาธารณชนพม่าเองก็มองชาวจีนด้วยความหวาดระแวงมาตลอด ด้วยบทบาทที่โดดเด่นในทางเศรษฐกิจ และการรุกคืบในเชิงวัฒนธรรม ยิ่งทำให้ชาวพม่าเกลียดชังชาวจีนมากขึ้น ในเดือนมิถุนายน 1967 เกิดการทะเลาะวิวาทในโรงเรียนประถมและมัธยมต้น 2 แห่งในย่างกุ้ง เดิมทีโรงเรียนทั้งสองแห่งเป็นโรงเรียนเอกชนของจีน แต่ได้ถูกควบรวมมาเป็นของรัฐบาลพม่าหลังกฎหมายโอนกิจการต่างชาติมาเป็นของรัฐ (1964) กรณีพิพาทระหว่างนักเรียนจีนและครูพม่าจากโรงเรียนทั้งสองแห่งเกิดขึ้นเมื่อนักเรียนยืนยันจะใส่เข็มกลัดรูปเหมา เจ๋อ ตุง แต่ครูที่เป็นชาวพม่าไม่ยินยอม เมื่อข่าวแพร่กระจายออกไป สาธารณชนพม่าจึงเกิดความคับแค้นและเริ่มโจมตีโรงเรียนมัธยมจีน องค์กร ห้างร้านของชาวจีน เช่น สมาพันธุ์ครูจีน สถานเอกอัครราชทูตจีนในย่างกุ้ง รวมถึงชุมชนชาวจีนหลายๆ แห่งตั้งแต่วันที่ 26 มิถุนายน

Advertisement

เวลาผ่านไป เกิดความรุนแรงมากขึ้น ชาวพม่าที่โกรธแค้นบุกสำนักงานของสำนักข่าวซินหัวในย่างกุ้ง และโจมตีสถานเอกอัครราชทูตจีน เป็นเหตุให้นักการทูตจีนเสียชีวิต 1 คน และบาดเจ็บอีกจำนวนหนึ่ง ยังไม่นับห้างร้านของชาวจีน โรงเรียน โรงภาพยนตร์ และร้านอาหารที่เสียหายจากเหตุการณ์ครั้งนั้น แน่นอน การจลาจลในย่างกุ้งสร้างความไม่พอใจให้ปักกิ่ง ที่ย่อมมองว่ารัฐบาลพม่าสนับสนุนผู้ก่อจลาจลจนทำให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินชาวจีนเป็นจำนวนมาก ปักกิ่งเรียกร้องให้พม่าลงโทษคนผิด ชดใช้ค่าเสียหายทั้งหมดให้กิจการชาวจีนที่เสียหาย แถลงขอโทษอย่างเป็นทางการ และให้คำมั่นว่าจะปกป้องชุมชนชาวจีนในพม่า หากอู นุยังเป็นผู้นำในรัฐบาลพม่า ความบาดหมางระหว่างสองฝ่ายคงทุเลาลง แต่รัฐบาลพม่าขวาจัดของเน วินไม่ต้องการประนีประนอมกับจีนนักในเวลานั้น ชาวจีนในปักกิ่งภายใต้การนำของยุวชนแดง (Red Guard) ราว 200,000 คน ร่วมกันชุมนุมประท้วงรัฐบาลพม่าหน้าสถานเอกอัครราชทูตพม่าในปักกิ่ง

สิ่งที่รัฐบาลพม่าเกรงมากที่สุดไม่ใช่การชุมนุมประท้วงหรือการบอยคอตพม่า แต่เป็นความกลัวว่ารัฐบาลจีนจะเพิ่มกำลังสนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์พม่าให้มาต่อต้านรัฐบาลพม่าอีกทีหนึ่ง นอกจากความพยายามแก้เผ็ดของปักกิ่งที่โจมตีพม่าผ่านสื่อวิทยุและหนังสือพิมพ์แล้ว ยังยกระดับการกดดันพม่าผ่านการสรรเสริญพรรคคอมมิวนิสต์ผ่านสื่อที่ปักกิ่งกุมอยู่ทั้งหมด ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับพม่าเป็นอัมพาตไปหลายปี และเริ่มกลับมาเป็นปกติอีกครั้งในปี 1968 เมื่อจีนบริจาคเงินช่วยเหลือเหยื่อผู้ประสบภัยไต้ฝุ่นในพม่า และเน วินเดินทางไปเยือนจีนอย่างเป็นทางการตามคำเชิญของโจว เอิน ไหล มิตรภาพของจีนกับพม่ายังง่อนแง่นตลอดมา แต่ด้วยนโยบายต่างประเทศของจีนที่เปิดกว้างมากขึ้นในทศวรรษ 1970 การคุกคามจากพรรคคอมมิวนิสต์พม่าก็จะลดลงไปด้วยตามลำดับ และความสัมพันธ์ฉันมิตรของทั้งสองชาติก็จะกลับมาดีขึ้นเรื่อยๆ