หน้าแรก คอลัมนิสต์ ลดผลกระทบของก...

ลดผลกระทบของการท่องเที่ยว4.0 ต่อคนไทยด้วยภาษี! โดย มิ่งสรรพ์ ขาวสอาด

12.04.19 | 13:00 น.

ก่อนอื่นก็คงจะต้องอธิบายก่อนว่าในขณะนี้ที่ประเทศไทยยังเป็นไทยแลนด์ 3.0 อยู่นั้นการท่องเที่ยวของไทยก็ได้กลายเป็นการท่องเที่ยว 4.0 ไปแล้วสาเหตุที่กล่าวเช่นนั้นก็เป็นเพราะว่าประเทศไทยติดอันดับโลกถึงอันดับที่ 4 ในฐานะเป็นประเทศที่มีรายได้จากการท่องเที่ยวสูงสุดที่เป็นรายได้รวมที่เป็นรายรับจากนักท่องเที่ยวนานาชาติเป็นรองก็แต่สหรัฐอเมริกา สเปน และฝรั่งเศสเท่านั้น และหากมาเทียบต่อหัวประชากรแล้วก็จะพบว่าที่จริงแล้ว คนไทยหนึ่งคนสร้างรายได้จากนักท่องเที่ยวถึง 832.88 ดอลลาร์สหรัฐอเมริกา หรือประมาณ 26,300 บาทต่อคน (อัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ 13 ก.พ.2562 : 1 US$ = 31.55 บาท) มากกว่าคนอเมริกัน และใกล้เคียงกับคนฝรั่งเศส

การเพิ่มขึ้นของรายได้ของการท่องเที่ยวไทยนั้นเกิดขึ้นเกิดการขยายตัวอย่างมหาศาลในช่วงระยะเวลาตั้งแต่ปี 2551 ประมาณหนึ่งทศวรรษ ทำให้ประเทศไทยก้าวมาเป็นผู้นำในบรรดาประเทศด้อยพัฒนาในฐานะผู้ประเทศด้อยพัฒนาที่มีนักท่องเที่ยวมาเยือนมากที่สุด นอกจากนั้นเมืองท่องเที่ยวหลักของประเทศไทยไม่ว่าจะเป็นภูเก็ตก็ดี เชียงใหม่ก็ดี หรือกรุงเทพมหานครก็ดี ต่างได้รับยกย่องในนิตยสาร และได้รับรางวัลในฐานะเมืองท่องเที่ยวที่คนไปเยือนมากที่สุดอีกด้วย

การเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวทั้งในด้านขนาด (Scale) และในสปีด (Speed) หรือความเร็วที่สูงนี้ทำให้เกิดรายได้ที่น่าพึงพอใจก็จริง แต่ก็มีผลกระทบอันมหาศาลต่อสภาพแวดล้อมและทรัพยากรท่องเที่ยวโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เป็นทรัพยากรธรรมชาติ เพราะประเทศไทยนั้นเป็นประเทศที่แหล่งท่องเที่ยวของประเทศไทยค่อนข้างจะมีความสามารถในการรองรับจำกัด ยกเว้นชายทะเลซึ่งเรามีฝั่งทะเลค่อนข้างยาวตลอดทั้ง 2 ฝั่งด้ามขวาน

ผลกระทบที่ชัดเจนที่สุดก็คงจะเป็นเรื่องขยะซึ่งในเมืองท่องเที่ยวหลักของเราแล้วล้วนแต่มีจำนวนขยะมากมายเกินกำลังรองรับ นักท่องเที่ยวทุกคนต่างมาช่วยกันผลิตขยะ นักท่องเที่ยวที่ใช้จ่ายมากก็ยิ่งผลิตขยะมาก เพราะกินมาก ช้อปมาก เที่ยวมาก รองลงมาก็เป็นปัญหาน้ำเสียซึ่งหากไม่มีการบำบัดที่ดีแล้วก็ไหลลงสู่แหล่งธรรมชาติ ในหลายเมืองท่องเที่ยวน้ำเสียเหล่านี้กลับไปสู่ทะเล ทำให้แหล่งท่องเที่ยวของเราเสื่อมโทรมลง

วิธีการแก้ไขวิธีหนึ่งก็คือจะต้องเพิ่มความสามารถในการรองรับของสาธารณูปโภค เช่น ทำระบบกำจัดน้ำเสีย และระบบกำจัดขยะที่ดีเพียงพอ ปัญหาก็คือว่าภารกิจเหล่านี้อยู่ในมือขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)
ซึ่งขาดทั้งงบประมาณและความสามารถในการจัดหาและจัดการ จึงทำให้ปัญหาขยะและน้ำเสียเป็นปัญหาที่เพิ่มขึ้นแบบดินพอกหางหมูของจังหวัดเหล่านี้เมื่อการท่องเที่ยวขยายตัว

Advertisement

เมื่อมาดูภาษีรายได้จากการท่องเที่ยวที่จังหวัดท่องเที่ยวทั้งหลายได้รับ ก็พบว่ามีจำนวนต่ำมาก เช่น รายได้ขององค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) จากภาษีโรงแรมทั้งประเทศไทยรวมกันแล้วมีประมาณ 460 ล้านบาทเท่านั้น และมีจังหวัดภูเก็ตเท่านั้นที่มีการเก็บภาษีได้เป็นกอบเป็นกำ แต่ก็ได้เพียง 168 ล้านบาท (ปีงบประมาณ พ.ศ.2560) ส่วนภาษีขยะสำหรับนักท่องเที่ยวซึ่งตามกฎหมายยินยอมให้เก็บได้ 2 บาทต่อคนนั้นก็ไม่มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ดำเนินการเก็บโรงแรมอย่างเอาจริงเอาจัง

จากการศึกษาของ ดร.อัครพงศ์ อั้นทอง พบว่าหาก อปท.เก็บค่าที่พักจากโรงแรมได้ตามจำนวนหัวที่เข้าพักจริงจะได้รายได้ถึงกว่า 16,000 ล้านบาทต่อปี สำหรับค่าภาษีที่พักซึ่งคำนวณจากร้อยละสามของรายได้ของโรงแรม (จำนวนผู้เข้าพักxวันพักxราคาที่พักxอัตราภาษี 3%) และจะได้ค่าขยะเพิ่มขึ้นถึง 319 ล้านบาทต่อปี และหากรัฐบาลใจถึงเก็บภาษีขาเข้าจากนักท่องเที่ยวต่างชาติอีกหัวละ 1,000 บาท ชดเชยค่าวีซ่าที่หายไปก็จะได้ปีหนึ่งเกือบ 40,000 ล้านบาท

ถ้าเรามัวแต่เกรงใจนักท่องเที่ยว ไม่คำนึงถึงต้นทุนทั้งหมดที่นักท่องเที่ยวได้มาสร้างในประเทศไทยแล้ว ในที่สุดแล้วเราก็จะไม่เหลือทรัพยากรท่องเที่ยวไว้ให้ลูกหลาน นอกจากนี้เรายังต้องใช้งบประมาณแผ่นดินไปช่วย หรือชดเชยนักท่องเที่ยวที่มาประสบอุบัติเหตุอีก จากการศึกษาของ ดร.กอบกุล รายะนาคร ในการศึกษาแผนยุทธศาสตร์เพื่อพัฒนาเมืองยั่งยืนเพื่อรองรับท่องเที่ยวไทย 4.0 ในประเทศท่องเที่ยวอื่นๆ ก็มีการเก็บภาษีเช่นเดียวกัน เช่น ประเทศฝรั่งเศสก็มีการเก็บภาษีตามระดับความหรูหราของโรงแรม รวมทั้งเก็บภาษีอพาร์ตเมนต์ โฮเต็ลในหมู่บ้าน หรือที่เราเรียกว่าโฮมสเตย์ถึง 0.88 ยูโรต่อห้องต่อวัน (ประมาณ 32 บาทต่อห้องต่อวัน) แต่หากเป็นโรงแรมที่ระดับ 5 ดาวแล้วจะต้องจ่ายถึง 3.30 ยูโรต่อห้องต่อวัน (ประมาณ 118 บาทต่อห้องต่อวัน) โรงแรมที่เป็นพระราชวังเก่าก็ต้องจ่ายถึง 4.40 ยูโรต่อห้องต่อวัน (ประมาณ 157 บาทต่อห้องต่อวัน) ในประเทศอิตาลีก็มีการเก็บภาษีในทำนองเดียวกัน แต่ในบางเมืองที่อิตาลีก็จะเก็บภาษีในฤดูท่องเที่ยวเท่านั้น แต่กรุงโรมเป็นเมืองที่มีการเก็บภาษีท่องเที่ยวตลอดทั้งปี ใกล้บ้านเรา คือ ประเทศมาเลเซีย ก็ได้เริ่มมีการเก็บภาษีท่องเที่ยวจากโรงแรมแล้ว คือเมื่อปีตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นไป โดยให้มีภาษีท่องเที่ยวถึง 10 ริงกิตต่อห้องต่อวัน (ประมาณ 78 บาทต่อห้องต่อวัน) แล้วยังเก็บค่าธรรมเนียมมรดกอีก 2 ริงกิตต่อห้องต่อวัน (ประมาณ 16 บาทต่อห้องต่อวัน) (อัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ 13 ก.พ.2562 : 1 ยูโร (EUR) = 31.55 บาท, 1 ริงกิต (MYR) = 7.79 บาท)

ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะเก็บภาษีจากนักท่องเที่ยวอย่างจริงจัง เพื่อสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงในการต้อนรับและการเยียวยานักท่องเที่ยวเมื่อประสบภัย ไม่ปล่อยให้ต้นทุนการใช้ทรัพยากรธรรมชาติตกเป็นภาระของสังคมไทย และลิดรอนโอกาสการใช้ประโยชน์ของทรัพยากรเหล่านี้โดยลูกหลานของเรา