หน้าแรก คอลัมนิสต์ บทเรียน เมียน...

บทเรียน เมียนมา ปมเงื่อน ‘ผลประโยชน์’ การเมือง ‘การทูต’

23.05.16 | 12:31 น.

ก่อนหน้าการเดินทางมาเยือนเมียนมาอย่างเป็นทางการของ นายจอห์น แคร์รี่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศในวันที่ 22 พฤษภาคม

รัฐบาล “สหรัฐ” เคลื่อนไหวอย่างสำคัญ

1 ทำเนียบขาวประกาศผ่อนคลายมาตรการ “คว่ำบาตร” ทางเศรษฐกิจเพื่อตอบรับกับการปฏิรูปทางการเมืองของเมียนมา

1 รูปธรรมก็คือ “มาตรการ” จากกระทรวงการคลัง

โดยการยกเลิกการคว่ำบาตรรัฐวิสาหกิจ 7 แห่ง และธนาคารอีก 3 แห่ง ขณะเดียวกันมีการเพิ่มชื่อบริษัทเอกชนอีก 6 แห่งที่เชื่อว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับนักธุรกิจอันอยู่ในรายชื่อบุคคลที่รัฐบาลสหรัฐคว่ำบาตร

Advertisement

ด้านหนึ่ง ผ่อนปรน ด้านหนึ่ง เข้มงวด

คล้ายกับว่า มาตรการอันมาจากรัฐบาล นายบารัก โอบามา แห่งสหรัฐอเมริกา จะเป็นการแสดงน้ำใจไมตรี

ในความเป็นจริง “ไม่ใช่”

สภาพที่ไม่ควรมองข้ามก็คือ เป้าหมายแรกของ นายจอห์น แคร์รี่ คือเมียนมา แต่เมื่อเสร็จกิจแล้วเป้าหมายต่อไปคือเวียดนาม

ทุกอย่างยังอยู่ใน “ยุทธศาสตร์” เดิม ยุทธศาสตร์ “สหรัฐ”

ไม่ว่าจะมองจากมุมของนักการทูตอย่าง นายสก๊อต มาร์เชียล ที่เคยเป็นเอกอัครราชทูตประจำอยู่เมียนมา ไม่ว่าจะมองจากมุมของนักธุรกิจอย่าง นายจอห์น โกเยอร์ ผู้อำนวยการหอการค้าสหรัฐ ประจำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

อาจเป็นด้านที่สดใส ด้านที่กาววาว

“มาตรการคว่ำบาตรที่สหรัฐยังคงไว้สำหรับเมียนมามีไว้เพื่อกระตุ้นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและเพื่อส่งเสริมการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่เป็นธรรมกับทุกฝ่าย”

เป็นบทสรุปจาก นายสก๊อต มาร์เชียล

“ตอนนี้เมียนมามีการเลือกตั้งที่เสรี มีการปล่อยนักโทษการเมืองและยังมีสื่อที่เสรี สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่สหรัฐมองว่าเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาความสัมพันธ์ และเมียนมาก็บรรลุปัจจัยทั้งหมดนี้แล้วในสายตาเรา”

เป็นบทสรุปจาก นายจอห์น โกเยอร์

สะท้อนอย่างเด่นชัดว่า แนวทางและนโยบายของสหรัฐอเมริกายังถือ “การเมือง” ชี้นำอย่างแน่วแน่ กระบวนการในทาง “เศรษฐกิจ” กระบวนการในทาง “การทูต” จึงเสมอเป็นเครื่องมือ 1 เพื่อนำไปสู่การบรรลุเป้าหมาย

เป้าหมายของสหรัฐในการคืนถิ่น “เอเชีย” ยังเป็นเป้าหมายเดิมในห้วงแห่งยุค “สงครามเย็น”

นั่นก็คือ เป้าหมายในการปิดล้อมและสกัดกั้น “จีน”

เบื้องหน้าเป้าหมายและความต้องการของ “มหาอำนาจ” ท่าทีของรัฐบาลพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) เป็นอย่างไร

ตอบได้ว่า มากด้วยความสุขุม มากด้วยความระมัดระวัง

เพราะในความเป็นจริง เมียนมามีความสัมพันธ์กับจีนมาอย่างยาวนาน เป็นความสัมพันธ์ในยุคแห่ง JUNTA

ทั้งในทาง “การเมือง” ทั้งในทาง “เศรษฐกิจ”

ยากเป็นอย่างยิ่งที่เมียนมาจะสามารถ “ตัด” อดีตแห่งความหวานชื่นระหว่างเมียนมากับจีนได้ภายในพริบตาพลัน

จำเป็นต้องสืบสานอย่างต่อเนื่อง

รูปธรรมคือ การมาเยือนเมียนมาเป็นชาติแรกของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศจีน และ นางออง ซาน ซูจี ก็ให้การรับรองอย่างอบอุ่น

อย่าลืมว่า นางออง ซาน ซูจี เป็นใคร

บิดาของเธอคือนายทหารนักปฏิวัติ กู้ชาติ มารดาของเธอเป็น “นักการทูต” ระดับมืออาชีพ นางออง ซาน ซูจี เติบใหญ่ในบรรยากาศอย่างนี้

จึงเข้าใจทั้งต่อจีน จึงเข้าใจทั้งต่อสหรัฐ

ไม่แสดงอาการอ้าขา ผวาปีก ผ่านอากัปกิริยาสะบัดหน้าจากฝ่ายหนึ่ง แล้วโผเข้าไปซุกในอ้อมกอดของอีกฝ่ายหนึ่ง

หนักแน่น มั่นคง แกร่งดัง “หินผา”

มีความเด่นชัดอย่างยิ่งในเรื่องของการเมือง ไม่ว่าการเมืองภายในประเทศ ไม่ว่าการเมืองระหว่างประเทศ

แนวทางของสหรัฐคือผลประโยชน์ของสหรัฐ แนวทางของจีนคือผลประโยชน์ของจีน ไม่มีความเมตตา ปรานี มีก็แต่เรื่องของผลประโยชน์ล้วนๆ

ขณะเดียวกัน การต่อสู้ทางการเมือง “ภายใน” เมียนมาก็ยังดำรงอยู่และยังเข้มข้น