ในที่สุดการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อก็กลายเป็นประเด็นที่ กกต.ตัดสินใจส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย
ปมสำคัญที่ร้องขอให้ช่วยคือ พรรคที่ได้คะแนนต่ำกว่า 71,000 เสียงจะได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อด้วยไหม?
ขอออกตัวว่า ความรู้ด้านกฎหมายมีน้อย ยิ่งความรู้ด้านคำนวณยิ่งน้อยใหญ่
แต่หากไล่เรียงความเป็นมาเป็นไปของการจัดการเลือกตั้งก็พอจะเข้าอกเข้าใจหัวอกของฝ่ายที่โวย สูตรของ กกต. และ กรธ.
เพราะรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงที่ กรธ.ร่างขึ้นมานี้ มีเจตนาจะให้คุณค่ากับทุกเสียงที่ประชาชนไปโหวตเลือกตั้ง
รัฐธรรมนูญจึงกำหนดให้นับทุกคะแนนเสียงเพื่อนำไปคำนวณเป็นตัวแทนประชาชน
แต่ ส.ส.ที่กำหนดไว้มีแค่ 500 คน และการเลือกตั้งก็แบ่งเป็น ส.ส.เขต กับ ส.ส.บัญชีรายชื่อ
รัฐธรรมนูญก็กำหนดให้เลือกตั้ง ส.ส.เขต 350 ที่นั่ง เหลืออีก 150 ที่นั่งเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ
ส.ส.บัญชีรายชื่อ 150 ที่นั่งก็เอาคะแนนทุกคะแนนที่ประชาชนโหวตนั่นแหละมาคิดคำนวณ
ประเด็นคือ แล้วจะคิดคำนวณอย่างไร?
รัฐธรรมนูญกำหนดให้มีจำนวนที่ ส.ส.พึงมีของแต่ละพรรค
ใช้บัตรดีไปหารด้วย 500 ได้จำนวน ส.ส.พึงมีเบื้องต้น ซึ่งการเลือกตั้งคราวนี้กำหนดไว้ 71,000 เสียง
ดังนั้น ถ้า กกต.และ กรธ.เห็นว่าพรรคที่ได้เสียงสนับสนุนต่ำกว่า 71,000 เสียงต้องไม่ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ
ทุกอย่างก็จบ
แต่เมื่อ กกต.หารือกับ กรธ.เห็นว่า พรรคที่ได้เสียงต่ำกว่า 71,000 เสียงก็จะได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อด้วยตามการคำนวณแบบเศษส่วน
กระทั่งปรากฏเป็นข่าวว่า พรรคที่มีเสียงรวมกันทั้งประเทศแล้วมี 3 หมื่นกว่าๆ คะแนนก็ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อด้วย
ทำให้พรรคที่ต้องใช้เกณฑ์ 71,000 เสียงโวยขึ้นมา
เพราะเสียง 71,000 เสียงแล้วได้ ส.ส. 1 คน กับเสียง 3 หมื่นเสียงแล้วได้ ส.ส. 1 คนนั้นมันต่างกันเกินไป
แม้จะมีคำชี้แจงเปรียบเทียบกับ ส.ส.เขตว่า บางเขต ส.ส.ที่ชนะได้คะแนนสูง บางเขตได้คะแนนต่ำ ยังได้
ทำไม ส.ส.บัญชีรายชื่อจึงมีเสียงต่ำกันแบบนี้ไม่ได้
คำตอบก็คือ ส.ส.เขตเขาวัดกันที่ใครได้คะแนนมากกว่า แต่ ส.ส.บัญชีรายชื่อเขาวัดกันที่ ส.ส.ที่พึงมี
ดังนั้น เกณฑ์วัด ส.ส.พึงมีควรจะเป็นเกณฑ์ที่เท่ากันทุกพรรค
จะใช้เกณฑ์ที่ 71,000 เสียงก็ใช้ให้เท่ากัน
จะใช้เกณฑ์ 3 หมื่นก็ใช้ให้เท่ากัน
เรื่องเช่นนี้ฟังความมาจากฝ่ายไม่เห็นด้วยกับ กกต. และ กรธ.นะ
ส่วนสุดท้ายการคำนวณจะลงเอยอย่างไรคงต้องรอติดตามผลการตีความ
แต่ทั้งนี้เชื่อว่าทุกขั้นตอนที่จะดำเนินการ ต้องเป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ
นั่นคือ “สุจริต และเที่ยงธรรม”
นฤตย์ เสกธีระ
[email protected]

