กระแสข่าวการดึงพรรคเศรษฐกิจใหม่ไปร่วมรัฐบาลพรรคพลังประชารัฐ ข่าวว่าที่ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ เสนอให้มีนายกรัฐมนตรีคนกลาง โดยระบุชื่อบุคคล 4 คน เพื่อจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติดึงทุกพรรคเข้าร่วม แก้ไขรัฐธรรมนูญ แก้ปัญหาเศรษฐกิจ ในเวลา 2 ปี แล้วจัดเลือกตั้งใหม่ สะท้อนให้เห็นสภาพของการเมืองหลังเลือกตั้งที่ติดล็อก การรวบรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลทำได้ยาก เพราะพรรคที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เสียงไม่เด็ดขาด ขณะที่พรรคที่คัดค้านการสืบทอดอำนาจยังยืนยันว่ามีเสียงข้างมาก 255 เสียง
อีกเรื่องที่สะท้อนสภาพติดล็อก ได้แก่ ข่าวการซื้อตัว “งูเห่า” เพื่อเพิ่มเสียง ส.ส.ให้กลุ่มพรรคของตนเอง กระแสข่าวงูเห่าเกิดขึ้นกับพรรคเก่าแก่อย่างพรรคประชาธิปัตย์ ที่่ข่าวอ้างว่าจะมีว่าที่ ส.ส.กลุ่มหนึ่งแยกตัวออกมาร่วมรัฐบาลพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งก็ไม่แปลก เพราะเมื่อปี 2540 นายชวน หลีกภัย หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นนายกฯเป็นสมัยที่สอง หลัง “งูเห่า” จากพรรคประชากรไทยมาร่วมสนับสนุน
ปัญหาการเมืองขณะนี้เกิดจากสาเหตุหลักๆ คือ กฎกติกาที่ออกแบบอย่างผิดธรรมชาติ และขัดกับประเพณีการปกครอง ด้วยการทอนกำลังพรรคใหญ่ สนับสนุนพรรคเล็ก ให้ 250 ส.ว.ร่วมโหวตนายกรัฐมนตรี ทำให้พรรคที่มีคะแนนสูงสุดในสภาผู้แทนฯ ไม่สามารถใช้ความชอบธรรมตามประเพณีการปกครอง และการที่กองทัพยังมีบทบาทกำหนดการเมือง ทำให้เจตนารมณ์ของประชาชนที่แสดงออกผ่านการลงคะแนนเลือกตั้ง 24 มี.ค.ไม่ได้รับการปฏิบัติให้เกิดผลทางการเมือง
จะผ่าทางตันนี้ไปได้อย่างไร 1.ตั้งรัฐบาลตามกติกา ด้วยการให้พรรคอันดับหนึ่งเริ่มต้นก่อน โอกาสไปรอดยาก เพราะเสียงก้ำกึ่งและ ส.ว.ขวางอยู่ 2.ตั้งรัฐบาลด้วยการดึงพรรค ดึงงูเห่า ใช้วิธีคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อเพื่อนำเอาพรรคเล็กมาสนับสนุน ใช้เสียง ส.ว.สนับสนุน รัฐบาลอาจอยู่ได้ระยะหนึ่ง แต่จะมีปัญหาเสถียรภาพและความเชื่อมั่น หรือ 3.ตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ซึ่งฟังเหมือนเป็นทางออก แต่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง เพราะยุ่งยากในทางปฏิบัติ ทางออกที่ดีที่สุด คือ กลับไปสู่กฎกติกาที่ใช้อย่างเป็นธรรม เป็นไปตามประเพณีการปกครอง และหลักการอื่นๆ หากเกิดปัญหาก็แก้ไปตามระบบ แต่ถ้าเลือกวิธีนอกระบบตั้งแต่ต้น ก็ยากที่จะได้รับความยอมรับจากสังคม

