หน้าแรก คอลัมนิสต์ การคำนวณปาร์ต...

การคำนวณปาร์ตี้ลิสต์ผิด กับคำอธิบายเรื่อง overhang seats ของไทย โดย เรืองวิทย์ เกษสุวรรณ

18.04.19 | 13:00 น.

ผู้เขียนเพิ่งส่งบทความไปให้มติชนเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2562 มีสาระสำคัญว่า พรรคที่ได้คะแนน 3 หมื่นนั้นจะมีปาร์ตี้ลิสต์ไม่ได้ แต่เมื่อคืน กกต.ยืนยันว่าได้ ทั้งได้พิจารณารอบคอบแล้ว มีข้อแม้แค่นิดเดียวว่ายังเป็นข้อมูลคะแนนวันที่ 28 มีนาคม 2562 หากมีคะแนนเปลี่ยนก็ต้องคำนวณใหม่

การยืนยันเช่นนี้ทำให้ผู้เขียนตกใจ (น่าจะรวมนักวิชาการที่ศึกษาพรรคการเมืองและการเลือกตั้งคนอื่นๆ ด้วย) เพราะขัดกับหลักการของการนับคะแนนและกฎหมายโดยชัดแจ้ง ผู้เขียนจะอธิบายว่าขัดยังไง แล้วตอนท้ายจะตอบคำถามว่า overhang seats ของไทยเกิดได้ยังไง

ข้อ 1 หลักการของการนับคะแนนเลือกตั้ง

ระบบการนับคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ในโลกนี้มีสองระบบ คือ ระบบคะแนนเหลือมากที่สุด (Largest Remainders) กับระบบคะแนนเฉลี่ยสูงสุด (Highest Average) ไทยเราใช้ระบบคะแนนเหลือมากที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย ผู้เขียนจึงขอกล่าวเฉพาะระบบนี้ ส่วนระบบหลังเอาไว้โอกาสหน้า (มติชนให้เขียนได้ 2 หน้ากระดาษ)

ระบบคะแนนเหลือมากที่สุด แบ่งการนับคะแนนเป็น 2 รอบ (two rounds)

Advertisement

รอบแรก (the first round) กำหนดโควต้าคะแนนเสียงต่อ ส.ส.หนึ่งที่นั่งก่อน โดยเอาคะแนนเสียงทั้งหมด (total vote) หารด้วยจำนวนเก้าอี้ เขียนเป็นสูตรได้ดังนี้

Total vote = จำนวนคะแนนเสียงต่อ ส.ส.หนึ่งที่นั่ง
500

รอบแรกนี้เป็นหัวใจของระบบนับคะแนนเลือกตั้งแบบนี้ ในทางวิชาการเรียกว่า “an electoral quota” คือ โควต้าที่จะได้ที่นั่ง ส.ส. ซึ่งในสหรัฐอเมริกา เรียกว่า “Hamiton method”

ดังนั้น คนที่จะได้เป็น ส.ส.ต้องผ่านด่านโควต้านี้ก่อน แม้โควต้าต่อหนึ่งที่นั่งนี้จะไม่ได้มีกฎหมายระบุไว้ว่าเป็นเกณฑ์ขั้นต่ำ แต่โดยสภาพแล้วเป็นเกณฑ์ขั้นต่ำอย่างไม่ต้องสงสัย

รอบสอง (the second round) เอาโควต้าไปคิดจำนวนที่นั่งให้กับพรรคการเมือง พรรคที่ได้คะแนนเกินโควต้าจะได้รางวัลเป็นเก้าอี้ ส.ส. ส่วนว่าจะได้มากน้อยเท่าใด ก็ให้เอาโควต้าไปหักออกจาก total vote ทีละเก้าอี้ เมื่อเหลือเศษก็ไปคิดเศษอีกที (ถ้าขี้เกียจหักทีละเก้าอี้ ก็เอาคะแนนเสียงที่พรรคได้รับหารด้วยโควต้า ก็จะมีค่าเท่ากัน)

ข้อ 2 การนับคะแนนเลือกตั้งตามกฎหมายไทย

ไทยเรากำหนดการนับคะแนนไว้ในรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 91 (1) เขียนว่า “นำคะแนนรวมทั้งประเทศที่พรรคการเมืองทุกพรรคที่ส่ง
ผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อได้รับจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งหารด้วยห้าร้อยอันเป็นจำนวนสมาชิกทั้งหมดของสภาผู้แทนราษฎร”

มาตรานี้ยืนยันว่าเราใช้หลักคะแนนเหลือมากที่สุด คือ เอา total vote ตั้งหารด้วย 500 ซึ่งเป็นจำนวนที่นั่งในสภา ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นจำนวนคะแนนเสียง ส.ส.หนึ่งที่นั่ง คือโควต้า ตาม Hamiton method

มาตรา 91 (2) เขียนว่า “ให้นำผลลัพธ์ตาม (1) ไปหารจำนวนคะแนนรวมทั้งประเทศของพรรคการเมืองแต่ละพรรคที่ได้รับจากการเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งทุกเขต จำนวนที่ได้รับถือเป็นจำนวน ส.ส.ที่พรรคนั้นจะพึงมี”

มาตรานี้ก็เป็นไปตามหลักการนับคะแนนของระบบคะแนนเหลือมากที่สุด คือ ให้เอาโควต้าตามมาตรา 91 (1) ไปหารคะแนน ส.ส.เขตของพรรค ผลลัพธ์ออกมาเป็นจำนวน ส.ส.ที่พรรคนั้นได้ ตรงนี้แหละสำคัญมาก เพราะถ้าพรรคเอาโควต้าไปหารคะแนน ส.ส.เขตได้เท่าใดแล้ว ก็ต้องได้ ส.ส.เท่านั้น ผิดไปจากนี้ไม่ได้ เช่น

พรรคพลังประชารัฐได้คะแนน ส.ส.เขต 8,433,137 คะแนน

ต้องได้ ส.ส.

= 8,433,137 = 118.6679 (เศษทศนิยมอาจคลาดเคลื่อน)
71,065
พรรคเพื่อไทยได้คะแนน ส.ส.เขต 7,920,630 คะแนน

ต้องได้ ส.ส.

= 7,920,630 = 111.4651 (เศษทศนิยมอาจคลาดเคลื่อน)
71,065
พรรค ก. ได้คะแนน ส.ส.เขต 70,000 คะแนน

ต้องได้ ส.ส.

= 70,000 = 0.9850
71,065

แสดงว่า พรรค ก. จะไม่ได้ ส.ส.เลย เพราะคะแนนไม่ผ่านโควต้า (แม้ใกล้เคียงอย่างยิ่งก็ตาม)

ทีนี้ กรณีที่มีปัญหา ได้แก่ กรณีเกิด overhang seats (หมายถึงได้เก้าอี้เกิน) เนื่องจากเลือกตั้งที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทยได้ ส.ส.เขต 137 ที่นั่ง ขณะที่คำนวณ ส.ส.รวมได้ 111 ที่นั่ง ตามมาตรา 91 (4) บัญญัติว่า ถ้าได้เกินก็ให้ได้ไป ไม่ต้องไปหักเขาออก แต่ไม่ต้องให้ปาร์ตี้ลิสต์เขาอีก สำหรับข้อความที่มีปัญหา คือ ความตอนท้ายมาตรา 91 (4) ที่เขียนว่า “และให้นำจำนวนสมาชิกสภาแบบบัญชีรายชื่อทั้งหมดไปจัดสรรให้แก่พรรคการเมืองที่มีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งต่ำกว่าที่พรรคการเมืองนั้นจะพึงมีได้ตาม (2) ตามอัตราส่วน แต่ต้องไม่มีผลให้พรรคการเมืองใดดังกล่าว มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเกินจำนวนที่จะพึงมีได้ตาม (2)”ที่จริง ข้อความตรงนี้มีความหมายชัดเจนว่า

1.ให้นำปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคเพื่อไทย ไปจัดสรรให้พรรคอื่นที่ได้ ส.ส.เขตต่ำกว่าที่พรรคนั้นควรจะได้ (จากที่คำนวณโควต้าและคิด ส.ส.พรรคให้แล้ว) สำหรับกรณีนี้ พรรคเพื่อไทยไม่ได้ปาร์ตี้ลิสต์ ก็ไม่ต้องเอาไปคำนวณให้พรรคใดอยู่แล้ว

2.กรณีที่เอาไปคำนวณให้พรรคอื่น พรรคอื่นที่ได้รับ ก็จะต้องเข้าเงื่อนไข 2 ข้อ คือ ข้อหนึ่ง คำนวณแล้วพรรคนั้นได้ ส.ส.เขตน้อยกว่า ส.ส.ที่คำนวณได้ และข้อสอง เมื่อได้รับการบวกเพิ่มแล้ว ต้องไม่เกินจำนวน ส.ส.ที่คำนวณได้

ทีนี้ย้อนมาดูตัวอย่าง พรรค ก. ได้คะแนน 70,000 คะแนน เมื่อคำนวณที่นั่ง ส.ส.แล้วได้ 0.9850 พรรค ก. ก็ย่อมไม่มีโอกาสได้ ส.ส. เพราะประการแรก ไม่ผ่านโควต้าตั้งแต่ต้น และประการที่สอง ไม่เข้ามาตรา 91 (4) เพราะไม่เข้ากรณี “พรรคที่มีจำนวน ส.ส.เขตต่ำกว่าที่พรรคนั้นจะพึงมี” คือ ไม่เข้ากรณีคำนวณแล้วมี ส.ส.เขตต่ำกว่า ส.ส.ที่คำนวณ เนื่องจากความจริงคำนวณแล้ว (อย่าว่าแต่ 3 หมื่นเลย) 7 หมื่นได้ ส.ส.แค่ 0.9850 และพรรคนั้นก็ไม่ได้ ส.ส.เขตด้วย

ส่วนวิธีการปัดเศษตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญพ.ศ.2561 มาตรา 128(5) ก็ต้องปัดให้กับพรรคที่ผ่านโควต้าเท่านั้นจะเอาเศษไปถ่ายโอนให้พรรคที่ต่ำกว่าโควต้าก็ไม่ได้อีก ดังนั้น จึงไม่มีกรณีใดๆ เลยที่พรรคได้ 3 หมื่นคะแนนจะได้ปาร์ตี้ลิสต์ ทั้งในแง่หลักวิชาการและกฎหมาย กรณีพรรค 3 หมื่นคะแนนนี้เปรียบง่ายๆ การแข่งขันที่มี 2 ด่าน ในเมื่อไม่ผ่านด่านแรกตั้งแต่ต้นแล้ว จะทะลุผ่านด่านที่สองไปได้อย่างไร?

ส่วนประเด็นสุดท้าย เรื่อง overthang seats ของไทย ที่พรรคเพื่อไทยได้ ส.ส.เขต 137 ที่นั่ง แต่ได้ ส.ส.จากการคำนวณแค่ 111 ที่นั่ง จำนวน ส.ส.เขตเกินจาก ส.ส.ที่คำนวณได้ไปถึง 26 เสียงนั้น อธิบายง่ายๆ ว่า คะแนนรวมของพรรคอื่นเขาคิดมาจาก 350 เขตเต็มพื้นที่ แต่คะแนนของพรรคเพื่อไทยมีแค่ 250 เขต คะแนนรวมของพรรคเพื่อไทยจึงน้อยกว่าเขา ซึ่งคิดออกมาได้ ส.ส.รวม 137 และไม่ได้ปาร์ตี้ลิสต์เลย หากพรรคเพื่อไทยส่ง 350 เขต คะแนนรวมของพรรคเพื่อไทยก็ต้องมากกว่านี้และเมื่อนำมาคำนวณแล้ว คงได้ปาร์ตี้ลิสต์

ปรากฏการณ์ overhang seats ของไทยดังกล่าวนี้จึงเป็นกรณีพิเศษที่น่าศึกษาอย่างยิ่ง เพราะมีสาเหตุต่างไปจากการเกิด overhang seats ของเยอรมันเป็นอย่างมาก