การประชุมขั้นสุดยอดอียู-จีน ครั้งที่ 21 จัดขึ้นวันที่ 9 เมษายน ณ บรัสเซลส์ เบลเยียม
นายกรัฐมนตรีหลี่ เค่อเฉียง และผู้นำสหภาพยุโรปได้เจรจาในประเด็นการค้าและการลงทุนอันเกี่ยวกับการซื้อขาย เทคนิค 5จี และแนวทาง One belt one road ตลอดจนสิทธิมนุษยชน รวมทั้งความสัมพันธ์ทวิภาคีในประเด็นการแข่งขันที่ยุติธรรม ทั้งสองฝ่ายได้รับรู้ร่วมกัน
ปักกิ่งยอมรับข้อเสนอของสหภาพยุโรป เป็นต้นว่า เงินค่าชดเชยสินค้าอุตสาหกรรม สัญญาการลงทุนและสิทธิการนำเข้าสินค้า อันถือเป็นจุดยืนที่แข็งกร้าวของสหภาพยุโรปที่มีต่อจีน ในที่สุดจีนก็ยอมถอย ถอยเพื่อลดความขัดแย้ง ถอยเพื่อการพัฒนาประเทศของทั้งสองฝ่าย
เป็นความสำเร็จของสหภาพยุโรป
การยอมถอยของจีนสอดคล้องกับอมตะวลีที่ว่า “ถอยหนึ่งก้าว นภางค์สดใส”
หลังจากหลี่ เค่อเฉียง ได้พบกับ ดอนัลต์ ตุสก์ ประธานคณะกรรมาธิการยุโรปและยุงเคอร์ ประธานคณะกรรมาธิการสหภาพยุโรป ทั้ง 2 ฝ่ายได้ออกแถลงการณ์ร่วมมีสาระสำคัญว่า “สหภาพยุโรปยืนยันนโยบายจีนเดียวเหมือนเดิมไม่แปรเปลี่ยน จีน-ยุโรปมุ่งมั่นเปิดกว้าง ร่วมกันสร้างสรรค์คุณูปการโดยปราศจากอคติ ให้มีความยุติธรรมในการแข่งขัน ทั้งนี้ต้องอยู่บนพื้นฐานที่โปร่งใสและผลประโยชน์ร่วมกันเพื่อสร้างความสัมพันธ์ทางการค้า ทั้งสองฝ่ายต้องเคารพกฎกติกาขององค์การการค้าโลกในประเด็นลัทธิหลายฝ่าย และคัดค้านลัทธิฝ่ายเดียว”
หลังจากที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้เยือนอิตาลี โมนาโก และฝรั่งเศส เมื่อปลายเดือนมีนาคม ภายในระยะเวลาไม่ถึง 1 เดือน นายกรัฐมนตรีหลี่ เค่อเฉียง ก็ไปเยือนยุโรป และถือเป็นครั้งที่ 2 ที่ผู้นำสูงสุดของจีนได้เยือนยุโรปอย่างเป็นทางการ
ย่อมเป็นการยืนยันว่าประเทศจีนได้ให้ความสำคัญแก่ประเทศยุโรป อันนำมาซึ่งคำวิพากษ์ว่า เป็นพฤติการณ์ของจีนที่กำลังจะทำการแบ่งแยกยุโรป
แต่รัฐบาลจีนปฏิเสธว่า มิได้มีเจตนาแบ่งแยกยุโรป ข้อกล่าวหาปราศจากหลักของตรรกะ
เพราะเนื่องหลายปีที่ผ่านมา ภายในสหภาพยุโรปเองเกิดความขัดแย้งและแตกแยก ซึ่งเป็นที่ประจักษ์อยู่แล้ว ฉะนั้น การที่ผู้กำกับสหภาพยุโรป เช่น ฝรั่งเศส เยอรมนี เป็นต้น ได้กล่าวหาว่าประเทศจีนกำลังทำการแบ่งแยกยุโรปนั้น จึงเสมือนแพทย์ที่วินิจฉัยโรคผิดและสั่งยาผิด
ตั้งแต่ต้นศตวรรษเป็นต้นมา ภาวะความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมภายในสหภาพยุโรปขยายวงกว้างและรุนแรง
ครั้งเมื่อสหรัฐและสหราชอาณาจักรได้เปิดศึกอิรัก ประเทศที่ถือว่าเป็นยุโรปเก่าคือ ฝรั่งเศสและเยอรมนี กับยุโรปใหม่คือ โปแลนด์ เป็นต้น ก็เกิดความเห็นแตกแยก กล่าวคือ ฝ่ายยุโรปเก่าคัดค้าน ส่วนยุโรปใหม่สนับสนุน
หลายปีที่ผ่านมา โปแลนด์ ฮังการี ที่ถือว่าเป็นยุโรปใหม่ได้ร่วมกันก่อตั้งองค์กรที่เรียกว่า Visegrad Group เป็นเหตุให้ความขัดแย้งกับยุโรปเก่าทวีความรุนแรงมากขึ้น
ประเด็นปัญหาเบร็กซิทของสหราชอาณาจักร ระบบประชานิยมเฟื่องฟู
ล้วนเป็นเหตุให้เกิดความเสี่ยงในการเผชิญกับความแตกแยกของสหภาพยุโรป
นอกจากนี้ ประเทศที่ฐานะทางเศรษฐกิจอ่อนแอที่เรียกว่า “PIIGS” นั้นได้เกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรง อันได้แก่โปรตุเกส อิตาลี ไอร์แลนด์ กรีกและสเปน
และที่สำคัญยิ่งคือภายในสหภาพยุโรปกำลังเผชิญกับความแตกแยกใหญ่ๆ 3 ประเด็น
1.การปฏิรูปสหภาพยุโรป ฝรั่งเศส และเยอรมนีเสนอให้ยกเลิกการลงมติที่เป็นเอกฉันท์อันเป็นประเพณีที่ปฏิบัติมาแต่เก่าก่อน โดยให้แก้เป็นเสียงส่วนน้อยเคารพเสียงข้างมาก แต่โปแลนด์และประเทศในยุโรปตะวันออกกลางทำการคัดค้าน
2.ปัญหาผู้อพยพ เพราะฮังการี โปแลนด์ และสาธารณรัฐเช็กคัดค้านรุนแรง แต่เยอรมนีและฝรั่งเศสยินดีให้รับผู้อพยพโดยจัดตามสัดส่วน
3.ความเห็นค่านิยมของประเทศเกิดการแตกแยก รัฐบาลโปแลนด์และฮังการีถูกกล่าวหาว่าทำลายกระบวนการยุติธรรม เป็นเหตุให้เกิดความกดดันที่ใหญ่ยิ่ง
อีกประการหนึ่ง ตั้งแต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขึ้นดำรงตำแหน่ง การทูตสหรัฐได้ผลักดันลัทธิฝ่ายเดียว ทั้งนี้โดยให้น้ำหนักไปที่ NATO นอกจากไม่สนใจสหภาพยุโรป ยังกดดันการนำเข้าและส่งออกสินค้า ตัดงบประมาณด้านกลาโหม ตลอดจนการปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ เป็นเหตุให้ยูโรโซนต้องตกอยู่ในสภาพ “ผีซ้ำด้ำพลอย”
ฉะนั้น จึงเป็นการยืนยันว่า ประเทศจีนไม่มีเจตนาที่จะแบ่งแยกยุโรป

