แม้ว่าจะมีการเสนอ “รัฐบาลแห่งชาติ” ขึ้นมา ท่ามกลาง “ข่าวลือ” ในโลกแห่งโซเชียล มีเดีย คึกคักเป็นอย่างยิ่งแต่ในที่สุดทุกอย่างก็น่าจะเป็นไปตาม “แผน”
แผนอันกำหนดเอาไว้แล้วโดย “รัฐธรรมนูญ”
แผนอันกำหนดเอาไว้ตั้งแต่เมื่อมีการเซตซีโร่ กกต.ชุดเก่าแล้วสรรหา 7 กกต.ชุดใหม่เข้ามารองรับกับ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.อย่างเป็นการจำเพาะ
หากฟังเสียงจากพรรคพลังประชารัฐประสานเข้ากับจากพรรคประชาชนปฏิรูป ก็จะเข้าใจ
ก็จะเข้าใจว่าที่คิดว่าเป็น “ทางตัน” นั้นมิใช่ เพราะว่าอย่างน้อย คสช.และพรรคพลังประชารัฐก็มี 250ส.ว.
เป็นเหมือน “ตัวช่วย” อย่างสำคัญ
ปัญหาจึงมิได้อยู่ที่ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะได้เป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่
ปัญหาอยู่ที่ว่าเมื่อได้เป็นนายกรัฐมนตรีเพราะ 250 ส.ว.ให้การค้ำยืน การดำรงอยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะเป็นอย่างไรมากกว่า
นี่คือโจทย์อันสำคัญยิ่งในทางการเมือง
สําคัญเพราะว่า 1 หากว่าพรรคพลังประชารัฐจะบรรลุเป้าหมายได้จำเป็นต้องได้รับแรงหนุนจากพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคภูมิใจไทย
เมื่อต้องพึ่งพาจาก 250 ส.ว.
พรรคประชาธิปัตย์และพรรคภูมิใจไทยจะอธิบายอย่างไรกับหลักการของพรรคที่ประกาศต่อสาธารณะก่อนวันที่ 24 มีนาคม ว่าด้วยบทบาทของ 500 ส.ส. กับบทบาทของ 250 ส.ว.เพราะนี่คือสิ่งที่เรียกว่า “สัญญาประชาคม”
สัญญาประชาคมจากพรรคการเมืองในลักษณะเช่นนี้สำหรับการเลือกตั้งก่อนหน้าวันที่ 24 มีนาคมอาจเป็นเรื่องปกติอย่างธรรมดา
เพราะพรรคการเมือง “ส่วนใหญ่” ล้วนไม่แยแสสนใจ
ขณะที่การเมืองนับแต่การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มีนาคมเป็นต้นไป “สัญญาประชาคม” ไม่ว่าบนเวทีดีเบต
ไม่ว่าประกาศต่อสาธารณะล้วนเป็นเรื่องสำคัญ
ยิ่งกว่านั้น 1 ยังเป็นสภาพของพรรคประชาธิปัตย์
ถามว่าเหตุใดจึงมีการพยายามผลักดันในเรื่องของ “รัฐบาลแห่งชาติ” ดังขึ้นมาจากภายในพรรคประชาธิปัตย์
คำตอบก็คือ เพราะปัญหาและความขัดแย้ง
เป็นปัญหาและความขัดแย้งเนื่องจากการเลือกของพรรคประชาธิปัตย์นับแต่ภายหลังการเลือกตั้งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2544 เป็นต้นมา
ทำให้พรรคประชาธิปัตย์เข้าพัวพันกับ “รัฐประหาร”
ก่อนและหลังรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 ก็เห็นเด่นชัด ยิ่งก่อนและหลังรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 ยิ่งเด่นชัด
ทั้งหมดนี้คือรากฐานและมูลเชื้อของ “ปัญหา” อันเกิดขึ้นในพรรคประชาธิปัตย์
ไม่ว่าบางส่วนอันเรียกว่า “งูเห่า” ไม่ว่าทั้งหมดของพรรคประชาธิปัตย์อันเป็นไปตามมติของพรรคที่จะเข้าร่วมกับพรรคพลังประชารัฐ
นั่นย่อมเป็นปัญหาเหมือนปัญหาของพรรคภูมิใจไทย
การเป็นนายกรัฐมนตรีภายหลังการเลือกตั้งเมื่อเดือนมีนาคม 2562 จึงต่างไปจากการเป็นนายกรัฐมนตรีภายหลังรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557
นั่นก็คือ ไม่มี “มาตรา 44” อยู่ในมือ
นั่นก็คือ เป็นรัฐบาลที่ระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายค้านมีเสียงก้ำกึ่งกันและต้องแบ่งปันผลประโยชน์ตามระบบโควต้าอันประกอบส่วนขึ้นเป็นรัฐบาล
รัฐบาลเช่นนี้จะยั่งยืนมั่นคงเพียงใด คำตอบมีอยู่แล้ว

