Malcom Gladwell ในหนังสือ David and Goliath เชื่อว่าในความคิดของคนทั่วๆ ไป เรามักจะคิดว่า คนที่มีความได้เปรียบทำอะไรน่าจะประสบความสำเร็จได้ง่ายกว่า คนที่เสียเปรียบ คนจนเสียเปรียบในจุดเริ่มต้นไม่ว่าจะทำอะไรเมื่อเทียบกับคนรวย เรามักนึกไม่ถึงว่าคนรวย บางครั้งก็มีความเสียเปรียบ คนจนบางครั้งสามารถเปลี่ยนความจนเป็นโอกาสและความท้าทาย เรามักจะคิดว่าคนที่มีอำนาจ มีอาวุธ เมื่อต้องเผชิญกับศัตรูที่อ่อนแอกว่าย่อมมีความได้เปรียบ เรามักนึกไม่ถึงว่า มันแล้วแต่สถานการณ์หรืออำนาจก็มีขีดจำกัด
ตัวอย่างง่ายๆ สมรภูมิรบพันปีก่อนคริสตกาล ดินแดนปาเลสไตน์ จากคำภีร์ไบเบิล การต่อสู้ระหว่าง David เด็กเลี้ยงแกะซึ่งเป็นตัวแทนของฝ่ายอิสราเอลสู้กับนักรบยักษ์ใหญ่ Goliath ตัวแทนของบาเบเรียน ฟินลิสไตน์ (Philistine) ที่หมู่บ้าน Elah ซึ่งมีชื่อเสียงมาก สองเผ่านี้สู้รบกันมานานในสมรภูมิซึ่งโดยลักษณะที่ตั้ง ถ้าเป็นกองทัพสู้รบกัน ฝ่ายรุกรานจะมีความเสี่ยงตายสูงมาก เพราะสภาพทางภูมิศาสตร์ที่เป็นสันเขา และหุบเขาทำให้จะต้องลงไปที่ตีนเขาแล้วก็ปีนป่ายภูเขาไปอีกฝั่งหนึ่งของข้าศึก วิธีแก้ปัญหาจึงเป็นการท้าดวลกันตัวต่อตัวระหว่างนักรบที่เยี่ยมที่สุดของแต่ละฝ่าย David ขอกษัตริย์ Saul จากอิสราเอล ดวลกับ Goliath มีอาวุธครบครันทุกประเภท สวมเสื้อหุ้มเกราะครบชุดหนักกว่าร้อยปอนด์ และคิดว่าศัตรูจะใช้วิธีการต่อสู้เดิมๆ แต่ David มาเหนือเมฆ ไม่มีอะไรติดตัวยกเว้นก้อนหินไม่กี่ก้อนในกระเป๋าทักทาย Goliath ว่า “ลงมาซิ มีเนื้อแกะจะให้” Goliath สวนกลับว่า “ไอ้เด็กน้อย เอ็งคิดว่า ข้าเป็นสุนัขหรือ จึงเอาไม้ติดตัวมาด้วย” เมื่อ Goliath เข้ามาใกล้ David ใช้หนังสติ๊กยิงด้วยก้อนหินไปที่หน้าผากของเขา ทำให้เขาล้มลงทันที David กระชากมีดจากตัวของ Goliath ตัดคอเขาตายทันที
ชัยชนะของอนาคตใหม่นั้นเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ธรรมดา ได้หักปากกาเซียนและโพลหลายๆ โพล มีเรื่องที่น่าทึ่งหลายๆ เรื่อง แต่ความเสียเปรียบในฐานะที่เป็นพรรคใหม่สามารถเปลี่ยนเป็นความได้เปรียบหลังจากตั้งพรรคมาเพียงปีเดียว คล้ายๆ กับที่ Malcom Gladwell เขียนในหนังสือของเขา เรื่องแรกคือเรื่องการใช้เงิน อัตราส่วนของจำนวน ส.ส.ต่อการใช้เงินของอนาคตใหม่น่าจะอยู่ในเกณฑ์ที่ดีมาก อนาคตใหม่น่าจะใช้เงินไม่มากต่อการชนะ ส.ส.หนึ่งคน (ส.ส.ทั้งหมดยังไม่นิ่ง 80-88 คน) เมื่อเปรียบเทียบกับพรรคการเมืองเก่าๆ หรือเมื่อเทียบกับพลังประชารัฐ (พปชร.) ซึ่งโดยผิวเผินเหมือนเป็นพรรคใหม่ แต่ในความเป็นจริง มีอายุใกล้เคียงกับอายุของ คสช. คะแนนของอนาคตใหม่ที่เกือบ 6.3 ล้านเสียง อาจดูเป็นรอง พปชร. ซึ่งได้ประมาณ 8.4 ล้าน รวมทั้ง ส.ส.เขต 30 คน เมื่อเทียบกับ 97 คนของ พปชร. แต่เราต้องไม่ลืมว่า ถ้าดูจากเงินที่ระดมทุนได้จากโต๊ะจีนเกือบ 700 ล้าน รวมทั้งการที่อย่างน้อยครึ่งหนึ่งของ ส.ส.เขต 97 คน มาจากการดูดจากพรรคเพื่อไทยและพรรคอื่นๆ หรือพรรคของคุณสุเทพซึ่งระดมทุนจากการเลี้ยงโต๊ะจีน ได้ในระดับร้อยๆ ล้าน แต่ได้ ส.ส.มาเพียง 5 คน ที่แน่นอนก็คือที่สังเกตได้ในกรุงเทพฯ โดยเปรียบเทียบเช่นเดียวกัน แม้อนาคตใหม่จะได้คะแนนการออกเสียงจากประชาชนสูงสุดเกือบหนึ่งล้านเสียง แต่เราจะสังเกตป้ายหาเสียงตามท้องถนนมีน้อยมากเมื่อเทียบกับพรรคอื่นๆ การใช้โซเชียลมีเดียและความนิยมในตัวของธนาธร คงเป็นส่วนสำคัญต่อประสิทธิผลและการประหยัดต้นทุนในการเลือกตั้งของพรรคอนาคตใหม่ อย่างไรก็ตาม โซเชียลมีเดียเป็นเพียงเครื่องมือ ถ้าพรรคไม่มีสินค้าที่น่าสนใจ (อุดมการณ์ นโยบาย เป็นต้น) โซเชียลมีเดียก็อาจจะช่วยอะไรไม่ได้มาก
ขณะที่พรรคเก่าแก่ เช่น เพื่อไทย ประชาธิปัตย์ อาจจะมีความได้เปรียบที่มีฐานเสียงแน่นหนาอยู่จำนวนหนึ่งในอดีตหรือพลังประชารัฐ แม้เป็นพรรคใหม่แต่ก็มีด้านลบ คือ ถูกมองว่าเป็นพรรคสืบทอดอำนาจเผด็จการทหาร ในเมืองไทยมีคนชอบและไม่ชอบทักษิณอาจจะฝ่ายละครึ่ง เพื่อไทยยังไม่สามารถลบภาพของการเป็นพรรคการเมืองที่เคยด่างพร้อยเรื่องการทุจริต ประชาธิปัตย์ซึ่งในอดีตย้อนไปหลายสิบปี แม้จะเคยมีประวัติเป็นพรรคที่ต่อต้านเผด็จการทหาร และต่อต้านการรัฐประหาร การเมืองในช่วงประชาธิปไตยเต็มใบในสิบกว่าปีที่ผ่านมา ประชาธิปัตย์เองก็ถูกมองว่าเป็นพรรคที่เป็นเสรีนิยมแต่ในนามแต่เอียงขวา คัดค้านการเลือกตั้ง จัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหารรวมทั้งโดยตรงหรือโดยอ้อมเป็นส่วนหนึ่งของมูลเหตุที่นำไปสู่การปฏิวัติในปี 2557 ณ บัดนี้ประชาธิปัตย์เป็นแต่ชื่อ เป็นพรรคที่อิงกับฐานอำนาจถูกมองว่าไม่ได้เป็นเสาหลักหรือหัวหอกในการส่งเสริมประชาธิปไตย แม้ถึงขณะนี้พรรคเองก็แตกแยกทางความคิดที่มี 2 ฝ่าย เรื่องการเข้าร่วมกับไม่ร่วมเป็นรัฐบาลกับพลเอกประยุทธ์หลังจากพบว่าพรรคแพ้ยับเยินในการเลือกตั้งที่ผ่านมาในกรุงเทพฯและภาคใต้ ตรงกันข้ามอนาคตใหม่ นอกจากปราศจากมลทินหรือแผลในประเด็นข้างต้นแล้ว ภาพของการเป็นพรรคที่ไม่ซื้อเสียง ไม่ใส่ร้ายป้ายสีหรือการที่หัวหน้าพรรคธนาธรสร้าง blind trust มาตรฐานสูงก่อนเป็น ส.ส.หรือรัฐมนตรี
เราจึงไม่ได้เห็นวาระสังคมที่ก้าวหน้าในการเลือกตั้งครั้งนี้จากประชาธิปัตย์และเพื่อไทย โดยเฉพาะการปฏิรูปกองทัพ ซึ่งตรงกันข้ามกับพรรคอนาคตใหม่อย่างสิ้นเชิง คนรุ่นใหม่น่าจะชอบวาระสังคมที่ก้าวหน้า โดยเฉพาะการตอกย้ำประชาธิปไตย เสรีภาพ ความเสมอภาคและที่ชอบมากคือ การปฏิรูปกองทัพ
การตระหนักว่าจะมีผู้ออกเสียงใหม่ของคนอายุ 18-25 เป็นผู้ออกเสียงเป็นครั้งแรกประมาณ 7.3 ล้านคน หรือประมาณร้อยละ 15 ของผู้มีสิทธิออกเสียงทั้งหมดทำให้อนาคตใหม่ในฐานะพรรคใหม่สามารถออกแบบสินค้าให้ตรงกับความต้องการของคนรุ่นใหม่ ขณะเดียวกันก็ดลใจกับคนที่มีการศึกษา มีหัวก้าวหน้า ดังจะเห็นได้ว่าจักรกลสำคัญของพรรค 3 คน คือ หัวหน้าพรรค เลขาธิการและโฆษกพรรคหรือธนาธร ปิยบุตร และช่อพรรณิการ์ (ธปช.) มีความรู้รอบและขีดความสามารถ และเสน่ห์ในการสื่อสารสร้างแรงดลใจทั้ง 3 คน ล้วนอยู่ในวัย 30-40 ต้นๆ ซึ่งก็เป็นจริงสำหรับ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 10 คนแรก (ยกเว้น พลโท พงศกร อายุ 62) ที่พรรคกำหนดให้เป็นว่าที่รัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ ส.ส. ทั้ง 350 เขตส่วนใหญ่มีอายุไม่เกิน 45 ปี
ความใหม่ทำให้อนาคตใหม่สามารถสร้างภาพของการเป็นพรรคที่มีความคิดก้าวหน้าของคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความเท่าเทียมกัน ทั้งทางเพศ เศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ซึ่งเป็นค่านิยมสากล อนาคตใหม่ให้ความสำคัญกับการสร้างภาพพจน์ของการเป็นคนธรรมดาๆ ไม่ชื่นชมกับวัฒนธรรมเจ้าขุนมูลนายหรือความคิดวัฒนธรรมเชิงเดี่ยว ตรงกันข้ามเน้นพหุวัฒนธรรม โดยเฉพาะทางชาติพันธุ์ ทั้งหมดนี้เห็นได้จากการมีตัวแทนของ ส.ส.ในระบบบัญชีรายชื่อ
มีปัจจัยอะไรอีกที่เป็นความใหม่หรือเป็นนวัตกรรมทางการเมือง หรือการเมืองใหม่ เปลี่ยนความเสียเปรียบให้กลายเป็นความได้เปรียบ
ความใหม่ซึ่งบางคนมองว่าเป็นความเสียเปรียบเพราะไม่มีฐานคะแนนเสียงระดับเขต หรือไม่มีประสบการณ์ทางการเมือง กลายเป็นความได้เปรียบได้ ถ้าตลาดการเมืองจากประสบการณ์ในอดีต เบื่อพรรคและนักการเมืองหน้าเก่าๆ ต้องการหาและมองอะไรใหม่ๆ ถ้าใช้ศัพท์แสงการตลาด มันมี Demand รองรับอยู่ก่อนแล้ว สิ่งที่ต้องการคือ Supply (หัวหน้าพรรค เลขาธิการ โฆษก ผู้สมัคร อุดมการณ์ นโยบาย) ที่ตรงกับความต้องการ ไม่ว่าจะเป็นคนรุ่นใหม่หรือรุ่นอื่นๆ ก็ตาม
อะไรคือ core competency ของพรรคอนาคตใหม่
ถ้าการต่อสู้ทางการเมืองคือ การต่อสู้กันทางความคิดเพื่อชิงความมีอำนาจนำ อนาคตใหม่ให้ความสำคัญกับยุทธศาสตร์หรือยุทธวิธีนี้มากกว่าพรรคอื่น แม้พรรคจะลงทุนทำการบ้านมาอย่างดีค่อนข้างสมบูรณ์ นโยบายระดับสาขาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา การสาธารณสุข สวัสดิการแห่งรัฐ เกษตรก้าวหน้า (ไม่เน้นจำนำราคาพืชผล) อุตสาหกรรมเพื่อสร้างการมีเทคโนโลยีของเราเอง ระบบคมนาคมที่เท่าทันโลก
ขณะเดียวกันก็เป็นกลไกในการสร้างความเท่าเทียมกัน การมีรัฐบาลที่เปิดและโปร่งใสเพื่อลดคอร์รัปชั่น เป็นต้น แต่อนาคตใหม่หาประโยชน์หรือฉวยโอกาสจากการที่ประเทศไทยอยู่ภายใต้กติกาและสถาบัน ซึ่งออกแบบมาไม่เป็นประชาธิปไตย และพลเอกประยุทธ์กำลังจะสืบทอดอำนาจ โดยการเสนอกรอบความคิดเรื่องต้นตอปัญหาของประเทศไทย มาจากการที่ประเทศไทยตั้งแต่ 2475 ไม่สามารถสร้างประชาธิปไตยให้เป็นปึกแผ่น อนาคตใหม่โดยธนาธรปิยบุตร ช่อพรรณิการ์ ตอกย้ำว่าประชาธิปไตยและเสรีภาพเป็นค่านิยมสากล (อมาตยาเซน) ประชาธิปไตยกินได้ (ดูได้จากการเกิดนโยบายสามสิบบาทรักษาทุกโรค) ไทย PBS บอกว่าประชาธิปไตยคือ ลมหายใจของธนาธร ประชาธิปไตยไม่ขัดขวางความเจริญเติบโตและเป็นกลไกในการนำมาซึ่งความเท่าเทียมกัน โดยดูได้จากประสบการณ์ของประเทศที่เจริญแล้ว แม้พรรคการเมืองมีปัญหาแต่อนาคตใหม่เชื่อว่าในประวัติศาสตร์ไทยกองทัพโดยนายพลทหารการเมืองไม่กี่คนและรัฐประหารคือ อุปสรรคและเป็นปฏิปักษ์ต่อการพัฒนาประชาธิปไตยของไทย
ถ้าจะเปลี่ยนประเทศไทยจะต้องปฏิรูปกองทัพโดยกลไกรัฐสภา อนาคตใหม่ไม่กลัวพร้อมจะชนกับกองทัพ ความฝันของอนาคตใหม่คือสร้างความหวังให้ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตย เป็นเสรีนิยม เป็นรัฐสวัสดิการเหมือน “going to Denmark” (Fukuyama 2014 เดนมาร์กมีประชาธิปไตยที่มีคุณภาพ จาก 3 เสาหลัก คือ หลักนิติธรรม รัฐที่มีคุณภาพเข้มแข็งและกระบวนการรับผิด หรือ accountability) คือมอง Denmark เป็นต้นแบบ เป็นประเทศที่คนมีความสุขมากที่สุด สามนิ้วที่ธนาธรชูขึ้นที่หน้า สน.ปทุมวัน น่าจะหมายถึงเสรีภาพ เสมอภาคและภราดรภาพ จากภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง ผู้เขียนคิดว่าทั้งหมดนี้ชนะใจ voter ทั้งคนรุ่นเก่าและรุ่นใหม่และไม่มีอะไรที่บอกว่าอนาคตใหม่หรือธนาธรเป็น “ซ้ายจัด ดัดจริต”
แนวคิดหรือปรัชญาทางการเมืองของอนาคตใหม่คือ การบูรณาการประชาธิปไตย เสรีนิยม (ซึ่งเน้นเสรีภาพ) และสวัสดิการ หรือ liberal democratic capitalistic welfare state โดยการขับเคลื่อนนโยบายที่ไม่เน้นนโยบายเชิงประเด็นหรือปะผุ หรือ politics of incrementalism แต่มุ่งการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างทางอำนาจ (เป็น politics of structuralism) ที่ยังไม่เป็นธรรมระหว่างชนชั้นและระหว่างกรุงเทพฯกับต่างจังหวัด (ซึ่งต้องทำลายทุนผูกขาด เลิกรัฐราชการรวมศูนย์ ปฏิรูปกองทัพ สถาปนาอำนาจพลเรือนเหนือกองทัพ) ซึ่งเป็นต้นตอของปัญหาและต้องแก้ด้วยการเมืองแบบประชาธิปไตยที่อำนาจเป็นของประชาชน ไม่ใช่ของชนชั้นนำเพียงบางกลุ่ม
อนาคตใหม่เชื่อว่าถ้าไม่ปฏิรูปกองทัพเปลี่ยนประเทศไทยไม่ได้ ประเทศไทยจะไม่มีวันไปถึงดวงดาว จะไม่มีวันไปถึงเดนมาร์ก ปฏิรูปกองทัพเพื่อไม่ให้ทหารทำรัฐประหารได้และสถาปนาอำนาจพลเรือนเหนือกองทัพ ประเทศไทยก็จะเป็นประชาธิปไตยที่ยั่งยืนได้
ไม่น่าแปลกใจก่อนจะถึงเดนมาร์ก ซึ่งยังอีกไกลกระสุนตกไม่หยุดยั้งที่อนาคตใหม่

