หน้าแรก คอลัมนิสต์ ไทยพบพม่า : พ...

ไทยพบพม่า : พม่ากับปักกิ่ง (8) : โดย ลลิตา หาญวงษ์

19.04.19 | 13:23 น.
หนังสือพิมพ์ลูดุ้ หรือ The People หนังสือพิมพ์เอียงซ้ายที่ถูกสั่งปิดไปในปี 1967

ในสัปดาห์ก่อนๆ เราพูดถึงความปั่นป่วนที่เกิดขึ้นในความสัมพันธ์ระหว่างพม่ากับจีนหลังรัฐประหารของนายพล เน วิน ในปี 1962 ซึ่งใกล้เคียงกับช่วงที่จีนเข้าสู่ยุคปฏิรูปภายใต้การปฏิวัติวัฒนธรรมของพรรคคอมมิวนิสต์จีน เมื่อประกอบกับความหวาดระแวงมหาอำนาจทั้งสองฝั่ง (สหรัฐอเมริกา และโซเวียต-จีน) ที่พม่ามีเป็นทุนเดิมอยู่แล้วนั้น ยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างพม่ากับจีน (หรือกับประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ) ไม่สู้ดีนักตลอดทศวรรษ 1960 และ 1970 การแทรกซึมเข้ามาของอาสาสมัครเรดการ์ดสามารถยึดตรึงพื้นที่ในชุมชนชาวพม่าเชื้อสายจีนได้จำนวนมาก รัฐบาลพม่าจึงระมัดระวังท่าทีที่ตนมีต่อจีนเป็นพิเศษ สำหรับสาธารณชนพม่าเองก็ไม่พอใจกิจกรรมลับๆ ของจีนที่พยายามบ่มเพาะลัทธิชาตินิยมชาวจีนในพม่า นำไปสู่การจลาจลทางเชื้อชาติครั้งใหญ่ในปี 1967 แม้จะมีการประกาศเคอร์ฟิว แต่รัฐบาลพม่าก็ยังปล่อยให้กลุ่มผู้ประท้วงชาวพม่าเดินขบวนประท้วงรัฐบาลจีนและชาวจีนในพม่าต่อไป สร้างความหวาดกลัวและความเกลียดชังทางเชื้อชาติที่ลึกๆ แล้วยังฝังอยู่ในสังคมพม่ามาจวบจนปัจจุบัน

อาจไม่ผิดนักที่จะกล่าวว่ารัฐบาลพม่าจงใจสร้างโฆษณาชวนเชื่อเพื่อสร้างความเกลียดชังชาวจีน ตั้งแต่รัฐประหารในปี 1962 กฎอัยการศึกที่คณะรัฐประหารควักออกมาใช้มีความเข้มงวดมาก แต่เมื่อมีการจลาจลขึ้นในย่างกุ้ง กองทัพกลับปล่อยให้ชาวพม่าโจมตีโรงเรียน องค์กร และชุมชนชาวจีนได้ตามใจปรารถนา ไม่มีการห้ามปรามใดๆ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะรัฐบาลพม่าใช้โอกาสนี้ปลูกฝังความรักชาติไปพร้อมๆ กับการบ่มเพาะให้ชาวพม่าเกลียดชังคอมมิวนิสต์มากขึ้น หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งประเมินไว้ว่าชาวพม่าที่เข้าร่วมการประท้วงต่อต้านจีนในปี 1967 มีมากกว่า 1 ล้านคน และเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงทั่วประเทศถึงเกือบ 300 จุด เป้าหมายท้ายสุดของรัฐบาลพม่าไม่ได้อยู่ที่ความเกลียดชังชาวจีน หรือสาธารณรัฐประชาชนจีน แต่ต้องการกำจัดอิทธิพลของพรรคคอมมิวนิสต์พม่า ที่ในเวลานั้นได้รับการสนับสนุนค้ำชูจากรัฐบาลจีน การประท้วงจีน และการต่อต้านการแทรกแซงของต่างชาติ เท่ากับเป็นการโปรโมตบทบาทผู้นำของคณะรัฐประหารของเน วินไปด้วยในตัว และยังทำให้การปราบปรามผู้ที่ต่อต้านรัฐบาล รวมทั้งปัญญาชนฝ่ายซ้าย ดูสมเหตุสมผลมากกว่าที่เคย

ในปีเดียวกันนั้น รัฐบาลของเน วินสั่งปิดโรงพิมพ์และที่ทำการของหนังสือพิมพ์ “ลูดุ้” (Ludu แปลว่าประชาชน) ของนักเขียนชื่อดัง ลูดุ้ อู หละ (Ludu U Hla) และลูดุ้ ด่อ อะมา (Ludu Daw Amar) ที่มัณฑะเลย์ เพราะมองว่าหนังสือพิมพ์รายวันเอียงซ้ายของสามีภรรยาคู่นี้เป็นภัยต่อความมั่นคงและความสมัครสมานสามัคคีของคนในชาติ ก่อนหน้านี้ เน วินแสดงความไม่เป็นมิตรต่อฝ่ายซ้ายในพม่ามาตลอด (ทั้งๆ ที่ตนก็เติบโตมาจากขบวนการฝ่ายซ้ายในช่วงก่อนพม่าได้รับเอกราช) แต่เมื่อสบโอกาส จึงใช้ข้ออ้างเรื่องการแทรกแซงของคอมมิวนิสต์จีนสั่งปิดหนังสือพิมพ์ลูดุ้ อย่างไรก็ตาม เมื่อการจลาจลทางเชื้อชาติเริ่มซาลง อิทธิพลของรัฐบาลที่ปักกิ่งต่อชุมชนชาวจีนในพม่าน้อยลงไปมาก เพราะฝ่ายหลังถูกควบคุมอย่างใกล้ชิด และรัฐบาลจีนก็ไม่ได้มีอิทธิพลต่อกระบวนการตัดสินใจของรัฐบาลพม่ามากเหมือนก่อน อาจกล่าวได้ว่าการจลาจลทางเชื้อชาติในปี 1967 เป็นอีกจุดเปลี่ยนที่สำคัญในสองมิติ ในมิติแรก แม้จะยังยอมรับว่าจีนเป็นชาติมหาอำนาจ แต่รัฐบาลพม่าไม่ต้องการเข้าหาจีนเหมือนแต่ก่อน เหตุผลอาจมาจากจุดเปลี่ยนในมิติที่สอง คือเน วินมองว่าตนได้ “มวลชน” มาอยู่ฝั่งตนมากขึ้น และสามารถกระตุ้นความรู้สึกรักชาติในหมู่ชาวพม่าได้สำเร็จ รัฐบาลเน วินยืนยันจะรักษานโยบายเป็นกลางในสงครามเย็นต่อไปอย่างเคร่งครัด ประกาศยกเลิกโครงการความช่วยเหลือของจีนที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 1961 และให้ทุนพม่าไปแล้วเป็นมูลค่ารวมกว่า 60 ล้านเหรียญสหรัฐ รัฐบาลพม่านำเงินบริจาคจากรัฐบาลจีนไปสร้างสะพานแห่งหนึ่งในรัฐฉาน และอีกแห่งหนึ่งใกล้กับย่างกุ้ง และโรงงานอีก 7 แห่ง ช่างเทคนิคที่จีนส่งเข้ามาร่วม 400 คน ถูกส่งกลับจีนในปลายปี 1967

หลังการจลาจล ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศแย่ลงตามลำดับ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ทั้งย่างกุ้งและปักกิ่งก็กลับมาสานสัมพันธ์กันอีกครั้ง ต่างฝ่ายต่างลดทิฐิมานะของตนลง เพราะย่อมเข้าใจดีว่าความมั่นคงของแต่ละชาติจะเกิดขึ้นไม่ได้หากไม่สานสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้านติดกับตนด้วย เอกอัครราชทูตจีนคนใหม่ถูกส่งไปประจำที่ย่างกุ้งในปลายปี 1970 หลังจีนเรียกตัวเอกอัครราชทูตตนกลับเมื่อ 3 ปีก่อน ความสัมพันธ์ที่เริ่มดีขึ้นมิได้หมายความว่าพม่ายอมจำนนต่อจีน หากแต่ยอมกลับไปคบหากับจีนตามมารยาททางการทูต ปัจจัยเดียวที่พม่าหวาดระแวงจีนมากกว่าประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ คือการที่จีนยังคงให้การสนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์พม่ามาโดยตลอด แม้จะมีเสียงทักท้วง และการเดินทางไปเจรจาที่ปักกิ่งหลายครั้ง แต่จีนก็ยังสนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์พม่าต่อไป ผ่านเครือข่ายของชาวจีนในพม่า อย่างไรก็ดี การสนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์พม่าโดยมากเป็นความช่วยเหลือที่ไม่มากมายนัก และมักทำกันโดยเครือข่ายใต้ดิน แต่เมื่อเกิดปัญหาข้อพิพาทระหว่างขึ้น จีนจงใจแก้เผ็ดโดยหันไปสนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์พม่าอย่างเต็มตัว

ในอันที่จริง จีนมีความพยายามส่งเสริมให้พรรคคอมมิวนิสต์พม่าเปิดการเจรจากับกองทัพพม่ามาตลอด เมื่อเน วินเข้ามารับตำแหน่ง จีนเป็นผู้ผลักดันให้มีการเจรจาสันติภาพ เพราะเล็งเห็นว่าการต่อสู้ที่ยืดเยื้อกับกองทัพพม่าจะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์โภชผลใดๆ และจะยิ่งทำให้สมาชิกพรรคชั้นผู้น้อยสูญเสียกำลังใจ และอาจนำไปสู่การล่มสลายของพรรคคอมมิวนิสต์พม่าในที่สุด ดังนั้น ทางที่ดีที่สุดที่จีนแนะนำตัวแทนพรรคคอมมิวนิสต์พม่าคือการ “ออกจากป่า” เข้าสู่โต๊ะเจรจา และนำพรรคคอมมิวนิสต์กลับเข้าไปเป็นพรรคบนดิน ต่อสู้กันในทางอุดมการณ์ทางการเมือง แทนการจับอาวุธขึ้นสู้ ปักกิ่งไม่ต้องการให้พรรคคอมมิวนิสต์สูญสลายไป (แม้ในทศวรรษ 1960 จะอ่อนแรงไปมากแล้วก็ตาม) จึงอาสาเป็นตัวกลางตั้งโต๊ะเจรจาระหว่างรัฐบาลพม่ากับพรรคคอมมิวนิสต์ แต่ในที่สุด การเจรจาสันติภาพก็ไม่เป็นผล จีนยังคงแทรกซึมเข้าไปในพม่าผ่านพรรคคอมมิวนิสต์พม่า จนกระทั่งสิ้นสุดยุคปฏิวัติวัฒนธรรมในจีนเมื่อเหมาเจ๋อตุงถึงแก่อสัญกรรมในปี 1976

Advertisement

การสนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์พม่า (และชนกลุ่มน้อยบางกลุ่ม) ของรัฐบาลจีนยังมีเกร็ดที่น่าสนใจอีกมาก และมีส่วนสำคัญที่ทำให้สงครามกลางเมืองในพม่ายืดเยื้อมาหลายสิบปี โปรดติดตามได้ในตอนต่อไป