ตลอดระยะเวลาที่ผมมีโอกาสทำงานกับสหกรณ์ออมทรัพย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จำกัด ในฐานะประธานกรรมการดำเนินการสหกรณ์ ผมได้เรียนรู้ ซึมซาบ สิ่งที่ดี และงดงาม ในสหกรณ์และขบวนการสหกรณ์มากมาย ท่ามกลางปัญหาที่ถาโถมเข้ามาอย่างไม่หยุดหย่อน ผมพบว่าปัญหาส่วนใหญ่ เกิดจาก “คน” ไม่ว่าจะเป็นคนในสหกรณ์ คนในขบวนการสหกรณ์ และคนที่กำกับดูแลสหกรณ์ มากกว่าปัญหาที่เกิดจากโครงสร้าง หรือตัวบทกฎหมายของสหกรณ์
ด้วยเหตุนี้ ผมจึงเน้น และให้ความสำคัญกับการสร้าง การพัฒนา และการทำนุบำรุงรักษาไว้ซึ่งสิ่งที่ผมเรียกว่า “จิตวิญญาณสหกรณ์” ให้กับคนในขบวนการสหกรณ์มาโดยตลอด แต่ผมยอมรับว่ามันเป็นเรื่องไม่ง่ายเลยเพราะในความเป็นจริง มันมีเรื่อง “อำนาจ” เรื่อง “ผลประโยชน์” เข้ามาเกี่ยวข้องอยู่มาก คนในขบวนการสหกรณ์ที่เป็นคนดี และเป็นคนเก่งจำนวนหนึ่ง จึงไม่ได้รับโอกาสเข้ามาทำงานบริหารงานสหกรณ์หากไม่ได้อยู่ในกลุ่มอำนาจหรือกลุ่มผลประโยชน์ที่ดำรงอยู่ เนื่องจากปัจจัยหลักที่สำคัญประการหนึ่งคือ กระบวนการได้มาซึ่งผู้บริหารสหกรณ์ในทุกระดับ (สหกรณ์ ชุมนุมสหกรณ์ สันนิบาตสหกรณ์) เท่าที่ผมรู้ จากการที่มีประสบการณ์ตรงด้วยตนเอง และการได้รับการบอกเล่าจากคนในขบวนการสหกรณ์ มันเป็นกระบวนการ “การเมือง” ทำนองเดียวกับระบบและกระบวนการทางการเมืองในทุกระดับของประเทศ มีการแบ่งพรรคแบ่งพวก โจมตีใส่ร้ายฝ่ายตรงข้าม…
เพื่อสร้างเสริมโอกาสให้สหกรณ์หลุดจากวงจรอุบาทว์ดังกล่าว คนในสหกรณ์และขบวนการสหกรณ์จะต้องให้ความสนใจ มุ่งมั่นตั้งใจพัฒนาสหกรณ์ และขบวนการสหกรณ์ ด้วยการพัฒนา “คน” สหกรณ์ให้มีจิตวิญญาณสหกรณ์ หากต้องการให้สหกรณ์และขบวนการสหกรณ์มีความเจริญก้าวหน้าและมั่นคงอย่างยั่งยืน แน่นอนว่าเรื่องนี้ต้องใช้เวลา แต่เราก็ต้องมีความมุ่งมั่นตั้งใจ แก้ไขในสิ่งผิด สร้างเสริมสิ่งที่ถูกต้องดีงาม เสริมสร้างและพัฒนาจิตวิญญาณสหกรณ์ให้แข็งแกร่งขึ้นไปเรื่อยๆ
แล้วจิตวิญญาณสหกรณ์คืออะไร?
จิตวิญญาณสหกรณ์โดยรวมหมายถึงผลรวมที่เป็นแก่นแกนของปรัชญา หลักการ และอุดมการณ์ของสหกรณ์ที่หล่อหลอมความเป็นคนสหกรณ์ ให้มีลักษณะและคุณสมบัติที่แตกต่างไปจากเจ้าของและคนทำงานในสถาบันการเงินโดยปกติทั่วๆ ไป ที่เน้นผลประโยชน์ตอบแทนทางธุรกิจ มากกว่าการช่วยเหลือเกื้อกูลกันเพื่อให้พึ่งพาตนเองและช่วยเหลือผู้อื่นได้ตามหลักการและอุดมการณ์ของสหกรณ์
เมื่อจิตวิญญาณต่าง แนวคิด และแนวปฏิบัติก็ย่อมต่าง
สัมพันธภาพระหว่างพ่อแม่กับลูก ย่อมต่างไปจากสัมพันธภาพระหว่างครูกับลูกศิษย์ ระหว่างเพื่อนกับเพื่อน และแตกต่างโดยสิ้นเชิงระหว่างเจ้าของธุรกิจกับลูกค้า
พ่อแม่ให้ความสำคัญกับเรื่องความรัก ความห่วงใย ความปรารถนาดีต่อลูกมากกว่าหลักธรรมาภิบาลและการบริหารความเสี่ยงตามนัยที่พูดถึงกันในวงการธุรกิจ ส่วนเจ้าของธุรกิจให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยง และผลตอบแทนทางธุรกิจที่คุ้มค่า มากกว่าความรักความห่วงใย และความปรารถนาดีต่อลูกค้าหรือลูกหนี้
ในขณะที่สหกรณ์ให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือเกื้อกูลกันระหว่างสมาชิกและขบวนการสหกรณ์ สถาบันการเงินกระแสหลักให้ความสำคัญกับอะไร? ประสิทธิผล และประสิทธิภาพในการทำกำไร?
เมื่อจิตวิญญาณต่าง แนวคิด และแนวปฏิบัติก็ย่อมต่าง
ผมเป็นคนหนึ่งในจำนวนไม่มากนักที่พยายามนำเสนอและผลักดันให้มีการระบุและนำจิตวิญญาณสหกรณ์ (ปรัชญา หลักการ อุดมการณ์ของสหกรณ์) เข้าไปบรรจุไว้ใน พ.ร.บ.สหกรณ์ ทั้งในส่วนที่เป็นหลักและเหตุผล และมาตราที่สำคัญของ พ.ร.บ. เพื่อเน้นย้ำความสำคัญของเรื่องนี้ แต่เมื่อตรวจสอบ เนื้อหาสาระของ พ.ร.บ.สหกรณ์ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2562 ที่ลงประกาศในราชกิจนุเบกษา เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2562 และจะมีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 60 วัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไปแล้ว ไม่พบว่ามีการระบุหรือใช้คำว่า “จิตวิญญาณสหกรณ์” ใน พ.ร.บ.ฉบับนี้
โดยนัยนี้ พ.ร.บ.ฉบับนี้จึงเป็น พ.ร.บ.สหกรณ์ที่ไม่มีจิตวิญญาณสหกรณ์อยู่เลย
สิ่งที่เพิ่มขึ้นและชัดเจนขึ้น คือ การเพิ่มอำนาจให้นายทะเบียนสหกรณ์ หน่วยเหนือที่กำกับดูแลสหกรณ์ เพิ่มบทบาทของกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย เพิ่มบทลงโทษที่รุนแรงขึ้น
และเมื่อลองตามหาคำหลักสามคำคือ ปรัชญา หลักการ และอุดมการณ์ ของสหกรณ์ ก็พบว่าไม่ปรากฏคำว่า ปรัชญาและอุดมการณ์ของสหกรณ์ใน พ.ร.บ.ฉบับนี้เช่นกัน ส่วนคำว่าหลักการ มีปรากฏเพียงที่เดียวและครั้งเดียวในส่วนที่หนึ่ง ว่าด้วยการจัดตั้งและการจดทะเบียนสหกรณ์ในหมวดที่ 3
ตกลง จิตวิญญาณสหกรณ์ (ปรัชญา หลักการ อุดมการณ์สหกรณ์) ซึ่งเป็นแก่นแกนสำคัญของความเป็นสหกรณ์ ไม่ได้รับความสำคัญ ไม่มีบทบาท ไม่ได้นำมาใช้เป็นกรอบหลักในการเขียน พ.ร.บ.ฉบับนี้ใช่หรือไม่?
เพราะตามหาใน พ.ร.บ.ไม่เจอ จึงขอถามหาจากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดทำ พ.ร.บ.ฉบับนี้ว่า จิตวิญญาณสหกรณ์ (ปรัชญา หลักการ อุดมการณ์สหกรณ์) หายไปไหน?
กฎหมายสหกรณ์ที่ปราศจากจิตวิญญาณสหกรณ์ ก็เปรียบเสมือน “ร่างที่ไร้วิญญาณ” หรือ “ผีดิบที่เดินได้”
หรือเพราะท่านเชื่อจริงๆ ว่า การเพิ่มอำนาจให้นายทะเบียนสหกรณ์และหน่วยเหนือ กับการเพิ่มบทลงโทษที่รุนแรงขึ้น จะช่วยแก้หรือลดปัญหาที่เคยเกิดกับสหกรณ์ได้?
โดยส่วนตัว ผมไม่เชื่อว่าการเพิ่มอำนาจให้นายทะเบียนสหกรณ์และหน่วยเหนือ รวมไปถึงการเพิ่มบทลงโทษที่หนักและเข้มข้นขึ้น จะแก้ไขหรือลดปัญหาของสหกรณ์แบบที่เคยเกิดขึ้นในอดีตได้ ในอีกมุมหนึ่งที่ตรงกันข้าม อำนาจและบทลงโทษที่เพิ่มขึ้น อาจจะบั่นทอนหรือส่งผลกระทบด้านลบต่อการส่งเสริมงานสหกรณ์ได้
แต่ไหนๆ พ.ร.บ.สหกรณ์ก็ออกมาแล้ว เราคงไม่สามารถปฏิเสธได้ ทางเลือกที่น่าจะดีที่สุดในระหว่างที่ยังไม่มีการปรับปรุงแก้ไขก็คือ การที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องหันหน้ามาพูดคุยกันแบบสุนทรียสนทนา (Dialogue) เพื่อช่วยกันรังสรรค์สหกรณ์และขบวนการสหกรณ์ที่พึงประสงค์ร่วมกัน ภายใต้กรอบกติกาที่มีอยู่ มีการฟังกันอย่างลึกซึ้ง (Deep Listening) มากขึ้น ฟังเพื่อให้เข้าใจความหมายที่แท้จริง ไม่ใช่ฟังเพื่อจ้องจับผิด ไม่รีบด่วนสรุปตัดสินผู้อื่นตามความเชื่อ ความรู้ และมาตรฐานของตนเองเร็วเกินไป และที่สำคัญ มีการทำการสะท้อนการเรียนรู้ (Learning Reflection) ร่วมกันเป็นระยะๆ ภายใต้บรรยากาศของสุนทรียสนทนา
หรืออย่างน้อยก็ขอให้พูดคุยกันในลักษณะของคนในครอบครัวเดียวกัน ซึ่งมีความรัก ความเมตตา และความผูกพันระหว่างกันเป็นฐาน มีเจตนาที่จะช่วยเหลือซึ่งกันและกัน อาจจะทะเลาะเบาะแว้งกันบ้าง แต่ก็ไม่จำเป็นต้องถึงกับมีการฆ่าฟันกัน
จุมพล พูลภัทรชีวิน
www.thaissf.org, twitter.com/jitwiwat
สนับสนุนโดย มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์

