สําหรับคนรุ่นหลังเดือนตุลาแบบผมและอีกมากมายในประเทศนี้ เดือนพฤษภาคมเป็นเดือนที่มีงานรำลึกมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในเรื่องของเหตุการณ์พฤษภาทมิฬปี 2535 เหตุการณ์การเสียชีวิตของผู้ชุมนุมที่แยกราชประสงค์ปี 2553 และเหตุการณ์การทำรัฐประหารในปี 2557
ก็ยังไม่รู้ว่า จากนี้ในปีต่อๆ ไปจะมีเหตุการณ์อะไรเพิ่มขึ้นมาอีก ที่จะต้องรำลึกกันอีกมากไหม
เรื่องนี้จะพูดไปก็ต้องคำนึงถึงคนอีกฝ่ายด้วย เพราะเมื่อมีการรำลึกและจดจำเรื่องราว ฝ่ายที่ไม่ต้องการรำลึกหรือเกี่ยวพันกับเหตุการณ์ในอีกด้านหนึ่ง ก็คงจะต้องพยายามผ่านเดือนนี้ไปอย่างยากลำบากเช่นเดียวกัน
และท่ามกลางความเจ็บปวดและความไม่เจ็บปวดของผู้คนหลายฝั่งฝ่ายในสังคมนี้ ในเดือนพฤษภาคมที่กำลังจะผ่านไปอีกไม่นานนี้ สิ่งที่อยากจะชวนคิดชวนคุยก็คงจะต้องเกี่ยวเนื่องกับเรื่องของการใช้กำลังปราบปราบประชาชน และการทำรัฐประหารที่เกิดขึ้นในสังคมไทยในช่วงที่ผ่านมา
ว่าเราจะพยายามหามุมมองใหม่ๆ อะไรมาพิจารณาประเด็นบางประเด็นที่อาจจะรบกวนจิตใจของคนหลายคนอยู่ไม่ใช่น้อย
เรื่องราวที่สำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องที่ว่า เราจะประเมินผลสำเร็จในแง่ของการทำรัฐประหารได้อย่างไร ซึ่งเรื่องนี้ง่ายที่สุดก็คงจะต้องกล่าวในเชิงที่ว่า ประเมินไม่ได้ เพราะฝ่ายที่ไม่ยอมรับก็ไม่อยากคุยด้วย ส่วนฝ่ายที่ยอมรับนั้นก็ย่อมจะต้องบอกว่ามันเป็นเรื่องที่รับได้ ตราบเท่าที่มีเงื่อนไขบางประการที่เป็นเงื่อนไขในสถานการณ์พิเศษ (เว้นเสียแต่ว่า เราจะประเมินความล้มเหลว หรือไม่สำเร็จโดยไม่จำเป็นต้องดูที่ฝ่ายต้าน แต่ให้ไปดูฝ่ายที่ “เคย” รับนั้นเสียงอ่อนลง และเริ่มกระโดดหนี หรือเริ่มอ้างว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำรัฐประหารแต่อย่างใด นั่นแหละครับ)
ทีนี้การประเมินที่ยากขึ้นมาหน่อย ก็คือ คำอธิบายของคณะรัฐประหารเอง ที่ว่า ภายหลังจากที่เข้ามายึดอำนาจแล้วนั้น บ้านเมืองมีความสงบลงอย่างเห็นได้ชัด คนไม่ทะเลาะกันบนท้องถนน ผมคิดว่าประเด็นนี้เป็นประเด็นที่น่าสนใจมาก และควรจะต้องนำมาอภิปรายกันสักหน่อย
เพราะเรื่องนี้เป็นประเด็นท้าทายของทั้งนักรัฐศาสตร์เอง และของผู้คนที่ไม่เห็นด้วยกับการทำรัฐประหาร ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แค่ว่า นี่คือ “ความจริงที่รับได้ยาก” หรือ “ความจริงที่ไม่สะดวกใจที่จะรับ” แต่เราจะต้องพยายามทำความเข้าใจและมองว่า นี่คือประเด็นท้าทายของการสร้างสรรค์ระเบียบทางการเมืองใหม่ภายใต้สังคมประชาธิปไตยด้วย
กล่าวคือ ถ้าเราตัดประเด็นของการพิจารณาในระดับปรากฏการณ์ออกไปว่า การทำรัฐประหารและการปกครองประเทศนั้นเป็นเรื่องของการที่ทหารเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมืองออกไปก่อน หรือมองแค่ในเชิงของการแย่งชิงอำนาจกันระหว่างกลุ่มคน เราอาจจะลองพิจารณาเรื่องของการทำรัฐประหารและการปกครองภายหลังรัฐประหาร ในแง่ของเงื่อนไขของการสร้างรัฐ (state building) หรือในแง่ของการก่อตัวของรัฐ (state formation) โดยเฉพาะในเงื่อนไขที่สำคัญข้อหนึ่งซึ่งเป็นหัวใจของรัฐสมัยใหม่ (modern state) นั่นก็คือ การผูกขาดการใช้กำลังและความรุนแรง (monopoly of force and violence)
ถ้าเราเข้าใจเรื่องว่าเงื่อนไขสำคัญข้อหนึ่งของการมีรัฐสมัยใหม่ก็คือ การผูกขาดการใช้กำลังและความรุนแรง ตามที่นักสังคมวิทยาอย่าง Weber อธิบายเอาไว้เมื่อนานแล้วนั้น เราก็จะเห็นความสลับซับซ้อนและความปั่นป่วนใจของเราเองในการที่เราจะต้องมีท่าทีกับประเด็นของการทำรัฐประหาร ทั้งกลุ่มที่เห็นด้วยและกลุ่มที่แม้ไม่ชอบรัฐประหาร แต่ก็รู้สึกว่าจำเป็นจะต้องยอมรับเรื่องนี้ เพราะอย่างน้อยการทำรัฐประหารสำหรับพวกเขาก็นำมาซึ่งความสงบเรียบร้อย หรือระเบียบบางอย่าง (บ้างก็แปลว่าสันติภาพ บ้างก็แปลว่าความเรียบร้อย)
การผูกขาดการใช้กำลังและความรุนแรงนี้เองที่เป็นเงื่อนไขสำคัญของการปกครอง โดยเฉพาะในแบบรัฐสมัยใหม่ ซึ่งอาจจะต่างจากรัฐโบราณที่สามารถแบ่งปันเขตอำนาจกันได้ว่าใครดูแลพื้นที่ไหน แต่เรื่องของการผูกขาด การใช้กำลัง และความรุนแรงนี้ สิ่งที่มักไม่มีคนพูดกันก็คือ “การผูกขาด” นั้นเป็นการกระทำแบบหนึ่งซึ่งอาจจะเป็นเรื่องของการใช้กำลังและความรุนแรงไปในตัวด้วย
กล่าวคือ จะผูกขาดการใช้กำลังและความรุนแรงนั้น บ่อยครั้งก็ต้องใช้กำลัง (อาวุธ) และความรุนแรงเข้าปราบปรามด้วย และคงไม่น่าจะแปลกประหลาดใจว่า ในกระบวนการของการผูกขาดนี้คนที่มีทรัพยากรที่สามารถใช้กำลังและความรุนแรงในการผูกขาดได้มากที่สุดก็คือกองทัพนั่นแหละครับ
ปมข้อนี้ของการผูกขาด การใช้กำลังและความรุนแรงนี้เองที่ทำให้เราต้องมาพิจารณาว่า การจรรโลงประชาธิปไตยนั้นจะสามารถสรรสร้างระเบียบทางการเมืองในแง่ของการผูกขาดกำลังและความรุนแรงได้อย่างไร ซึ่งสิ่งนี้ทำให้ฝ่ายประชาธิปไตยจะต้องพิจารณาให้ดีว่า ลำพังของการมีจำนวนคนและการยืนยันหลักการประชาธิปไตยนั้นไม่เพียงพอที่จะผูกขาดกำลังและความรุนแรงไว้ได้ ดังที่เราจะเห็นว่า ไม่ว่าจะเหตุการณ์ในตอนท้ายของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ หรือแม้แต่รัฐบาลอภิสิทธิ์เอง รัฐบาลที่อ้างว่ามาจากการเลือกตั้ง (ไม่ว่าจะมาจากการหย่อนบัตร หรือมาจากการสลับขั้วของนักการเมืองเอง) จะสามารถผูกขาดกำลังและความรุนแรงได้อย่างไร
ในอีกด้านหนึ่ง สิ่งที่ควรพิจารณาด้วยก็คือ การผูกขาดกำลังและความรุนแรงในฐานะหนึ่ง ในหัวใจสำคัญของการมีรัฐสมัยใหม่ และการจัดระเบียบทางการเมืองนั้น ย่อมมีต้นทุนทางสังคมและเศรษฐกิจที่ต้องจ่ายเช่นกัน
ดังนั้นการพิจารณาเรื่องข้อถกเถียงหรือข้อกังวลว่า รัฐบาลทหารนั้นละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่ อาจจะต้องมองทั้งสองมุม คือ มุมจากมาตรฐานของการละเมิดสิทธิซึ่งเป็นมาตรฐานสากล
และในมุมของรัฐบาลทหารเองที่ไม่ได้มองว่าเป็นการละเมิดสิทธิ แต่เป็นเรื่องของการผูกขาดกำลังและความรุนแรงเอง ภายใต้สิ่งที่อ้างว่าพวกเขานั้นทำตามกฎหมาย หรืออ้างว่าจำเป็นต้องทำเพื่อผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่
การคำนวณต้นทุนทางสังคมที่เสียหายไปในกระบวนการผูกขาดกำลังและความรุนแรงนี้เองเป็นเรื่องที่ยังไม่ได้ทำกันอย่างเป็นระบบ เหนือไปจากการเก็บสถิติการละเมิดสิทธิมนุษยชน หากเทียบกับการคำนวณความเสียหายทางเศรษฐกิจที่มีความสลับซับซ้อนกว่า และมีตัวเลขที่สร้างความสั่นสะเทือนทางจิตใจให้กับตัวผู้บริหารประเทศได้มากกว่า เช่นตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจและมูลค่าการส่งออกเป็นต้น
ในอีกด้านหนึ่ง การที่ต่างประเทศไม่ได้แทรกแซงอะไรต่อประเทศที่อยู่ในสภาวะของการเข้าสู่กระบวนการผูกขาดกำลังและความรุนแรง อาจจะไม่ใช่เรื่องแค่ผลประโยชน์แห่งชาติเท่านั้น แต่การที่เขาไม่ได้แทรกแซงอะไร หรือยอมที่จะมีการติดต่อสืบไป จนทำให้ฝ่ายที่ยึดอำนาจรู้สึกว่าไม่ได้เสียหายอะไรมาก ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะว่าประเทศตะวันตกเองนั้นก็ติดอยู่ในกรอบ “รัฐ (สมัยใหม่) นิยม” นี้ด้วย กล่าวคือ เชื่อว่ารัฐสมัยใหม่นั้นแม้จะมีการผูกขาดกำลังและความรุนแรง (และต้องมีการสูญเสียไปบ้าง และในประสบการณ์ของยุโรปก็ใช้เวลาเป็นร้อยๆ ปี กว่าการก่อร่างและการผูกขาดการใช้กำลังและความรุนแรงจะเป็นที่ตกลงร่วมกันได้) แต่อย่างน้อยรัฐสมัยใหม่ก็เป็นสิ่งที่สำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาของแต่ละประเทศ
ยิ่งประเทศที่กำลังพัฒนาด้วยแล้ว ประเทศที่อ้างว่าตนพัฒนาแล้วยิ่งห่วงใยไปใหญ่ ยิ่งมองว่าจำเป็นต้องเข้ามาปฏิรูปกลไกรัฐ หรือเข้ามาสร้างความศิวิไลซ์ทางการบริหาร เพื่อทำให้รัฐมีสมรรถนะที่ดีขึ้น เช่นอบรมข้าราชการ หรือพูดคุยกับนักการเมือง ทั้งนี้การพยายามบอยคอตนั้นก็ถือว่าเป็นเรื่องที่จำเป็นจริงๆ ไม่เช่นนั้นจะไม่ทำ เพราะเชื่อว่ายิ่งทิ้งคนเหล่านี้ไป รัฐในประเทศเหล่านั้นก็จะยิ่งอ่อนแอ ขาดประสิทธิภาพในการบริหาร จะยิ่งทำให้ประชาชนแย่ ทั้งนี้เพราะเชื่อว่า จะชั่วจะดีรัฐก็เป็นสิ่งที่มีความสำคัญยิ่งยวดและสูงสุดในแง่ของการเมืองการปกครอง ดังนั้นจึงจำต้องยอมรับที่จะยังคงความสัมพันธ์กันเอาไว้ด้วย นอกเหนือจากมิติด้านผลประโยชน์แห่งชาติของพวกเขาเอง
พูดง่ายๆ ว่า ประเทศพัฒนาแล้ว เขามองเห็นตัวพวกเขาเองในตัวเรา ดังนั้นเขาจึงพยายามรับพวกเราให้ได้ หรือมีศรัทธาว่าการปรับปรุงกลไกรัฐนั้นมาได้ถูกทางแล้ว ทั้งที่สิ่งที่สำคัญที่พวกเขาละเลยก็คือลักษณะลูกผสมที่เราเป็น
ลักษณะลูกผสมนี้ไม่ได้หมายถึงว่าเรามีส่วนที่ไม่ได้เป็นตะวันตกที่พวกตะวันตกไม่มีทางเข้าใจ ในแง่ของอดีตอันยาวนาน แต่หมายถึงการอธิบายความสลับซับซ้อนของโครงสร้างระเบียบการเมืองและการปกครองสมัยใหม่ ซึ่งรัฐเองนั้นอาจจะไม่ได้อยู่ในตำแหน่งแห่งที่ที่นำมาซึ่งความมั่นคง สวัสดิการ และความเป็นตัวแทนได้ทั้งหมด แต่รัฐอาจจะต้องแบ่งปันอำนาจ ความชอบธรรม และมีสมรรถนะร่วมกับโครงสร้างอื่นๆ สถาบันอื่นๆ หรือร่วมกันใช้อำนาจกับสถาบันเหล่านั้น
การมองเช่นนี้ไม่ใช่มองแค่ว่ารัฐ (สมัยใหม่) นั้น “อ้างความชอบธรรม” หรือ “สร้างความชอบธรรม” ขึ้นได้อย่างอิสระ คิดอยากจะหยิบจะฉวยอะไรมาใช้ก็ได้ แต่หมายถึงการที่รัฐเองจะต้องแบ่งปันอำนาจและร่วมกันใช้อำนาจกับสถาบันทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมอื่นๆ ซึ่งบางครั้งก็ซ้อนทับกัน ขัดแย้ง หรือแฝงไว้ด้วยความตึงเครียดเช่นกัน
การพิจารณาการสร้างรัฐผ่านการผูกขาดการใช้กำลังและความรุนแรงนี้เอง ทำให้เราสามารถมองมิติทางกฎหมายในมุมใหม่ๆ ได้ และพยายามทำความเข้าใจบทบาทของกฎหมายในกระบวนการผูกขาดอำนาจและความรุนแรง กล่าวคือ ในส่วนหนึ่งเราจะพบว่า กฎหมายนั้นแฝงฝังไปด้วยความรุนแรงในตัวของมันเอง เพราะกฎหมายเองก็ให้อำนาจและความชอบธรรมในการใช้กำลังและความรุนแรงในกระบวนการผูกขาดกำลังและความรุนแรงนั้นด้วย
กล่าวอีกนัยหนึ่ง กฎหมายนั้นไม่ใช่เรื่องที่อยู่ตรงข้ามกับความรุนแรง แต่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการผูกขาดกำลังและความรุนแรงเช่นกัน
ที่เขียนมาทั้งหมดนี้ไม่ได้คิดว่าการทำรัฐประหารนั้นเป็นสิ่งที่ถูก แต่พยายามเข้าใจความสลับซับซ้อนทางอารมณ์ของหลายฝ่ายที่รู้สึกว่าจะประเมินผลการทำรัฐประหารอย่างไรดี ที่ไม่ใช่แค่ยอมรับหรือไม่ยอมรับการทำรัฐประหารเท่านั้น และพยายามคิดต่อไปว่า ถ้าจะกลับเข้าสู่การจัดระเบียบการเมืองแบบประชาธิปไตยนั้น ในการจะผูกขาดกำลังและความรุนแรงนั้นจำเป็นจะต้องสร้างกรอบความร่วมมือกับสถาบันใดบ้าง
หมายเหตุ : บางส่วนของบทความได้รับแรงบันดาลใจจาก V.Borge, A. Brown, K. Clements และ A Nolan. 2008. On Hybrid Political Orders and Emerging States : State Formation in the Context of ‘Fragility’. Berghof Handbook Dialogue No.8.

