นานาชาติชื่นชมไทย ดูแลรักษามะเร็งด้วยประสิทธิภาพสูงสุดในโลก โดย ศ.นพ.อิศรางค์ นุชประยูร

 

มะเร็งเป็นประเด็นสำคัญระดับโลก เนื่องจากผู้สูงอายุมีจำนวนมากขึ้น จำนวนผู้ป่วยมะเร็งจึงมีมากขึ้นทุกปี และมักเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับแรกของประเทศต่างๆ ทั่วโลก สหประชาชาติได้เริ่มเห็นความสำคัญของมะเร็งว่าเป็นประเด็นที่นานาชาติพึงร่วมมือกันจัดการร่วมกัน และเป็นเหตุของภาระค่าใช้จ่ายของมนุษยชาติที่มากขึ้นทุกปี

ในการประชุม War on Cancer ที่สิงคโปร์ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 28 มีนาคม 2562 ที่ผ่านมา ได้มีการนำเสนอผลการสำรวจประเทศต่างๆ ทั่วโลกเกี่ยวกับ “ความพร้อมในการรับมือกับมะเร็ง” หรือ Cancer preparedness โดยทีมวิจัยนานาชาติของ Economist Intelligence Unit แห่งนิตยสาร The Economist หน่วย EIU ได้สร้างดัชนีใหม่ล่าสุด ชื่อว่า “ดัชนีความพร้อมรับมือกับมะเร็ง” ของประเทศต่างๆ 28 ประเทศทั่วโลก และได้จัดอันดับความพร้อมในการรับมือกับมะเร็งเป็นครั้งแรก

ประเทศที่จัดการรับมือกับมะเร็งได้ดีที่สุดคือ ออสเตรเลีย ดัชนีอยู่ที่ 90 โดยดัชนีนี้คำนวณจากการบริหารจัดการด้านนโยบาย ทะเบียนมะเร็ง การควบคุมบุหรี่ อาหาร การดูแลประชากร ทั้งในด้านป้องกัน ตรวจกรอง และการดูแลรักษาผู้ป่วย และระบบสาธารณสุขในด้านการลงทุน และการกำกับดูแลการบริการ

ประเทศไทยมีดัชนีความพร้อมรับมือมะเร็งอยู่ที่ 69.4 หรือเป็นอันดับ 17 ใน 28 ประเทศ ที่ได้รับการจัดอันดับ ประเทศไทยได้คะแนนสูงเนื่องจากมีแผนควบคุมมะเร็งระดับชาติ มีระบบลงทะเบียนมะเร็งที่มีความน่าเชื่อถือ มีการเก็บข้อมูลคุณภาพดี ไลฟ์สไตล์และอาหารที่ดี มีการให้วัคซีนป้องกันตับอักเสบบีและเอ็ชพีวี มีแนวทางการรักษามะเร็งที่เป็นระบบ แต่ประเทศไทยยังทำได้ไม่ดีนักในด้านการดูแลแบบผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง จำนวนแพทย์ พยาบาล และบุคลากรด้านมะเร็ง และความสนใจของนักการเมืองในด้านการควบคุมมะเร็ง

แต่เมื่อวิเคราะห์เทียบกับทรัพยากรที่ใช้ในการดูแลสุขภาพ ทั่วโลกชื่นชมไทยว่าเป็นประเทศหนึ่งที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดในการจัดการมะเร็ง ประเทศไทย เกาหลีใต้ และออสเตรเลีย เป็นสามประเทศที่มีประสิทธิภาพสูงสุด คือดัชนีความพร้อมสูงที่สุด เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ แต่ไทยใช้เงินประหยัดที่สุด เพียง 4% และออสเตรเลียใช้เงิน 9% ของผลผลิตมวลรวมประชาชาติ ต่างจากสหรัฐอเมริกาซึ่งใช้ทรัพยากรมาก แต่ความพร้อมจัดการมะเร็งไม่ได้ดีกว่าประเทศอื่นสักเท่าใดนัก

ประเทศไทยควบคุมมะเร็งได้ดีกว่าหลายชาติในโลก มีอัตราการเป็นมะเร็งต่ำกว่าประชากรชาติอื่นในโลก เพราะควบคุมการสูบบุหรี่ได้ดีพอควร ทุกคนเข้าถึงการรักษามาตรฐานด้วยหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งเป็นเทรนด์ที่ทั่วโลกพยายามทำตาม การบริหารสุขภาพถ้วนหน้า ทำให้เราสามารถต่อรองราคากับบริษัทยาในระดับชาติ ทำให้ซื้อยาสำคัญที่รักษาโรคมะเร็งที่หายขาดได้ในราคาที่เป็นธรรม คนไทยจึงล้มละลายจากการรักษาน้อยมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่น

สมาพันธ์ต้านมะเร็งนานาชาติ UICC กำลังรณรงค์เรื่องการรักษามะเร็งถ้วนหน้า “Treatment for all” เนื่องจากการรักษามะเร็งอาจมีค่าใช้จ่ายสูง จนทำให้ประชากรประสบภาวะล้มละลายจากการรักษาได้ และทำให้ผู้ป่วยที่อาจรักษาหายขาดได้เลือกไม่รักษา เสียชีวิตก่อนวัยอันควร มีเพียงประเทศไทยและอีก 55 ประเทศทั่วโลกเท่านั้นที่สามารถจัดให้แก่ประชากรของตัวเองสำเร็จแล้ว และด้วยการที่มีไทยเป็นตัวอย่าง และชาวฟิลิปปินส์ก็เพิ่งจะสามารถต่อรองให้รัฐบาลของเขาเริ่มการดูแลรักษามะเร็งถ้วนหน้าได้สำเร็จเมื่อ 2 เดือนที่แล้ว โดยใช้ “ภาษีบาป” อินโดนีเซียก็ได้สุขภาพถ้วนหน้าเมื่อ 2 ปีที่แล้ว แต่ขณะนี้รัฐบาลอินโดนีเซียเริ่มประสบปัญหาทางการเงิน เนื่องจากไม่สามารถควบคุมการเบิกจ่ายการรักษามะเร็งซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงแต่แรก จนอาจทำให้ต้องล้มเลิกการรักษามะเร็งถ้วนหน้าก็เป็นได้

การเข้าถึงการดูแลสุขภาพถ้วนหน้า มิได้แปลว่าทุกคนจะรักษาหายขาด ผู้ป่วยโรคมะเร็งส่วนใหญ่ไม่สามารถรักษาหายขาดได้ เฉพาะในรายที่เป็นระยะแรกๆ เท่านั้นที่รักษาหายขาดได้ ทุกคนที่รักษาหายขาดได้พึงเข้าถึงการรักษาที่เป็นมาตรฐานและมีคุณภาพดีคือทำให้หายขาดโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ส่วนผู้ที่เป็นโรคมะเร็งลุกลามแต่แรก หรือรักษาแล้วไม่หาย ก็ควรจะได้รับการรักษาบ้าง แต่เนื่องจากรักษามะเร็งลุกลามนั้น แม้จะแพงเท่าไรก็ไม่หายอยู่ดี ในสภาวะที่มีทรัพยากรจำกัดนั้น รัฐจึงเปิดทางเลือกไว้ ผู้ใดอยากพยายามรักษาทั้งที่ไม่หายก็สามารถเข้าถึงได้ด้วยการรับผิดชอบค่าใช้จ่ายด้วยตนเอง หรือจะแสวงหาการแพทย์ทางเลือกด้วยตนเองก็ย่อมได้ การบริหารเช่นนี้ทำให้การใช้จ่ายของรัฐมีประสิทธิภาพสูง โดยรวมคนไทยจึงมีอายุยืนแม้ใช้จ่ายด้านสุขภาพน้อย แต่ในอนาคตเมื่อมีเงินระบบมากขึ้น เราจะมีโอกาสพัฒนาในการลงทุนคัดกรองมะเร็งแต่แรก ซึ่งทำให้ประชากรก็จะสามารถเข้าถึงการรักษาได้เร็วขึ้นอีก อัตราตายจะลดลง

การรักษามะเร็งไม่จำเป็นต้องแพงเสมอไป ผู้ที่ตระหนักในสัจธรรมว่าในที่สุดคนเราก็ต้องตาย ย่อมเข้าใจตรงกันว่า การป่วยด้วยมะเร็งที่ลุกลามแล้ว ถ้า “ตายไม่กลัว แค่กลัวทรมาน” ก็สามารถเลือกไม่รับการรักษาที่น่าทรมานและไม่ได้ผลได้ ยุคนี้เราสามารถอยู่กับมะเร็งอย่างสันติ โดยไม่ต้องเจ็บปวดทรมานก็ได้ โดยการให้ยาบำบัดความปวดอย่างเต็มที่ แล้วเก็บเงินที่หามาได้ทั้งชีวิตไปกิน เที่ยว ทำบุญ แจกลูกหลาน หรือเพื่อสร้างสรรค์สังคม

ผู้ที่มีทัศนคติเช่นนี้สามารถร้องขอทีมดูแลประคับประคอง หรือทีมดูแลระยะท้ายของโรงพยาบาล ให้ช่วยวางแผนชีวิตและดูแลอย่างเต็มที่ได้ หากไม่อยากอยู่โรงพยาบาลก็สามารถติดต่อปรึกษาองค์กรอิสระ ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.), โครงการเผชิญความตายอย่างสงบ, เครือข่ายพุทธิกา, เครือข่ายชีวิตสิกขา, ชีวามิตรวิสาหกิจเพื่อสังคม, เยือนเย็นวิสาหกิจเพื่อสังคม, มูลนิธิกัลยาณการุณย์, มูลนิธิสายธารแห่งความหวัง, เสมสิกขาลัย, จิตอาสาเยียวยาจิตใจผู้ป่วย I see U, ชมรมเพื่อนมะเร็งไทย, สถาบันไทยใส่ใจ หน่วยงานเหล่านี้จะสามารถส่งต่อให้เข้าถึงแพทย์พยาบาลและบุคลากรที่จะเคารพการตัดสินใจและทางเลือกของผู้ป่วยได้

ข้อมูลจาก https://worldcancerinitiative.economist.com/

War On Cancer Asia: https://events.economist.com/events-conferences/asia/war-on-cancer-asia

บทความก่อนหน้านี้บ้านที่ถูกแบ่งแยกของ อับราฮัม ลินคอล์น โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ภูมิ มูลศิลป์
บทความถัดไป‘ศรีสุวรรณ’ หอบหลักฐานยื่น ‘กกต.’ รอบ 3 ฟัน ‘ธนาธร’ ปมถือครองหุ้นสื่อ