กาลครั้งหนึ่ง…นานมาแล้ว แฝดสยาม (24) อีกราว 2 ชั่วโมง…พญามัจจุราชก็มารับแฝดอินไปอีกคน

ราวตี 4 ของวันที่ 17 มกราคม 2417 ณ เขตปกครองเมาท์แอรี ทางตะวันตกเฉียงเหนือของรัฐนอร์ทแคโรไลนา สหรัฐอเมริกา Siamese Twins หรือแฝดสยาม จากเมืองแม่กลอง สมุทรสงคราม ต้นตระกูลบังเกอร์ (Bunker) สูญเสียแฝดจันที่มีเรือนร่างติดกับแฝดอินไปโดยไม่มีวันกลับ

คืนก่อนหน้านี้ แฝดคู่ทุกข์คู่ยากที่กระหนาบข้างกันมา 63 ปี ได้พูดคุย ปรับทุกข์ ผูกมิตร ให้กำลังใจซึ่งกันและกันหน้าเตาผิงในบ้านแล้วจูงมือกันเข้านอนบนเตียงคู่ แล้วก็ผล็อยหลับไปทั้งคู่

ไม่มีลางสังหรณ์ใดๆ มาสะกิดเตือนก่อนเลยว่า คนคู่สู้ชีวิตจากสยามประเทศคู่นี้จะต้องแยกวิญญาณออกจากกันซะแล้ว

พญามัจจุราชมาพรากเอาวิญญาณของแฝดจันไปเงียบๆ คงทิ้งให้แฝดอินที่นอนติดกันถึงกับผวาที่จะต้องตามแฝดจันไป

Advertisement

แฝดอินสุขภาพแข็งแรงดี มีเรือนร่างติดกับแฝดจันมา 63 ปี นอนขนาบข้างแฝดจันที่ปราศจากวิญญาณด้วยความตื่นตระหนก พร้อมกล่าวกับภรรยาและลูกหลานว่า “คนต่อไป ก็ฉันสินะ” มันคือประโยคที่แฝดอินมีแรงรำพึงออกมาจากลำคอที่สั่นเครือ

“ขอพระผู้เป็นเจ้า ประทานความเมตตาต่อวิญญาณของข้าพเจ้าด้วย” ประโยคสุดท้ายของชีวิตแฝดสยามผู้ยิ่งใหญ่ระดับโลก พร้อมกับกอดศพของแฝดจันแล้วนิ่งสนิท ท่ามกลางความสงบ เงียบสงัด แสนวังเวง

ท่านผู้อ่านที่เพิ่งมาอ่านมหากาพย์ตอนใกล้อวสานตอนนี้ อาจไม่ทราบว่า อิน-จัน หรือแฝดสยาม ฝรั่งเรียกว่า Siamese Twins เป็นแฝดประหลาดที่มีร่างกายบริเวณหน้าอกเชื่อมติดกันมาตั้งแต่เกิด มีพ่อค้าอังกฤษและอเมริกันขอเช่าตัวจากแม่ในราคา 1,600 บาท เดินทางออกจากสยามไปอเมริกาตั้งแต่อายุ 18 ปี ตอนนั้นตรงกับรัชสมัยในหลวง ร.3

Advertisement

อิน-จัน-2

แฝดอิน-จัน ตั้งรกราก มีบ้าน มีเมียฝรั่งผิวขาว ในอเมริกา มีครอบครัวใหญ่ ลูกรวม 2 ท้อง 21 คน มาบัดนี้อายุเหยียบ 63 ปี ตระเวนไปหาหมอที่เก่งที่สุดในอเมริกาและยุโรปทั่วทุกสารทิศ ไม่มีหมอสำนักไหนยอมผ่าแยกร่างให้

“แฝดคนคู่” ทราบดีทุกลมหายใจว่า ความตายของใครคนหนึ่งจะทำให้อีกคนต้องตายตาม จึงดิ้นรนขวนขวายจะให้หมอผ่าแยกร่างกายให้มานานแล้ว หมอโจและหมอบิลลี่ที่สนิทกับครอบครัวของแฝดเคยบอกว่า หากใครคนหนึ่งเสียชีวิตลง จะรีบมาผ่าแยกร่างให้ทันที และนาทีนี้ แฝดจันหลอดลมอักเสบ ปอดบวม เส้นโลหิตในสมองอุดตันเสียชีวิตไปขณะนอนอยู่ข้างๆ

ขณะที่แฝดจันเสียชีวิต เป็นห้วงเวลาที่แฝดทั้งสองต้องมานอนที่บ้านของแฝดอินตามกฎ 3 วัน

ท่ามกลางความหนาวเหน็บ บวกกับอาการตกตะลึง ซาราห์และลูกๆ ชะเง้อมองหารถม้าที่กำลังบึ่งไปรับหมอโจและหมอบิลลี่ ที่สัญญาว่าจะมาผ่าแยกร่างเพื่อรักษาชีวิตของแฝดอีกคนไว้ให้จงได้

1 นาทีที่ผ่านไปช่างยาวนานประดุจ 1 ชั่วชีวิตคน หมอโจคือผู้กำหนดชะตาชีวิตว่า แฝดอินจะอยู่หรือตาย

บ้านหมอโจห่างออกไป 3 ไมล์ (ราว 5 กม.)

ลูกๆ ทุกคนในบ้านพร้อมใจกันมาปลอบใจพ่อแฝดอินที่อยู่ในอาการผวา ตื่นตระหนก เพราะทราบดีว่าจะต้องตายตกตามกันไปเป็นแน่แท้ ร่างกายของแฝดอินชุ่มไปด้วยเหงื่อจากอาการช็อก แต่ยังพอมีสติเล่าเหตุการณ์ก่อนที่จะแฝดจันจะเสียชีวิตให้ซาราห์และลูกๆ ทุกคนได้ฟัง

หลังจากปัจฉิมวาจาประโยคนี้ แฝดอินนอนสงบนิ่งกอดร่างของแฝดจันไปอีกราว 1 ชั่วโมง โดยไม่ไหวติง ไม่มีใครรู้ว่าควรจะต้องรักษาพยาบาลอย่างไรเพื่อช่วยชีวิตแฝดอิน มันช่างเป็นความทรมานกายและใจสุดบรรยาย

หมอโจผู้มีน้ำใจแสนประเสริฐพร้อมเครื่องมือผ่าตัดนั่งรถม้าฝ่าความหนาวยะเยือกมาถึงที่บ้าน แต่พบว่าแฝดอินก็เพิ่งหมดลมหายใจตามแฝดจันไปอย่างสงบแล้ว

วินาทีก่อนจากโลกนี้ไป ทั้งคู่ยังต้องกอดกัน ความตายมิอาจพรากให้สุภาพบุรุษเลือดสยามคู่นี้ต้องแยกจากกัน

มหากาพย์ชีวิตของ Siamese Twins หรือแฝดสยามที่โด่งดังกว่าครึ่งโลก ปิดฉากลงในวัย 63 ปี

 

อินจัน

เช้าวันถัดมา เพื่อนฝูง มิตรรักทั้งหลายในชุมชนและเมืองถัดไปต่างรับทราบการจากไปของ อิน-จัน บังเกอร์ ฝาแฝดร่างกายติดกันจากสยามประเทศที่กลายมาเป็นประชาชนอเมริกันที่มีคุณค่า ด้วยร่างกายที่เป็นจุดอ่อนกว่าคนทั่วไป แต่สามารถสร้างตัว สร้างตน ทำมาหาเลี้ยงชีพ จนกลายเป็นผู้มีอันจะกินได้

บรรดามิตรรักบ้านใกล้เรือนเคียงต่างร่วมใจกันมาเพื่อแสดงความอาลัย แต่ไม่ปรากฏพิธีศพแต่อย่างใด

หนังสือพิมพ์นิวยอร์ก เฮอรัลด์ ในอเมริกาพาดหัวการเสียชีวิตของปู่แฝด และเล่นข่าวต่อเนื่องอีกหลายวัน ทำเอาครอบครัวบังเกอร์ต้องเป็นกังวลกับปัญหาใหม่ คือ แพทย์หลายสถาบันพยายามที่จะขอเป็นเจ้าภาพผ่าศพพิสูจน์ เพื่อไขปริศนาอวัยวะภายในร่างกายของปู่แฝด แพทย์ทั้งหลายอยากรู้จริงๆ ว่า ข้างในร่างกายมนุษย์ประหลาดมีโครงสร้างอย่างไร และมีอะไรซุกซ่อนอยู่

แม้กระทั่งพ่อค้า นักธุรกิจ ก็แสดงความจำนงอยากซื้อศพเอาไปดองเพื่อนำออกแสดงหาเงิน ถ้าเป็นในเมืองไทยก็คล้ายๆ กรณีศพของซีอุยที่ชอบกินตับคน ที่ใครก็อยากเห็นตอนตาย

ร่างที่ไร้วิญญาณของปู่แฝดเป็นเงินเป็นทองแม้ยามตาย ที่ผู้คนพยายามแย่งยื้อ หรือมีคนคิดจะขโมยศพด้วยซ้ำไป

เมื่อครอบครัวบังเกอร์กลับมารวมตัวกันพร้อมหน้าพร้อมตา ในขั้นต้นตกลงกันว่าได้ว่า ให้นำศพบรรจุลงในโลงไม้วอลนัท และเพื่อไม่ให้ศพเน่าเหม็นและเพื่อป้องกันการขโมยศพ จะต้องบรรจุลงในโลงศพที่ทำด้วยดีบุกอีกชั้นหนึ่ง และฝังโลงศพไว้ในบริเวณบ้าน

ชาวเมืองเมาท์แอรี ชื่อ ไอแซค ออกัสตัส ไรช์ (Isac Augustus Reich) มีอาชีพทำถังดีบุก เลยต้องหันมาทำโลงศพดีบุกแทน ประเด็นสำคัญคือยังไม่ได้ฉีดยารักษาศพ

ครอบครัวบังเกอร์ มีลูกชายคนโตชื่อคริสโตเฟอร์ บังเกอร์ เป็นอดีตทหารม้ากองทัพฝ่ายใต้ ผ่านการรบในสงครามกลางเมือง (Civil War) เคยโดนจับเป็นเชลยศึก ต่อมาไปทำมาหากินอยู่ที่ซานฟรานซิสโกเดินทางกลับมาถึงเมาท์แอรี เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการจัดการศพ

มีเกร็ดตำนานเล่าว่า ซาร่าห์และอาดีเลด 2 ภรรยาของแฝดสยามไม่แน่ใจในการทำพิธีทางศาสนา เนื่องจากแฝดสยามคู่นี้ตั้งแต่แต่งงานกันมาไปโบสถ์ด้วยกันเสมอ แต่ไม่เคยปฏิญาณตนเป็นคริสต์ ในขณะที่ตอนเป็นเด็กที่เมืองแม่กลองเป็นชาวพุทธ

ในช่วงที่ปู่แฝดจากแม่กลองเสียชีวิต ตรงกับช่วงที่นายพลยูลีซิส แกรนท์ (Ulysses Grant : อดีตแม่ทัพของฝ่ายเหนือที่ชนะสงครามกลางเมือง) เป็นประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา

หมอโจที่เป็นคู่คิดของครอบครัวบังเกอร์รับหน้าที่ประสานการทำงานเรื่องศพ ซึ่งในใจของหมอโจค่อนข้างจะสนับสนุนการบริจาคศพให้กับสถาบันทางการแพทย์

สื่อกระแสหลักคือหนังสือพิมพ์ในอเมริกา ยังคงติดตามชีวิตคนดังหลังความตายไม่ลดละ พร้อมกับการตั้งคำถามต่อสังคมต่อไปว่า สาเหตุที่แฝดอินตาย ทั้งๆ ที่มิได้เจ็บป่วย เกิดจากอะไรกันแน่ ?

อิน-จัน-3

 

หนังสือพิมพ์ NY Herald ส่งนักข่าวจากนิวยอร์กมาที่เมาท์แอรีเพื่อขอสัมภาษณ์หมอโจถึงสาเหตุที่แฝดอินต้องตายไปต่อหน้าต่อตา แต่ช่วยอะไรไม่ได้

หมอโจให้ความเห็นในทำนองว่า แฝดอินตายเพราะหวาดผวา เกิดอาการช็อกตกใจสุดขีด เนื่องจากฝังใจว่า เมื่อแฝดคนหนึ่งตายและอีกคนต้องตายตาม ความเห็นหมอโจดังกล่าวทำเอาหลายคนส่ายหน้า ไม่เห็นด้วย เลยกลายเป็นประเด็นอื้ออึง ต่อความยาวสาวความยืดกันไปในสังคมเมืองมะกัน

การเจรจาเรื่องศพของแฝดอิน-จัน มายุติลงโดยที่คุณหมอวิลเลียม เอช. แพนโคสท์ (William H. Pancoast) อธิการบดีวิทยาลัยแพทย์เจฟเฟอร์สัน (Jefferson Medical College) ติดต่อผ่านหมอโจ ขอความกรุณาครอบครัวบังเกอร์บริจาคศพเพื่อเป็นวิทยาทานแก่วงการแพทย์ทั่วโลก ซึ่งครอบครัวบังเกอร์ไฟเขียวให้ความเห็นชอบถ้วนหน้า

ทีมแพทย์กล่อมครอบครัวบังเกอร์ว่า ตั้งแต่แฝดสยามมาเหยียบแผ่นดินอเมริกาตอนอายุ 18 ปี แพทย์ทั้งหลายในอเมริกาและยุโรปได้ช่วยดูแลรักษาแฝดมาตลอด เมื่อแฝดเสียชีวิตลงคู่แฝดต้องตอบแทนแพทย์ โดยการให้แพทย์ศึกษาร่างกายของแฝด

เมื่อหมอแพนโคสท์และทีมแพทย์ได้รับโทรเลขข่าวดีว่าจะได้ศพของแฝดสยามมาผ่าพิสูจน์ จึงรีบเดินทางมาเมาท์แอรีทันที

10 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2417 ทีมแพทย์เดินทางมาถึงบ้านแฝดอิน สิ่งแรกที่ต้องทำคือ ขุดเอาศพขึ้นมาเพื่อฉีดยาถนอมศพ

ทีมแพทย์ประวัติศาสตร์ที่ถือว่าได้ลงมีดผ่าศพแฝดสยามพิสูจน์เพื่อเป็นองค์ความรู้ทางการแพทย์ประกอบด้วย หมอแพนโคสท์ หมอแฮริสัน แอลเลน (Harrison Allen) และหมอที. เอช. แอนดรู (T.H. Andrews)

ครอบครัวบังเกอร์ขอร้องมิให้ทีมแพทย์ผ่าตัดบนผิวด้านนอกของท่อนเอ็นจนเกิดเป็นรอยแผล เพื่อรักษารูปทรงให้คงเดิมให้ได้ ซึ่งทีมแพทย์ให้สัญญาจะปฏิบัติตาม

วันที่ลงมือผ่าศพขั้นต้น คือ 15 วันหลังจากแฝดคนคู่เสียชีวิต เมื่อเริ่มงานชันสูตรศพไปได้พักเดียวก็พบว่า ที่บ้านของแฝดอินไม่เหมาะสำหรับการทำงานของแพทย์ที่ต้องการเครื่องมือประกอบการทำงานของแพทย์อีกมาก

การจัดการศพและลักษณะของศพตามที่วารสาร Philadelphia Medical Times บรรยายไว้ดังนี้ :

“ศพของแฝดสยามถูกฝังไว้ที่ห้องใต้ดินภายในบ้านของแฝดอิน มีผงถ่านกลบไว้ข้างบน ศพถูกบรรจุไว้ในโลงไม้วอลนัท ที่บรรจุไว้ในโลงดีบุกอีกชั้นหนึ่ง ต้องคลายตะปูควงออกแล้วจึงเปิดฝาโลง สิบห้าวันผ่านไป ไม่มีกลิ่นศพแต่อย่างใด ศพยังไม่เน่า ใบหน้าของแฝดอินเหมือนคนนอนหลับธรรมดา แต่ใบหน้าของแฝดจันมีริมฝีปากซีด ปากเบี้ยว ผิวหนังบริเวณหูเป็นสีม่วงคล้ำ”

ทีมแพทย์ฉีดยารักษาศพเข้าไปทางเส้นเลือดของศพทั้งสอง การทำงานของทีมแพทย์ไม่สะดวกจึงขออนุญาตจากครอบครัวนำศพไปพิพิธภัณฑ์มุตเตอร์ (Mutter Museum) ในวิทยาลัยแพทย์แห่งฟิลาเดลเฟีย

ใช้เวลาเดินทาง 5 วัน จึงนำศพเข้าสู่กระบวนการในห้องปฏิบัติการของแพทย์ในฟิลาเดลเฟียที่มีเครื่องมือพร้อมทำงาน โดยมีหมอแพนโคสท์คอยกำกับดูแลให้เป็นไปตามสัญญา มีการตั้งคณะทำงานอย่างเป็นระบบ เพราะทีมแพทย์ต้องการทราบว่า

1.ข้างในท่อนเอ็น/พังผืดที่เชื่อมลำตัวต่อกันนั้นมีอวัยวะอะไรซ่อนอยู่ข้างใน ?

2.ชีวิตของแฝดมีอวัยวะอะไรที่ใช้ร่วมกัน ?

3.ถ้าผ่าตัดแยกร่างตอนมีชีวิตอยู่จะทำให้เสียชีวิตหรือไม่ และหากผ่าแยกร่าง เมื่อคนหนึ่งเสียชีวิตก่อนจะสามารถรักษาชีวิตอีกคนหนึ่งไว้ได้หรือไม่ ?

หนังสือพิมพ์ The New York Times เกาะติดเรื่องการชันสูตรศพ เพราะร่างกายของแฝดสยามที่มีหนึ่งเดียวในโลก

กรรมวิธีการชันสูตรเริ่มจากจัดสภาพศพในท่ายืน สวมเสื้อผ้า แล้วถ่ายภาพจากหลายมุม ต่อมาเปลื้องเสื้อผ้าศพออก แล้วถ่ายภาพซ้ำอีก ซ้าย ขวา หน้า หลัง แล้วให้ช่างดำเนินกรรมวิธีเพื่อหล่อเป็นรูปปั้นของแฝดทำด้วยปูนปลาสเตอร์ขนาดเท่าของจริงตามที่ครอบครัวบังเกอร์ระบุไว้ในสัญญา

การผ่าศพแฝดเพื่อศึกษาเป็นข้อมูลศึกษาทางการแพทย์ ใช้เวลาทำงานราว 8 วันเต็ม

เช้าวันที่ 18 กุมภาพันธ์ ในห้องโถงของวิทยาลัยแพทย์ มีคณาจารย์แพทย์มารวมตัวกันจำนวนมาก เพื่อรอฟังผลการชันสูตรร่างของแฝดสยาม สื่อฉบับเดียวที่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมฟังการแถลงข่าวคือ Philadelphia Medical Times นอกนั้นห้ามเข้า

การแถลงข่าวตามแบบฉบับของแพทย์เพื่อการเรียนรู้ จะต้องนำศพมาแสดงประกอบการชี้แจง หมอแพนโคสท์ กล่าวรายงานเป็นคนแรก ความว่า :

ร่างกายทั้งคู่เชื่อมต่อกันด้วยกระดูกอ่อน ที่เป็นส่วนฐานของกระดูกหน้าอก โดยมีเนื้อเยื่อตับบรรจุอยู่ในท่อนเอ็น แฝดทั้งสองใช้ตับร่วมกัน การผ่าตัดแยกร่างเมื่อโตขึ้นแล้วจะเป็นอันตราย จะอันตรายน้อยกว่าหากผ่าแยกร่างในวัยเด็ก การผ่าตัดผ่านกระบังลมและช่องท้องอาจทำให้เกิดอาการช็อกต่อระบบประสาท อาจก่อให้เกิดอาการเยื่อบุช่องท้องอักเสบและกระบังลมอักเสบ และอาจจะลุกลามไปถึงถุงหุ้มหัวใจหรือเยื่อหุ้มปอดได้ (เนื่องจากในสมัยนั้นยังไม่มียาปฏิชีวนะ)

แพทย์ได้ฉีดสีเข้าไปในเส้นเลือดของแฝดอิน พบว่าสีนั้นไหลเข้าไปในเส้นเลือดของแฝดจัน แสดงว่าเลือดสามารถไหลผ่านท่อนเอ็นที่เชื่อมร่างกายอิน-จันได้

หมอแอลเลนนำเสนอเป็นคนต่อไป ความว่า :

ท่อนเอ็นตรงที่ติดกับตัวแฝดจันมีความอ่อนแอมากกว่าบริเวณที่ติดกับลำตัวของแฝดอิน เนื้อเยื่อของท่อนเอ็นติดกับลำตัวอินมีไขมันมากกว่าด้านของแฝดจัน การผ่าตัดแยกร่างในขณะที่แฝดยังมีชีวิตเป็นอันตรายอย่างยิ่ง

บรรดาแพทย์ที่มาฟังสรุปการผ่าพิสูจน์ มีความเห็นในช่วงท้ายว่า การผ่าตัดแยกร่างหลังจากคนหนึ่งเสียชีวิตแล้ว ถ้าลงมือผ่าทันที ก็จะทำให้อีกคนปลอดภัย

ส่วนอื่นๆ ของร่างกาย เช่น สมองของแฝดทั้งสอง ครอบครัวไม่ยินยอมให้คณะแพทย์ผ่าพิสูจน์ แต่แพทย์มีความเห็นตรงกันว่า สาเหตุที่แฝดจันเสียชีวิตน่าจะเกิดจากเส้นเลือดในสมองอุดตัน (Cerebral clot)

ข้อมูลที่ได้จากการศึกษาของแพทย์ครั้งนั้น เป็นสิ่งที่มีคุณค่าในวงการแพทย์อย่างอเนกอนันต์มาจนถึงปัจจุบัน

คริสโตเฟอร์ บังเกอร์ ลูกชายคนโตของแฝดอินและเดคาเตอร์ ลูกชายของแฝดจัน พากันเดินทางมาฟิลาเดลเฟียเพื่อรับศพพ่อและอาทันทีเมื่อแพทย์ชันสูตรศพแล้วเสร็จ ลูกชายทั้งสองทราบดีว่าได้นำพาเฉพาะร่างกายกลับบ้าน คุณูปการอันยิ่งใหญ่คือ การบริจาค ปอด ตับ และอวัยวะภายในร่างของแฝดสยามดองในน้ำยา ตั้งแสดงต่อสาธารณชนในพิพิธภัณฑ์มุตเตอร์ได้ต่อไป

ศพของแฝดสยามถูกนำกลับไปถึงเมาท์แอรี นอร์ทแคโรไลนา และยังต้องฝังไว้ในชั้นใต้ดินบ้านของแฝดอินอีกราวปีเศษเพื่อมิให้โดนขโมย ต่อมาเมื่อผู้คนคลายความสนใจลงจึงย้ายศพไปฝัง ณ ใต้ต้นฮอลลี่ในที่ดินของแฝดจัน

ผ่านมาอีกราว 43 ปี ลูกหลานของแฝดสยามเห็นว่า ที่ดินบริเวณดังกล่าวอาจจะถูกขายต่อไปอยู่ในมือผู้อื่น จึงย้ายศพของบรรพบุรุษไปไว้ ณ สุสานหลังโบสถ์ไวท์เพลนส์ (White Plains Cemetery) ที่แฝดอิน-จันได้เคยบริจาคที่ดินและลงมือสร้างโบสถ์ให้กับชุมชน

ในระหว่างเคลื่อนย้ายที่ฝังศพของแฝดสยาม ปรากฏนกพิราบสีขาวมาเกาะอยู่บนโลงศพตลอดเวลาการเดินทาง ต่อเมื่อจะนำศพลงฝัง ณ หลังโบสถ์ไวท์เพลนส์แห่งนี้ นกพิราบขาวนิรนามตัวนี้ก็โผบินขึ้นฟ้าหายไป

ศพของอาดีเลด ภรรยาของแฝดจัน เสียชีวิตในวัย 94 ปี ก็ถูกฝังไว้เคียงกันกับศพของแฝดสามี

ส่วนศพของซาราห์ ภรรยาของแฝดอิน เสียชีวิตเมื่ออายุ 75 ปี แยกฝังอยู่ก่อนแล้วในไร่เมาท์แอรีมาจนถึงปัจจุบัน

ตอนต่อไปจะเป็นตอนอวสานแล้วครับ

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image