หลุมดำ : โดย ทวี ผลสมภพ

เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2562 ได้มีการแถลงข่าวของกลุ่มนักดาราศาสตร์ ว่า ได้มีการถ่ายภาพของหลุมดำไว้ได้ ซึ่งนับเป็นความก้าวหน้าของการค้นคว้าทางดาราศาสตร์ที่น่าจะยิ่งใหญ่แขนงหนึ่ง สำหรับผู้เขียน ข่าวนี้ได้สร้างความดีใจเป็นทวีคูณ เพราะการปรากฏของข่าวนี้ ได้ช่วยให้คำสอนของพระพุทธองค์ปรากฏความจริงขึ้นมา คำสอนเกี่ยวกับอะไรหนอ! จะเป็นคำสอนเกี่ยวกับอะไรเสียอีกเล่า นอกจากคำสอนที่เกี่ยวกับหลุมดำ เพราะหลุมดำดังกล่าวมานั้น ก็คือความมืด

ถามว่าทำไมจึงมืด ตอบว่า เพราะไม่มีแสงไฟ

ถามต่อไปว่า ทำไมไม่มีแสงไฟ ตอบว่า เพราะพระอาทิตย์ที่ให้กำเนิดแสงสว่างถูกทำลายหมด

ถามต่อไปว่า พระอาทิตย์ที่ไหนถูกทำลาย ตอบว่า พระอาทิตย์ที่ลอยอยู่บนท้องฟ้า มีจำนวนนับไม่ถ้วน เมื่อถึงเวลาสรรพสิ่งทั้งหลายจะสิ้นอายุ ดวงอาทิตย์เหล่านั้น ได้เดินผิดทางเข้ามาสู่กาแล็กซีหนึ่ง ซึ่งกินบริเวณถึงแสนโกฏิจักรวาล แล้วมันก็ทำลายทุกสิ่งแม้แต่ตัวของมันเอง แล้วนั่นคือความมืดในกาแล็กซีนั้น หรือความมืดในแสนโกฏิจักรวาลนั้น เป็นเรื่องไม่น่าเชื่อ!

จะเชื่อได้หรือไม่! ขอให้อ่านพระพุทธพจน์ในสุริยสูตร ในพระไตรปิฎก ชื่อ พระสูตรและอรรถกถา เล่ม 37 หน้า 214 โดยสรุปดังต่อไปนี้

ในสุริยสูตร พระองค์ตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่น่าชื่นชม ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โดยกาลบางครั้งบางคราว ดวงอาทิตย์ดวงที่ 2 จะปรากฏในจักรวาลนี้ เมื่อดวงอาทิตย์ดวงที่ 2 ปรากฏ แม่น้ำลำคลองทั้งหมดจะแห้งเหือดไป ฉันใด สังขารทั้งหลายก็ฉันนั้น มีแต่วันจะจบสิ้นไป

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โดยกาลล่วงไปอีกนานแสนนาน ดวงอาทิตย์ดวงที่ 3 จะมาปรากฏในจักรวาลนี้อีก เมื่อดวงอาทิตย์ ดวงที่ 3 ปรากฏ น้ำในแม่น้ำใหญ่ๆในโลก มีแม่น้ำคงคา แม่น้ำยะมุนา เป็นต้น จะเหือดแห้งไป ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายก็ฉันนั้น มีแต่วันจะจบสิ้นไป ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จากนั้นไปอีกนานแสนนาน ดวงอาทิตย์ดวงที่ 4 จะมาปรากฏในจักรวาลนี้อีก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อดวงอาทิตย์ ดวงที่ 4 ปรากฏในจักรวาลนี้อีก น้ำในแม่น้ำสายใหญ่ ที่ไหลมารวมกัน จะแห้งเหือดไป ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายก็ฉันนั้น จะไม่มีวันยั่งยืนเลย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จากนั้นไปอีกนานแสนนาน ดวงอาทิตย์ดวงที่ 5 จะมาปรากฏในจักรวาลนี้อีก

เมื่ออาทิตย์ดวงที่ 5 ปรากฏ น้ำในมหาสมุทรที่ ลึกถึง 700 โยชน์ ก็จะแห้งเหือดไป จะมีน้ำเหลือในมหาสมุทรเพียงประมาณน้ำในรอยเท้าโคเท่านั้นฉันใด

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายก็ฉันนั้น มีแต่จะจบสิ้นไป ไม่ยั่งยืนเลย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จากนั้นกาลล่วงไปอีกนานแสนนาน ดวงอาทิตย์ดวงที่ 6 ก็จะมาปรากฏในจักรวาลนี้อีก เมื่อดวงอาทิตย์ดวงที่ 6 ปรากฏ แผ่นดินใหญ่ในโลกนี้ และภูเขาทิพย์ชื่อสิเนรุ จะมีกลุ่มควันพลุ่งขึ้น เหมือนช่างหม้อเผาหม้อที่ปั่นดีแล้ว จะมีควันพลุ่งขึ้น ฉันนั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายก็ฉันนั้น ไม่มีวันคงทนเลย

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จากนั้นไปอีกนานแสนนาน ดวงอาทิตย์ดวงที่ 7 จะมาปรากฏในจักรวาลนี้อีก เมื่อดวงอาทิตย์ดวงที่ 7 ปรากฏ แผ่นดินใหญ่นี้และภูเขาทิพย์ สิเนรุ จะถูกไฟเผาให้วอดวายไป ไม่มีอะไรเหลือ

แม้ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ก็จะอันตรธานไปสิ้น คงเหลือแต่ความมืดมิดในอาณาบริเวณ แสนโกฏิจักรวาล อันเป็นบริเวณที่บรรจุ ดวงอาทิตย์ และแผ่นดินโลกก่อนหน้านี้

และความมืดมิดดังกล่าวนั้นคือ หลุมดำที่นักดาราศาสตร์ได้แถลงออกมาเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2562 นั่นเอง

เนื่องจากพระสูตรนี้ มีอรรถกถาคือคำอธิบายเพิ่มเติม ไว้ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค ภาค 2 ตอน 2 (มีจำหน่ายที่ รพ.มหามกุฎ) จึงขอยกข้อความที่ท่านอธิบายเพิ่มเติมหน้า 192-194 เฉพาะดวงอาทิตย์ดวงที่ 7 อุบัติขึ้นดังนี้ “พอดวงอาทิตย์ดวงที่ 7 ปรากฏ ไฟก็ลุกพรึบทั่วแสนโกฏิจักรวาล ยอดภูเขาทิพย์สิเนรุ และยอดภูเขาในถิ่นมนุษย์ ก็ละลายหายไปสิ้น เปลวไฟได้ลุกลามทำลายทุกสิ่งที่เป็นทิพย์ไปจนถึงชั้นอาภัสรพรหม เมื่อไฟทำลายสังขาร (สะสาร) ทุกสิ่งจนไม่มีอะไรเหลือแล้ว ไฟก็ดับไป จากนั้น
อากาศเบื้องบนจนถึงเบื้องล่างตลอดแสนโกฏิ ก็เกิดมืดมิดเป็นอันเดียวกัน “นี่คือหลุมดำที่ชาวโลกเห็น แต่ไม่รู้ว่ามันคืออะไร

หลุมดำนั้น มี 2 ประเภท คือ หนึ่งหลุมดำ หรือกาแล็กซี หรือแสนโกฏิจักรวาล ที่เพิ่งถูกดวงอาทิตย์ทำลายสองหลุมดำ หรือแสนโกฏิจักรวาลที่เต็มไปด้วยน้ำ สำหรับหลุมดำประเภทที่หนึ่ง ได้กล่าวมาแล้ว ในขณะดวงอาทิตย์ ดวงที่ 7 ปรากฏ สำหรับหลุมดำประเภทที่สอง เป็นหลุมดำที่โลกนี้กำลังก่อตัวเกิดขึ้นใหม่ การเกิดขึ้นใหม่ของโลกนี้ เริ่มต้นด้วยน้ำ น้ำมาจากไหน ขอให้อ่านในคัมภีร์วิสุทธิมรรค ภาค 2 ตอน 2 หน้า 194-195 ดังต่อไปนี้ “ต่อกาลล่วงมาอีกนานแสนนาน เมื่อโลกนี้จะเกิดขึ้นใหม่ จะมีกลุ่มเมฆขนาดมหึมาก่อตัวขึ้น ท่ามกลางความมืดมิดนั้น จากนั้นฝนฝอยๆ ก็ตกลงมา แล้วก็เพิ่มขนาดของเม็ดฝนโตขึ้นเรื่อยๆ จนเม็ดฝนโตขนาดต้นตาล ฝนนั้นตกจนทำให้บริเวณแสนโกฏิจักรวาลที่ถูกไฟไหม้ไปตามที่กล่าวมาแล้วเต็มไปด้วยน้ำ ฝนนั้นจึงหยุดตก”

หลุมดำทั้ง 2 ประเภทนั้น โดยเฉพาะหลุมดำประเภทที่หนึ่ง เป็นหลักฐาน เป็นพยานยืนยัน ถึงความที่สรรพสิ่งในโลกนี้ล้วนต้องเดินไปสู่จุดจบทั้งหมด ไม่ว่าจะอายุยืนขนาดไหนก็ตาม แม้ทุกวันนี้การทำลายจักรวาล หรือการทำลายกาแล็กซีอื่น หรือการทำลายแสนโกฏิจักรวาลอื่น ก็ยังมีปรากฏตลอดมา กล่าวคือ บางกาแล็กซีอื่น หรือบางแสนโกฏิจักรวาลอื่น ดวงอาทิตย์ดวงที่ 2 โคจรผิดทางมา บางกาแล็กซีอื่น หรือบางแสนโกฏิจักรวาลอื่น ดวงอาทิตย์ดวงที่ 6 ก็โคจรผิดทางมา เพราะอะไรหรือ? ขอให้ทราบว่า พระพุทธศาสนา ยอมรับว่าดวงอาทิตย์มีจำนวนนับไม่ถ้วน วิทยาศาสตร์ก็กล่าวว่า ดวงอาทิตย์มีเป็นแสนดวง ยามค่ำคืนเมื่อเรามองขึ้นไปบนท้องฟ้า ดาวดวงไหนมีแสงระยิบระยับ ขอให้ทราบว่าดาวดวงนั้น คือดวงอาทิตย์ในจักรวาลอื่น ดาวดวงไหนมีแสงจ้าเฉยๆ ขอให้ทราบว่าดาวดวงนั้น คือดวงจันทร์ในจักรวาลอื่น ถามว่าดวงอาทิตย์เหล่านั้น ถูกล่ามไว้หรือไม่ ไม่มีเลย ดวงอาทิตย์ทุกดวงล้วนลอยอยู่อย่างอิสระ แล้วนั่นคือ เมื่อกาแล็กซีอื่น หรือแสนโกฏิจักรวาลอื่นจะหมดอายุ ดวงอาทิตย์เหล่านั้น จะโคจรผิดทางมาถึง 6 ดวง รวมกับดวงประจำอยู่จึงเป็นเจ็ดดวง แล้วทุกสิ่งก็ถึงความวิบัติ

นักวิทยาศาสตร์ได้พบหมอกเพลิงรูปปู แล้วพวกเขาก็คิดว่า มันเป็นดาวดวงใหม่ที่ระเบิดขึ้นมา ความจริงแล้วหาใช่ที่เขาคิดไม่ แต่มันคือกาแล็กซีอื่นกำลังมีดวงอาทิตย์ดวงที่ 5 หรือ 6 โคจรมาทำลายนั่นเอง

สําหรับหลุมดำประเภทที่ 2 เป็นหลักฐาน เป็นพยาน ยืนยันถึงความที่กาแล็กซีนั้น แสนโกฏิจักรวาลนั้น กำลังก่อตัวขึ้นมาใหม่ ตามที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ในอัคคัญญสูตร ในพระไตรปิฎกภาษาไทย ชื่อ พระสูตรและอรรถกถา เล่ม 15 หน้า 151 ที่ว่า —— ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ โดยสมัยนั้นแล จักรวาลนี้จะเต็มไปด้วยน้ำ มีแต่ความมืด มองไม่เห็นอะไร ทั้งดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ก็ยังไม่ปรากฏ — พระพุทธพจน์ตรงนี้ คือ หลุมดำประเภทที่ 2

ถ้าอ่านพระพุทธพจน์จากนี้ไปจะพบวิวัฒนาการของโลก จนมีหมู่สัตว์เกิดขึ้น แต่ ณ ที่จะยังไม่พูดถึง เพราะหน้ากระดาษคงไม่พอ จึงขอพูดถึงโดยสรุปว่า เมื่อมีน้ำรวมตัวกันเป็นบริเวณ ถึง แสนโกฏิจักรวาล ท่ามกลางอากาศ จะบังเกิดลมชนิดหนึ่ง รองรับน้ำก้อนมหึมานั้นไว้มิให้น้ำนั้น ตกลงไปในจักรวาลอื่น อีกทั้งจะมีลมหุ้มน้ำไว้โดยรอบมิให้ไหลไปในจักรวาลอื่น จากนั้นสรรพสิ่งทั้งหลายไม่ว่าดวงอาทิตย์ดวงจันทร์เป็นต้น จะเกิดอยู่ในน้ำก้อนมหึมานั่นเอง ขณะเดียวกัน น้ำก้อนมหึมานั้น จะเหือดลงๆๆ โดยลำดับ แผ่นดินก็จะเกิดขึ้นเพราะฝุ่นละอองมารวมตัวกัน เหนือน้ำ นี่คืออุบัติการณ์ของโลก ที่พัฒนามาจากหลุมดำประเภทที่ 2

หลายปีมาแล้วผู้เขียนได้รับทุนจากมหาวิทยาลัย ทำวิจัยเรี่องการศึกษาเปรียบเทียบทฤษฎีกำเนิดเอกภพระหว่างพระพุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์ ในหนังสือวิจัยนั้น ผู้เขียนได้พูดถึงหลุมดำไว้ ในหน้า 86 ว่า นักวิทยาศาสตร์ได้พูดถึงหลุมดำว่า หลุมดำเกิดจากการยุบตัวของดวงดาว โดยความจริงแล้ว หลุมดำน่าจะเกิดจากการรวมตัวกันของน้ำในบริเวณแสนโกฏิจักรวาล ที่กำลังจะเกิดเอกภพใหม่ ที่พระพุทธองค์ตรัสไว้

นักวิทยาศาสตร์บางท่าน เชื่อว่า มวลของหลุมดำ มีความหนาแน่นใกล้เคียงกับน้ำ ความทั้งหมดที่กล่าวไว้ในหนังสือวิจัย ดูจะตรงกันกับที่พระพุทธองค์ตรัสไว้

ถามว่าน้ำฝนมาจากไหน ถึงได้ตกลงมาขนาดนั้น ก็คงตอบตามที่นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบว่า ไฮโดรเจน และออกซิเจน คงมารวมตัวกันเป็นน้ำฝนในคราวที่จะสร้างโลกนั่นเอง

ในหนังสือมติชนรายวัน ประจำวันที่ 15 เมษายน หน้า 14 ในหัวเรื่องที่ว่า สามปริศนาสำคัญ ที่ภาพถ่ายหลุมดำ ไม่ให้คำตอบ ขอตอบว่า ขอชาวพุทธจงเอาคำตอบจากหลุมดำประเภทที่ 1 และหลุมดำประเภทที่ 2 ไปพิจารณา ขณะเดียวกันขอให้ไปอ่านรายละเอียด เพื่อหาคำตอบในสุริยสูตร หนังสือพระไตรปิฎกภาษาไทยชื่อพระสูตรและอรรถกถา เล่ม 37 หน้า 214 เป็นต้นไป และไปอ่านรายละเอียดในพระสูตรชื่อ อัคคัญญสูตร ในพระไตรปิฎกภาษาไทย ชื่อ พระสูตรและอรรถกถา เล่ม 15 หน้า 145 และไปหาคำตอบในหนังสือ วิสุทธิมรรคแปล ภาค 2 ตอน 2 หน้า 190 เป็นต้นไป เราจะได้คำตอบที่ชัดเจนที่สุด

ขอให้ชาวพุทธมั่นใจเถิดว่า พระพุทธเจ้าของชาวเรา ทรงเป็นสัพพัญญู ทรงรู้ทุกสิ่งที่มีในสากลพิภพ สิ่งที่จะต้องรู้มีเท่าไร พระองค์มีพระปัญญาที่จะรู้เท่านั้น เหมือนตัวผอบกับฝาผอบ มีความพอเหมาะกันเท่านั้น

ทวี ผลสมภพ

บทความก่อนหน้านี้‘ทรัมป์’ ประณามเหตุมะกันคลั่งสีผิวบุกยิงโบสถ์ยิวดับ 1
บทความถัดไปเปิดรับ ทหาร-ตำรวจ โอนเป็นเจ้าพนักงานตำรวจศาล-ประกวดราคา รถหุ้มเกราะ 16 คัน