เกาะในมหาสมุทรอินเดียห่างจากตอนใต้ของอินเดียประมาณ 80 กิโลเมตร รูปร่างคล้ายหยดน้ำห้อยอยู่ใต้รังผึ้ง เดิมชื่อ ซีลอน ต่อมาเปลี่ยนเป็น ศรีลังกา
เกาะนี้เคยเป็นดินแดนของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ระหว่างคน 2 เผ่าพันธุ์ที่สุดโหด โลดโผนยาวนานกว่า 26 ปี โลกจารึกไว้เป็นประวัติศาสตร์ให้ชนรุ่นหลังได้ศึกษา มีความแค้นร้าวลึก…
สังคมไทยไม่ค่อยจะคุ้นชินกับประเทศศรีลังกานัก ที่เคยแว่วผ่านมาแล้วก็ผ่านไป คนไทยวัยดึกพอระแคะระคายดินแดนแห่งนี้จากเรื่องรามเกียรติ์ ซึ่งเป็นเรื่องของพระราม พระลักษมณ์ และนางเอกของเรื่อง นางสีดาที่ถูกยักษ์ใจร้ายชื่อ ทศกัณฐ์ ลักพาตัวนางมายังเกาะลังกาแห่งนี้
นอกจากนั้นคนไทยส่วนหนึ่งก็ยังรู้จักชื่อเกาะลังกาผ่านเรื่องพระอภัยมณีของสุนทรภู่…
ประเทศศรีลังกาสำหรับคนไทยที่กล่าวถึงคือ ชาซีลอนที่มีชื่อเสียงระดับโลก หรือนักแสวงบุญที่เคยไปแสวงบุญก็อาจจะทราบว่าที่ศรีลังกามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คือพระเขี้ยวแก้วหรือพระทันต์ (ฟัน) ของพระพุทธเจ้าที่ถูกนำมาไว้ที่ศรีลังกาตั้งแต่โบราณกาล รวมทั้งกิ่งต้นพระศรีมหาโพธิ์จากต้นแรกในอินเดียซึ่งยังคงอยู่มาจนถึงทุกวันนี้
ตัวตน…ประชาชน สังคมวัฒนธรรม ชีวิตความเป็นอยู่ของดินแดนแห่งนี้แทบไม่เป็นข่าวให้เราได้ยิน ห่างเหินกัน ดังอยู่กันคนละฟากฟ้า
เช้า 21 เมษายน 2562 วันอาทิตย์อีสเตอร์ ในประเทศศรีลังกาเกิดระเบิดสนั่นเมือง เป็นข่าวดังเปรี้ยงปร้างไปทั่วโลก… ช่วงแรกมีรายงานว่าเกิดระเบิด 3 แห่งจาก 3 โบสถ์ ขั้นต้นมีคนตายราว 50 บาดเจ็บนับร้อยคน…
ช่วงบ่ายมีรายงานเพิ่มจุดระเบิดและเพิ่มยอดคนเจ็บคนตาย เพิ่มขึ้นและเพิ่มขึ้นไม่หยุด สถานที่เป้าหมายคือโบสถ์คริสต์ โรงแรมที่พัก เกสต์เฮาส์ในย่านชานเมืองของนครโคลัมโบ
วันอาทิตย์อีสเตอร์ (Easter) เป็นวันที่สำคัญที่สุดวันหนึ่งของศาสนาคริสต์ และคริสต์ศาสนิกชนในศรีลังกานิยมไปโบสถ์ในวันนี้ คนร้ายจึงเลือกวันนี้ลงมือ
เหตุการณ์ระเบิดต่อเนื่องทั้งหมดในศรีลังกา 8 แห่ง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 359 คน ในจำนวนนี้เป็นชาวต่างชาติ 41 คน เจ้าหน้าที่ตำรวจ 3 นาย และมีผู้บาดเจ็บอีกประมาณ 500 คน
เหตุการณ์นี้เป็นเหตุก่อการร้ายขนาดใหญ่ครั้งแรกที่เกิดขึ้นในศรีลังกานับตั้งแต่ พ.ศ.2552 ซึ่งเป็นปีสิ้นสุดสงครามกลางเมือง
ภาพเก่า…เล่าตำนาน ขอชวนท่านผู้อ่านพูดคุย เปิดเผยตำนานแห่งความเป็นปรปักษ์ ชิงชัง ช่างคิด ช่างแค้นของประชากร ณ ดินแดนแห่งนี้ครับ
ประชากรส่วนใหญ่ดั้งเดิมของศรีลังกาเป็นชาวสิงหล (Sinhala) นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 70 รองลงมานับถือศาสนาฮินดู ร้อยละ 13 ศาสนาอิสลาม ร้อยละ 10 และศาสนาคริสต์ ร้อยละ 7 โดยร้อยละ 82 ของคริสต์ศาสนิกชนในศรีลังกานับถือนิกายโรมันคาทอลิก
อะไรคือประเด็นความขัดแย้งในศรีลังกาครับ…
ราว 2 พันปีเศษที่แล้ว ประชากรดั้งเดิมบนเกาะแห่งนี้คือชาวสิงหล นับถือศาสนาพุทธ เคยถูกปกครองโดยโปรตุเกส ดัตช์ และอังกฤษต่อเนื่องกันมา
กลางศตวรรษที่ 18 บริติชซีลอน (British Ceylon) ที่เป็นตัวแทนรัฐบาลอังกฤษเข้ามายึดเกาะลังกาแห่งนี้ ประจักษ์ชัดว่า เกาะลังกาคือสวรรค์บนดิน
เป็นแหล่งปลูกชา กาแฟที่เยี่ยมยอด สามารถนำกลับไปขายให้ชาวอังกฤษและยุโรปทำกำไรมหาศาล และสร้างรายได้แก่เกษตรกรท้องถิ่นชาวสิงหลเป็นอย่างดี
อังกฤษต้องการเร่งรัด กอบโกยทำกำไรจากการค้าใบชาและกาแฟให้รวยหนักขึ้นไปอีก จึงไปขนแรงงาน ชาวทมิฬ จำนวนมากเข้ามาจากอินเดีย ชาวทมิฬกลุ่มใหม่เรียกว่า ชาวทมิฬอินเดีย
ในอดีต ชาวทมิฬที่อยู่ทางตอนใต้ของอินเดียเคยแผ่อำนาจเข้ามายึดครองพื้นที่ภาคเหนือของเกาะลังกาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 4 จากนั้นมา “ชาวทมิฬ” ไม่ถูกชะตาอย่างแรงกับ “ชาวสิงหล” เจ้าถิ่นมาตลอด
เมื่ออังกฤษไปขนชาวทมิฬเข้ามาเพิ่มบนเกาะ เหมือนสาดน้ำมันเข้ากองเพลิง ชาวทมิฬรวมตัวกันเป็นกลุ่มเป็นก้อนทำงานแบบทาส ซึ่งนานวันต่อมาเกิดระหองระแหง กินแหนงแคลงใจ และลงมือสังหารชาวสิงหลกันกลายเป็นสงครามกลางเมืองในที่สุด
ตำนานความขัดแย้งของชนเผ่าที่ไม่สามารถเข้ากันได้ แตกต่างกันทางความเชื่อ ศาสนา วิถีชีวิต ประดุจน้ำกับน้ำมันและต้องรบราฆ่าฟันกัน ละม้ายคล้ายคลึงเกิดขึ้นทั่วโลก เพราะมนุษย์ทะลึ่งไปขนย้าย นำมาคลุก มาปะปนกันเพื่อผลประโยชน์
เกาะลังกาภายใต้การปกครองของอังกฤษ เกิดความลำเอียงในรูปแบบ “แบ่งแยกแล้วปกครอง” (Divide and Rule) ที่เป็นคาถาวิเศษในการปกครอง
ชนเผ่าทุกแห่งที่ได้ผลเด็ดขาดเสมอ
อังกฤษส่งเสริมให้คณะมิชชันนารีต่างๆ ของศาสนาคริสต์ตั้งโรงเรียนให้ชาวพื้นเมืองหันมานับถือคริสต์ และเป็นการสร้างชาวพื้นเมืองให้ใช้ภาษาอังกฤษในการติดต่อสื่อสาร เพื่อรับเข้ามาเป็นเจ้าหน้าที่ระดับล่างในรัฐบาลอาณานิคม
ในทางปฏิบัติ อังกฤษมุ่งเน้นพัฒนาการศึกษาในเขตชาวทมิฬมากกว่าชาวสิงหล ผลก็คือทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในด้านการศึกษาและการประกอบอาชีพ ชาวทมิฬสามารถสอบเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยและทำงานที่มีรายได้สูงและมั่นคงมากกว่าชาวสิงหล
ตอนที่ศรีลังกาได้รับเอกราชเมื่อ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2491 (ขณะนั้นใช้ชื่อว่า Dominion of Ceylon อยู่ภายใต้
การปกครองของอังกฤษ) มีชาวทมิฬเรียนในมหาวิทยาลัยคิดเป็น 30% ของจำนวนนักศึกษาทั้งหมด ในหน่วยงานรัฐบาลมีเจ้าหน้าที่ชาวทมิฬประมาณ
30% ผู้ประกอบอาชีพอิสระที่มีรายได้สูง เช่น แพทย์ วิศวกร ทนายความ นักบัญชี ฯลฯ เป็นชาวทมิฬถึง 60% ในขณะที่ชาวทมิฬลังกามีสัดส่วนพลเมืองเพียง 10% เท่านั้น
ปี พ.ศ.2499 พรรคเสรีภาพศรีลังกา (Sri Lanka Free Party) ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง นายโซโลมอน บันดาราไนยเก ผู้นำของพรรคนี้ได้เป็น นรม. พรรคนี้เป็นพรรคการเมืองของชาวสิงหลที่มีแนวคิดสุดขั้ว จึงได้ผลักดันให้ออกกฎหมาย ระเบียบต่างๆ ที่เชิดชูภาษาสิงหลและศาสนาพุทธ พร้อมทั้งจำกัดและบีบคั้นชาวทมิฬ
รัฐบาลพรรคเสรีภาพศรีลังกาได้ผ่านกฎหมายที่กำหนดให้ภาษาสิงหลเป็นภาษาราชการเพียงภาษาเดียว ชาวทมิฬได้ออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านกฎหมายนี้อย่างหนักหน่วง เกิดการปะทะนองเลือดระหว่างชาวสิงหลกับชาวทมิฬที่มีมูลเหตุมาจากความขัดแย้งเรื่องภาษาในปี พ.ศ.2501
ความขัดแย้งพุ่งสู่ระดับสูงสุดเมื่อนายกรัฐมนตรีโซโลมอน บันดาราไนยเก ถูกสังหาร ในปี พ.ศ.2502
ภรรยาม่ายของนายโซโลมอน บันดาราไนยเก ชื่อนางศิริมาโว บันดาราไนยเก ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งอีกครั้งหนึ่งในปี พ.ศ.2503 รัฐบาลของนางยังคงกดดันชาวทมิฬ โดยการจำกัดและปิดกั้นโอกาสในการศึกษาและการทำงานของชาวทมิฬ
รัฐบาลของชาวสิงหลกำหนดให้เด็กชาวทมิฬต้องได้คะแนนสูงกว่าชาวสิงหลในการสอบเข้ามหาวิทยาลัย การจำกัดจำนวนนักศึกษาชาวทมิฬในบางสาขาวิชาและมาตรการกีดกัน รังแกกันทุกด้าน
เยาวชนชาวทมิฬกลายเป็นคนไร้การศึกษาและไม่สามารถหางานทำในเมืองต้องหันไปประกอบอาชีพการเกษตรในพื้นที่เมืองจาฟน่า (Jaffna) ทางตอนเหนืออย่างยากลำเค็ญ สะสมความรู้สึกเคียดแค้นชิงชังต่อรัฐบาลและชาวสิงหล
ชาวทมิฬกลายเป็นประชากรที่จนตรอก… ชีวิตไร้ค่า
ช่วงแรก..ชาวทมิฬที่แสนลำเค็ญยังรวมตัวกันไม่ติด กระจัดกระจาย จนกระทั่งถึงปี พ.ศ.2515 เมื่อพรรคการเมืองของชาวทมิฬ 3 พรรคได้รวมตัวกันเป็นแนวร่วมทมิฬ (Tamil United Front) มีจุดมุ่งหมายในการต่อสู้ที่ชัดเจน
ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นแนวร่วมปลดปล่อยทมิฬ (Tamil United Liberation Front) มีเจตนารมณ์จะต่อสู้เพื่อก่อตั้ง “ประเทศทมิฬอีแลม” ขอแยกตัวออกมาตั้งประเทศ
พ.ศ.2519 ในการเลือกตั้งทั่วไป พรรคนี้สามารถกวาดที่นั่งส่วนใหญ่ในเขตชาวทมิฬจนกลายเป็นพรรคฝ่ายค้านใหญ่ที่สุดในรัฐสภาศรีลังกา เกิดเหตุจลาจลปะทะนองเลือดระหว่างชาวสิงหลกับชาวทมิฬครั้งใหญ่ทั่วประเทศ ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 300 คน
ชาวทมิฬสร้างความแข็งแกร่งขึ้นไปอีกขั้น โดยให้การสนับสนุนกลุ่มพยัคฆ์ปลดปล่อยแห่งทมิฬอีแลม (Liberation Tigers of Tamil Eelam) หรือ
“พยัคฆ์ทมิฬอีแลม” ที่ใช้วิธีต่อสู้ด้วยอาวุธ…และสงครามกลางเมืองก็อุบัติขึ้นโดยธรรมชาติ
ตลอดสงครามกลางเมืองอันยืดเยื้อดุเดือดเลือดพล่านตั้งแต่ พ.ศ.2526 ถึง พ.ศ.2552 ฆ่ากันแบบสุดโหดยาวนานกว่า 26 ปี ระหว่างรัฐบาลศรีลังกากับกลุ่มแบ่งแยกดินแดนพยัคฆ์ทมิฬอีแลม (LTTE) มีผู้เสียชีวิตกว่า 70,000 ศพ
สงครามกลางเมืองในศรีลังกายังลุกลามไปถึงการลอบสังหาร นายกฯ ราชีพ คานธี แห่งอินเดีย ในปี 2530สังหารประธานาธิบดีรณสิงห์ เปรมทาส แห่งศรีลังกา ในปี 2536 สังหารนายลักษมัณ คาเดียร์กามาร์ รมว.ต่างประเทศศรีลังกา ในปี 2548 และการลอบสังหารนักการเมือง ทหาร และตำรวจอีกมหาศาล…
เคยมีการเจรจาเพื่อสร้างสันติภาพในกรุงเทพฯ โปรดติดตามตอนต่อไปครับ…
เรียบเรียงโดย
พลเอก นิพัทธ์ ทองเล็ก


