ในฐานะนักข่าวประจำกระทรวงคมนาคม และอยู่ในเหตุการณ์โครงการโฮปเวลล์ ตั้งแต่สมัย พ.อ.วินัย สมพงษ์ จากพรรคพลังธรรม ที่มี พลตรี จำลอง ศรีเมือง เป็นหัวหน้าพรรค เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
จนกระทั่งมาถึงสมัยรัฐบาล ชวน 2 นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และเป็นช่วงที่การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) โดยความเห็นชอบจาก ครม.บอกเลิกสัญญากับโฮปเวลล์
ในช่วงดังกล่าวนั้น เป็นที่รู้กันดีในกระทรวงว่า ไม่ว่ารัฐมนตรีคนไหนเข้ามาดูแล หรือผู้ว่าการ รฟท.คนไหนเข้ามาดูแล
ล้วนแล้วแต่มีความพยายามจะเข็นให้โครงการโฮปเวลล์เดินหน้า และสำเร็จตามเป้าหมายให้ได้
ทั้ง พ.อ.วินัย สมพงษ์ นายวิชิต สุรพงษ์ชัย นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ หรือแม้กระทั่ง นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รมว.คมนาคมคนสุดท้ายก่อนทางรัฐบาลไทยจะบอกเลิกสัญญากับทางโฮปเวลล์ก็ตาม
เพราะทุกคนรู้ดีว่าโครงการนี้เป็นโครงการที่ดี ช่วยแก้ปัญหาการจราจรได้
แต่ปัญหาของโครงการนี้เกิดจากการทำสัญญาหละหลวม ไม่ละเอียดรอบคอบ จะด้วยเหตุผลเรื่องความไม่โปร่งใส เร่งรีบ มีเบื้องหน้าเบื้องหลังหรืออะไรก็แล้วแต่
ทำให้เกิดปัญหาตามมามากมาย จนกระทั่งนำไปสู่การเลิกสัญญา
โครงการนี้เกิดขึ้นสมัย นายมนตรี พงษ์พานิช เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในรัฐบาลชาติชาย ก่อนถูก รสช.ปฏิวัติ
รัฐบาลอานันท์ ที่มี นายนุกูล ประจวบเหมาะ เป็น รมว.คมนาคม บอกเลิกสัญญาโฮปเวลล์ไปแล้ว และให้กลุ่มลาวาลินมาดำเนินการต่อ แต่ยังไม่ทันได้ทำอะไร มีการเปลี่ยนรัฐบาลก่อน
มาถึงสมัย พ.อ.วินัย พยายามเคี่ยวเข็ญโฮปเวลล์เต็มที่ มีการเจรจาให้โอกาสหลายครั้งหลายหน เพราะรู้ว่าเป็นโครงการที่ดี จึงให้โอกาสดำเนินการต่อ
แต่ดูเหมือนโฮปเวลล์จะไม่มีทีท่าว่าจะสามารถดำเนินการต่อไปได้
ท่ามกลางกระแสข่าวลือตลบอบอวลรู้กันดีในกระทรวงคมนาคม หรือที่เรียกว่า “กระทรวงหูกวาง” มาทุกยุคทุกสมัยว่า
ตอนนี้โฮปเวลล์ “บักโกรก” แล้ว เพราะถูกรีดเกือบจะทุกยุคทุกสมัย
ในขณะที่ความเป็นจริงอีกด้านก็คือ โฮปเวลล์เองก็ไม่ได้มีความพร้อมจะดำเนินโครงการมากนัก ทำยึกๆ ยักๆ อยากจะได้พื้นที่รถไฟไปพัฒนามาหารายได้ เพื่อใช้ก่อสร้างโครงการก่อน เพราะประสบปัญหาด้านการเงินอย่างหนัก
จึงกลายเป็นว่าโครงการนี้อาการหนักขึ้นเรื่อยๆ เพราะนอกจากจะป่วยจากร่างกายอ่อนแอตั้งแต่เกิดเองแล้ว แถมยังมาเจอเชื้อร้ายจากข้างนอกเข้าไปอีก
จึงทำให้ในที่สุดจึงต้องเกิดภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด ถึงขั้นต้องยกเลิกโครงการ
แต่ยังไม่จบแค่นั้น เพราะผู้ที่ได้รับผลกระทบที่แท้จริงก็คือคนไทยและประเทศไทย
เพราะนอกจากจะต้องมาเสียค่าโง่ 1 หมื่นกว่าล้านบาทแล้ว ยังต้องเสียค่ารื้อถอนตอม่อโฮปเวลล์ที่ใช้งานไม่ได้อีกต่างหาก
ถามว่าเรื่องนี้ใครจะต้องรับผิดชอบ คงตอบยาก เพราะมีผู้เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องจำนวนมาก
แต่ถ้าหากถามว่าใครรู้เรื่องนี้ดีที่สุดว่ามีใครเกี่ยวข้องบ้าง คงต้องให้ไปถามคนชื่อ อนุศักดิ์ อินทรภูวศักดิ์ จากซีทีไอ กรุ๊ป บริษัทขนส่งระหว่างประเทศชื่อดัง และเป็นเจ้าของบริษัท เอเอเอส ออโต เซอร์วิส ผู้แทนจำหน่ายรถหรูอย่าง ปอร์เช่ เบนท์ลีย์ ในประเทศไทย
เพราะเป็นอดีตผู้ประสานงานระหว่าง นายกอร์ดอน วู นักธุรกิจชาวฮ่องกงเจ้าของโฮปเวลล์ ตั้งแต่เริ่มทำสัญญาสมัย นายมนตรี พงษ์พานิช ก่อนจะมาเป็นกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท ไทยเดินเรือทะเล หรือ บทด. รัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงคมนาคม ก่อนจะถูกยุบไป
และนายอนุศักดิ์เป็นผู้ที่มีคอนเน็กชั่นที่ดีกับนักการเมืองจำนวนมาก โดยเฉพาะ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และเป็นกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ในปัจจุบัน
เชื่อว่าน่าจะเป็นผู้ที่รู้เรื่อง “โฮปเวลล์” เมกะโปรเจ็กต์มหากาพย์แห่งความอัปยศของประเทศไทยได้ดีที่สุดคนหนึ่ง
สุรพล สุประดิษฐ์ ณ อยุธยา

