หน้าแรก คอลัมนิสต์ พม่ากับปักกิ่...

พม่ากับปักกิ่ง (10) : โดย ลลิตา หาญวงษ์

3.05.19 | 13:13 น.
ตาน ฉ่วย เมื่อครั้งไปเยือนจีนในปี 2003

เมื่อเกิดเหตุการณ์ประท้วงรัฐบาลพม่าครั้งใหญ่ขึ้นในปี 1988 เน วินลาออกจากทุกตำแหน่งในรัฐบาล พร้อมๆ กับการเข้ามาของรัฐบาลทหารชุดใหม่ในนาม SLORC หรือ สภาสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐ เข้ามาบริหารประเทศต่อ การเมืองแบบเดิม หรือ “อัตตาธิปไตย” (authocracy) ที่อิงแอบกับบารมีของผู้นำ กลายเป็นการปกครองด้วยกลุ่มบุคคล หรือ “คณาธิปไตย” (oligarchy) ในอันที่จริง แม้เน วิน จะยังอยู่เบื้องหลังการบริหารงานของ SLORC ภายใต้ซอ หม่อง (Saw Maung) นายทหารระดับสูงในกองทัพ แต่ก็ต้องยอมรับว่าศูนย์กลางทางอำนาจในพม่าถูกท้าทายอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน โดยกลุ่มผู้ชุมนุม อันประกอบไปด้วยนักศึกษา ประชาชน และพระสงฆ์ ที่ยิ่งสั่นคลอนความชอบธรรมในการปกครองของทั้งตัวเน วินเอง และ SLORC กองทัพพม่าทราบดีว่า SLORC มีจุดอ่อนคือไม่มีผู้นำที่มีบารมีมากพอ ข้อกังวลนี้ยังสะท้อนออกมาในนโยบายการต่างประเทศกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างไทยและจีนด้วย

นโยบายการต่างประเทศของพม่าตั้งแต่ปี 1988 ต่างออกไปจากยุคของเน วิน เพราะเป้าหมายของ SLORC คือการได้รับการยอมรับจากนานาชาติ และยังต้องการให้จีนสนับสนุนตนในทางการเมืองระดับภูมิภาค และการเมืองระดับโลก ปฏิเสธไม่ได้ว่าที่ตั้งของพม่า ที่อยู่กึ่งกลางระหว่างจีนและอินเดีย และเป็นประตูสู่มหาสมุทรอินเดียขนาดใหญ่อีกแห่งหนึ่ง จะเป็นที่สนใจของรัฐบาลจีน ตลอดทศวรรษ 1980-1990 จีนเข้าสู่ยุคปฏิรูป “สี่ทันสมัย” ของเติ้งเสี่ยวผิง ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองชาติจึงตั้งอยู่บนพื้นฐานการอยู่ร่วมกันที่สร้างสรรค์ ในฐานะหุ้นส่วนทางการเมืองและเศรษฐกิจ มากกว่าการมองพม่าด้วยมุมมองของนักปฏิวัติคอมมิวนิสต์อย่างแต่ก่อน

เป้าหมายของจีนในทางเศรษฐกิจคือ การแสวงหาตลาดและทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อนำไปป้อนระบบเศรษฐกิจที่กำลังขยายตัว และจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น พม่ามีแหล่งทรัพยากรหลากหลายที่สนองความต้องการของจีน อาทิ แหล่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาตินอกชายฝั่งอาระกัน ในมหาสมุทรอินเดีย พื้นที่ยุทธศาสตร์ที่สำคัญยิ่งอีกแห่งของจีน นอกเหนือจากช่องแคบมะละกา ที่เป็นแหล่งปะทะสังสรรค์ของชาติมหาอำนาจในเอเชียมายาวนาน ในยุคของเติ้ง จีนดำเนินนโยบาย “เป็นกลาง” ทางการเมือง ตามกฎห้าข้อว่าด้วยการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ (Five Principles of Peaceful Coexistence) ที่มีมาตั้งแต่ปี 1954 จีนจะไม่เข้าไปแทรกแซงในกิจการภายในของประเทศใดๆ ตราบใดที่ไม่เป็นภัยคุกคามต่ออำนาจอธิปไตยของจีน

อย่างไรก็ดี เมื่อเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงขึ้นในปี 1988 รัฐบาลจีนเลือกยืนอยู่ข้างรัฐบาลทหารพม่าชัดเจน ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น ขบวนการประชาธิปไตยในจีนเข้มแข็งขึ้น จนเป็นเหตุให้เกิดโศกนาฏกรรมที่จัตุรัสเทียน
อันเหมินในปี 1989 นานาชาติพากันประณามเหตุการณ์ความไม่สงบที่พม่าและจีนอย่างรุนแรง ทั้งสองชาติถูกโลกตะวันตกคว่ำบาตร จีนมองพม่าว่าเป็น “คนหัวอกเดียวกัน” จึงเริ่มสานสัมพันธ์กับพม่ามากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ผู้นำระดับสูงของทั้งสองประเทศไปมาหาสู่กันเพิ่มขึ้น การคว่ำบาตรพม่าของโลกตะวันตกทำให้จีนเดินเข้าไปหาผลประโยชน์ได้อย่างเต็มตัว ไม่ต้องแย่งชิงกับมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอื่นๆ เมื่อ SLORC ขึ้นมามีอำนาจ ปักกิ่งมองว่าพม่า “คุยง่ายขึ้น” และน่าจะเป็นประเทศเพื่อนบ้านเพียงประเทศเดียวที่ตนสามารถคบหาอย่างสนิทใจได้ ปักกิ่งยังมองว่าความสงบเรียบร้อยภายในพม่าจะยิ่งมีประโยชน์กับการค้าและการวางยุทธศาสตร์ของจีน ตลอดทศวรรษ 1990 จีนพยายามเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างพม่ากับชนกลุ่มน้อยที่อยู่ตามแนวพรมแดนพม่า-จีนมาโดยตลอด จีนในยุคของเติ้งเลือกยืนอยู่ข้างรัฐบาล SLORC และเริ่มถอนความช่วยเหลือพรรคคอมมิวนิสต์พม่า ตลอดจนชนกลุ่มน้อยอีกหลายกลุ่ม ที่ก่อนหน้านี้พึ่งพาอาวุธยุทโธปกรณ์และการฝึกฝนจากจีน การเปลี่ยนท่าทีของจีนนี้ทำให้พรรคคอมมิวนิสต์พม่า ที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับรัฐบาลพม่ามายาวนานตั้งแต่พม่าได้รับเอกราชในปี 1948 ถึงกาลอวสานลงไปด้วย

ตลอดทศวรรษ 1990 จีนกับพม่ามีความสัมพันธ์ที่ดีเยี่ยม ผู้นำระดับสูงในรัฐบาลพม่าเรียกความสัมพันธ์ในลักษณะนี้ว่า “หยี่-อะโก” (Nyi-Ako Relations) หรือที่แปลว่าความสัมพันธ์ฉันพี่น้อง อันมีความหมายที่ลึกซึ้งกว่าความสัมพันธ์แนว “เป้า พอ” (Puak-Phaw) หรือแบบเครือญาติ ที่เป็นลักษณะสำคัญของความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างจีนกับพม่ามาตลอดตั้งแต่ 1949-1988 ในปี 1991 มีพิธีเปิดสะพานย่างกุ้ง-สิเรียม (ตันลยิน) ที่จีนช่วยพม่าสร้าง สะพานแห่งนี้อาจเป็นหมุดหมายสำคัญของการคืบคลานเข้าไปของอิทธิพลจีนในพม่า จีนก็ได้ประโยชน์จากพม่าเพราะฝ่ายหลังเลือกเข้าข้างจีน ยอมรับแนวทาง “จีนหนึ่งเดียว” (One China Policy) และยอมรับว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน

Advertisement

เมื่อประธานาธิบดีเจียง เจ๋อ หมินเดินทางเยือนพม่าอย่างเป็นทางการในปี 2001 ศักราชใหม่ของความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับพม่าก็เริ่มขึ้น หลังจากที่ไม่มีผู้นำสูงสุดที่ไปเยือนพม่าอีกเลยนับตั้งแต่ปี 1985 การไปเยือนของเจียงเพิ่มความเชื่อมั่นว่าพม่ากลับมามีความสำคัญกับจีนอีกครั้ง อย่างน้อยก็ในสายตาของเจียง หลังจากที่ก่อนหน้านี้ไม่นาน การเดินทางเยือน 5 ประเทศของนายกรัฐมนตรีจู หรงจี นายกรัฐมนตรีจีน ไม่มีพม่าอยู่ในนั้นด้วย ชี้ให้เห็นว่าพม่าไม่ได้อยู่ใน “เรดาร์” ของจู ผู้ได้ชื่อว่าเป็นกุนซือมือหนึ่งด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลจีน มีข่าวว่า จู หรงจีไม่ค่อยประทับใจตัวผู้นำพม่า (ในขณะนั้นคือนายพลตานฉ่วย) และยังปฏิเสธข้อเสนอขอทุนพัฒนาโครงการหลายแห่งที่รัฐบาลพม่าร้องขอไป อาจเป็นเพราะจูเล็งเห็นว่าพม่ามีศักยภาพจำกัด และไม่สามารถพัฒนาต่อไปได้ภายใต้การบริหารงานของ SLORC (ในเวลานั้นเปลี่ยนชื่อเป็น SPDC แล้ว)

แต่เมื่อเจียง เจ๋อ หมินเข้ามารับตำแหน่ง นโยบายจีนต่อพม่าเปลี่ยนไปเล็กน้อย แนวทางเป็นเพื่อนบ้านที่ดี (good neighbor policy) กลับเข้ามามีบทบาทอีกครั้ง อาจเป็นเพราะพม่าเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมอาเซียนแล้ว (พม่าเข้าเป็นสมาชิกอาเซียนในปี 1997) และจีนคาดหวังให้พม่าเป็นตัวเชื่อมระหว่างจีนกับอาเซียน อย่างไรก็ดี หลังการมาเยือนของเจียงไม่นานนักก็เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงขึ้นอีกครั้งในพม่า เมื่อมีความพยายามลอบสังหารออง ซาน ซูจี ที่เมืองเดปะยิน (Depayin) เป็นเหตุให้เกิดการชุลมุนและมีผู้สนับสนุนพรรค NLD เสียชีวิตจำนวนมาก หลังเหตุการณ์นี้ นานาชาติหันกลับมากดดันพม่าอย่างหนักอีกครั้ง แม้แต่จีนเองก็ไม่สามารถต้านทานกระแสนี้ได้ และจะเริ่มสนับสนุนกระบวนการปฏิรูปทางการเมืองในพม่า นำไปสู่โรดแมปสู่การพัฒนาประชาธิปไตย 7 ข้อ และความเปลี่ยนแปลงอื่นๆ ในพม่า ซึ่งจะนำมาอภิปรายกันในสัปดาห์ต่อไป