ประเทศใหญ่อย่างเช่น สหรัฐอเมริกาสามารถสร้างความผันแปรอย่างมากต่อสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของโลก โลกาภิวัตน์ซึ่งเชื่อมโยงส่วนต่างๆ ของโลกก็เป็นปัจจัยเพิ่มเติมที่ส่งผลให้ความผันแปรนั้นหนักหน่วงยิ่งขึ้น
ในช่วงที่สหรัฐอเมริกาประสบภาวะวิกฤตเมื่อกว่าสิบปีที่แล้ว ภาวะวิกฤตนั้นได้ระบาดไปถึงยุโรป ญี่ปุ่น จีนและส่วนอื่นของโลก ประเทศจำนวนมากต้องหันไปกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยมาตรการทางการเงินและการคลัง มาตรการเหล่านี้ช่วยพยุงเศรษฐกิจระยะสั้นมิให้ทรุดหนักจนเกินไปแต่ก็ได้ก่อหนี้สินมากมายตามไปด้วย
หนี้สินเป็นจำนวนมหาศาลที่เพิ่มเติมขึ้นมาเป็นการอาศัยทรัพยากรในอนาคตมาใช้จ่ายในปัจจุบัน จึงหนุุนช่วยการเติบโตได้ ทว่าก็ส่งผลให้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจดำเนินไปได้เพียงช้าๆ และไม่ทันใจประชาชน
ในสหรัฐอเมริกา ชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีของทรัมป์นับว่าเป็นผลพวงจากการที่ประชาชนต้องการการเมืองเชิงรุกและเศรษฐกิจที่ดีขึ้น อดีตประธานาธิบดีโอบามาและนางฮิลลารี คลินตันถูกมองด้วยภาพลักษณ์ของการย่ำอยู่กับที่ ทรัมป์กลายเป็นทางเลือกที่อยู่ตรงกันข้ามกับความซ้ำซากในสายตาของประชาชนจำนวนมาก
ประธานาธิบดีทรัมป์มีมุมมองทางการเมืองที่หวังผลสูง มีการกำหนดให้ประเด็นเศรษฐกิจเป็นวาระแห่งชาติและแม้ว่าจะหวังผลให้เห็นการเปลี่ยนแปลงในระยะสั้นก่อนการเลือกตั้งครั้งต่อไปแต่ก็ไม่เน้นเพียงเฉพาะมาตรการกระตุ้นทางการเงินการคลังเท่านั้น
การดำเนินนโยบายของทรัมป์มุ่งเน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ (Pro-growth) อย่างมาก โดยลดความสำคัญของเป้าหมายอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเสถียรภาพและการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาวและการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของโลกที่ประเทศผู้นำอย่างสหรัฐเคยให้ความสำคัญมาก่อน
ทำเนียบขาวได้มุ่งเน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยอาศัยแนวทางหลายประการ เช่น การเพิ่มแรงจูงใจให้ภาคเอกชนสนใจกลับมาลงทุนในสหรัฐ การปกป้องอุตสาหกรรมภายในและการบีบต่างประเทศให้ซื้อสินค้าและบริการ กระนั้นก็ตามแนวทางเหล่านี้โดยรวมกลับมิได้ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐปรับตัวดีขึ้นในขณะที่เศรษฐกิจโลกกลับฟื้นตัวยากยิ่งขึ้นกว่าเดิม
ความจริงแล้ว ตั้งแต่เกิดภาวะวิกฤต เศรษฐกิจสหรัฐมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องและถือว่าเป็นที่น่าพึงพอใจมาก มีการเติบโตที่ค่อนข้างดีเป็นลำดับ มีอัตราการว่างงานที่ต่ำมากในขณะที่อัตราเงินเฟ้อก็อยู่ในระดับที่ไม่ต่ำมากจนเกินไป
ในเชิงโครงสร้าง เศรษฐกิจของสหรัฐมีความเข้มแข็ง มีความโดดเด่นทางด้านเทคโนโลยีและมิได้พึ่งภาคอุตสาหกรรมการผลิตที่ล้นตลาด ซึ่งนับว่าได้เปรียบประเทศอื่นมากนัก
ถ้าเราพิจารณาจากตัวเลขพยากรณ์หรือประมาณการภาพรวมเศรษฐกิจที่รายงานภายหลังเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐไม่นาน เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจสหรัฐมีแนวโน้มค่อยๆ ปรับตัวในทิศทางขาขึ้น (รายงานของไอเอ็มเอฟเดือนเมษายน 2017)
ทว่าในระยะต้นๆ ของทรัมป์ เศรษฐกิจสหรัฐยังมีโมเมนตัมที่ปรับสูงขึ้น ทว่าเมื่อเข้ากลางสมัยเศรษฐกิจสหรัฐกลับอ่อนตัวลงจากที่เติบโตร้อยละ 2.9 ในปี 2018 เป็นร้อยละ 2.3 และ 1.9 ในปี 2019 และ 2020 ตามลำดับ ส่วนประเทศใหญ่ก็มีทิศทางปรับตัวลงทั้งในเขตยูโร ญี่ปุ่นและจีน ในขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาและกลุ่มอาเซียนยังคงมีทิศทางไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก (รายงานของไอเอ็มเอฟเดือนเมษายน 2019)
กระบวนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ปรับตัวดีขึ้นในช่วงต้นของทรัมป์แล้วกลับมาอ่อนตัวลงในช่วงกลางสมัยนั้นเกี่ยวข้องกับนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐค่อนข้างมาก
ในช่วงต้นการปรับนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมานานให้อยู่ในระดับที่ปกติมีส่วนกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐลดลง สำหรับเศรษฐกิจโลก หลายประเทศสามารถเติบโตได้ตามปกติ หลายประเทศที่ส่งออกยังพอจะได้รับประโยชน์จากค่าเงินภายในประเทศที่อ่อนลงบ้าง จนกระทั่งเมื่อทรัมป์เร่งมาตรการเก็บภาษีศุลกากรและดำเนินการทางการค้าฝ่ายเดียวในปี 2018 ปัจจัยในทางลบต่อเศรษฐกิจและการเงินของโลกก็ได้เริ่มต้นขึ้น
(ก) มาตรการทางการเงิน
ในช่วงสองปีแรกที่ทรัมป์ดำรงตำแหน่ง เฟดได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยและถอนโครงการซื้อสินทรัพย์ (QE) อย่างต่อเนื่อง การถอนนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายนี้มีส่วนทำให้เศรษฐกิจของสหรัฐเริ่มอ่อนตัวลง ประธานาธิบดีทรัมป์จึงยังต้องการให้มีการกระตุ้นทางการเงินต่อไป
แรงกดดันของทรัมป์ที่มีต่อเฟดคือ การไม่ยอมรับความเป็นอิสระของเฟด มีความพยายามเสนอบุคคลในแวดวงที่ปรึกษาที่ไม่ถึงกับเชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจเข้าไปทดแทนในคณะกรรมการนโยบายการเงิน การแทรกแซงนี้ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นท่ามกลางการประเมินที่ผิดพลาดของเฟดที่มองแนวโน้มภาวะเงินเฟ้อสูงเกินจริงด้วย
ถ้าเฟดดำเนินนโยบายการเงินตามแนวที่ทำเนียบขาวต้องการ ซึ่งขณะนี้คาดกันว่าจะเป็นเช่นนั้น ค่าเงินสหรัฐจะถูกกดมิให้แข็งค่ามากและจะทำให้ธนาคารกลางในยุโรปและญี่ปุ่นต้องดำเนินนโยบายการเงินให้ผ่อนคลายต่อไป เศรษฐกิจการเงินของโลกก็จะมีสถานการณ์คล้ายช่วงสมัยก่อนทรัมป์
(ข) มาตรการลดภาษี
ทรัมป์เริ่มสมัยของตนด้วยการลดอัตราภาษีทั้งภาษีรายได้นิติบุคคลและภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา มาตรการภาษีนี้จะเป็นการกระตุ้นการใช้จ่ายในภาคเศรษฐกิจจริงที่นำไปสู่การขาดดุลงบประมาณและการเพิ่มขึ้นของหนี้สาธารณะ ทรัมป์ต้องการให้รัฐใช้จ่ายมากต่อไปทั้งทางด้านโครงสร้างพื้นฐานและกำแพงชายแดนซึ่งทำให้มีการผูกพันหนี้สินในระยะยาว
นโยบายนี้จะทำให้อัตราดอกเบี้ยในตลาดเงินได้รับแรงกดดันจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่จะสูงขึ้น ค่าเงินเหรียญสหรัฐก็จะถูกกดดันให้แข็งค่าขึ้น
จากประสบการณ์ในสมัยประธานาธิบดีเรแกนซึ่งใช้นโยบายลดภาษีครั้งใหญ่มาก่อน ค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งขึ้นอย่างมากและเกิดการขาดดุลการค้าอย่างหนัก ที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากในอดีตนั้นเฟดมิได้ให้สนองตอบความต้องการของทำเนียบขาวโดยได้ปรับอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นตามภาวะเงินเฟ้อที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ทรัมป์ได้แก้ไขจุดอ่อนนี้ด้วยการบีบเฟดให้กลับไปดำเนินนโยบายการเงินผ่อนคลายและด้วยการเก็บภาษีนำเข้าเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณซึ่งหมายความว่าประชาชนจะต้องแบกรับภาระในรูปของค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นในขณะที่ประเทศคู่ค้าก็ต้องช่วยแบกรับภาระในรูปของภาษีศุลกากรด้วย
(ค) มาตรการทางการค้าระหว่างประเทศ
ทรัมป์มีความศรัทธาในนโยบายกีดกันทางการค้าและแนวทางเจรจาทางการค้าแบบแข็งกร้าว มีการกีดกันสินค้านำเข้าจากประเทศคู่ค้าที่สำคัญตั้งแต่ยุโรป แคนาดา เม็กซิโก ญี่ปุ่นและโดยเฉพาะอย่างยิ่งจีนซึ่งกำลังรุดหน้าทางเทคโนโลยีและนวัตกรรม
ความตึงเครียดและสงครามการค้ากลายเป็นสัญลักษณ์ของทรัมป์ ซึ่งส่งผลให้เศรษฐกิจโลกเกิดความเสี่ยงที่จะชะลอตัวในช่วงกลางและครึ่งหลังของวาระประธานาธิบดี ซึ่งก็จะกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐตามไป หากไม่สามารถหยุดการตอบโต้จากจีนและประเทศคู่ค้าที่สำคัญได้
อย่างไรก็ตาม การมีข้อตกลงกับจีนโดยเร็วมีความหมายต่อในการเลือกตั้งประธานาธิบดีในช่วงปลายปีหน้าอย่างมาก แม้จะไม่ถึงเป้าหมายที่เคยตั้งไว้ ข้อตกลงดังกล่าวจะทำให้จีนซื้อเวลาได้นานพอสมควรโดยที่ทรัมป์อาจชนะการเลือกตั้งครั้งต่อไปได้โดยง่าย
ชัยชนะก็จะเป็นของทั้งฝ่ายสีและทรัมป์แม้จะเพียงครึ่งทางก็ตาม
(ง) มาตรการลงโทษประเทศต่างๆ
ในสมัยของทรัมป์ การลงโทษและการระบุโทษ (Sanctions) มีมากเป็นพิเศษเหนือประธานาธิบดีในอดีต บางมาตรการได้สร้างความผันผวนสูงต่อประเทศกำลังพัฒนาจำนวนหนึ่งอย่างชัดเจน การเก็บภาษีนำเข้าและการลงโทษตุรกีมีผลซ้ำเติมวิกฤตการณ์ค่าเงินของตุรกีและค่าเงินของประเทศกำลังพัฒนาที่มีหนี้ต่างประเทศสูง การยกเลิกข้อตกลงนิวเคลียร์ที่มีกับอิหร่านและการลงโทษเวเนซุเอลาก็ทำให้ราคาน้ำมันดิบผันผวนอย่างมาก
เศรษฐกิจโลกสมัยทรัมป์เป็นเศรษฐกิจที่ไร้ผู้นำ มีแต่ผู้แย่งชิงผลประโยชน์เฉพาะหน้าและเกิดความเสี่ยงจากมาตรการกีดกันและสงครามการค้าอย่างที่ไม่ควรจะเกิด
ธุรกิจสหรัฐได้รับประโยชน์ทางเศรษฐกิจในระยะสั้นจากนโยบายของทรัมป์และวาระทางเศรษฐกิจที่เน้นผลประโยชน์แห่งชาติ ในขณะที่เศรษฐกิจโลกเสียผลประโยชน์
เศรษฐกิจโลกต้องเผชิญกับการกีดกันทางการค้าและแนวทางการเจรจาทางการค้าแบบแข็งกร้าวฝ่ายเดียวของสหรัฐและอาจต้องระมัดระวังการกีดกันทางการค้าที่ประเทศพัฒนาแล้วอื่นอาจเลียนแบบด้วย
แนวทางเศรษฐกิจชาตินิยมและการกีดกันทางการค้ามิได้ทำให้สหรัฐและประเทศต่างๆ ที่ดำเนินนโยบายแบบเดียวกันได้ประโยชน์อย่างแท้จริง
สหรัฐและโลกจึงกำลังเดินเข้าใกล้ทางแยกที่เศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้ดีขึ้นหรือแย่ลง
ถ้าหากผู้นำสหรัฐหันหลังกลับและมุ่งสร้างความร่วมมือรวมทั้งแสดงความรับผิดชอบต่อปัญหาของโลกในระดับนานาชาติ เศรษฐกิจยุคหลังทรัมป์หรือยุคทรัมป์สมัยสองก็จะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นเป็นอันมาก

