“การสื่อสาร” หมายถึง การบอกกล่าว หรือการใช้สัญลักษณ์เป็นตัวอักษรด้วยภาษาต่างๆ ว่าด้วย “สาร” ซึ่งประกอบด้วยผู้ส่งสาร และมีผู้รับสารด้วยการรับรู้ได้จากประสาทต่างๆ เช่น ด้วยตา อ่านออก มองเห็นรับรู้ หูได้ยินรับรู้แปลความหมายได้
ในสังคมยุคปัจจุบัน “มือถือ” เป็นเครื่องมือสื่อสารที่มีอิทธิพลสูงมากที่สุดในโลก ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย มีการพัฒนามาเรื่อยๆ จนถึงยุคสมัยที่ “สตีฟ จอบส์” กล่าวไว้ตอนเปิดตัวไอโฟน “รุ่นแรก” ในปี ค.ศ.2007 ว่า “สิ่งนี้จะเปลี่ยนทุกอย่าง” จริงหรือไม่จริง ก็ปรากฏประจักษ์เสมือนหนึ่ง “สมาร์ทโฟน” กลายเป็นปัจจัยหนึ่งที่จำเป็นของชีวิต “มนุษย์” หรือกลายเป็นอวัยวะอีกอย่างหนึ่งของเด็กเล็ก วัยรุ่น หนุ่มฉกรรจ์ ผู้สูงอายุ ยากดีมีจน ทุกชนชาติก็ว่าได้ ซึ่งในสมัยนี้เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เสียแล้ว จำนวนไม่น้อยที่เคยใช้ชีวิตผ่านช่องไร้สายสมาร์ทโฟนมาหลายปีดีดัก แล้วก็ยังตกอยู่ในวังวนของ “สมาร์ทโฟน” ด้วยเช่นกัน
จนหลายๆ ครั้งที่อดนึกย้อนกลับไปไม่ได้ว่า เมื่อก่อนเราฆ่าเวลาอย่างไรกันบ้างนะ? หากไม่มีมือถือหยิบออกมากดเล่น เชื่อว่าทุกท่านไปที่แห่งใด ไม่ว่าทุ่งนา ในบ้าน นอกบ้าน ห้างสรรพสินค้า แม้ในห้องน้ำก็อดไม่ได้ที่จะต้องหยิบ “มือถือ” ขึ้นมาไม่ว่าจะนั่ง นอน ยืน เดิน จับ ถือ แม้ทำกับข้าว เรียกว่า ทุกอิริยาบถ ทุกสถานที่ มืด สว่าง…แปลว่าทุกคนพร้อมใจกันก้มหน้าจิ้มโทรศัพท์มือถือ ว่างไม่ได้ เหงาก็มักจะหยิบมือถือขึ้นมา แล้วทุกคนก็ “ก้มหน้า ก้มตา” มองจอมือถือบนมือขวาหรือมือซ้ายตามถนัด ขณะอีกมือหนึ่งก็บรรจงใช้ปลายนิ้วมือที่ถนัดกดหรือจิ้มแป้นด้วยมือขวาหรือมือซ้าย
ถ้ามองกราดทั่วลานสายตาไปข้างหน้า ในกลุ่มชน เช่น ในรถเมล์ รถไฟฟ้า สถานีป้ายจอดรอรถ เกือบทุกคนจะก้มหน้าก้มตา เรียกว่า “สังคมก้มหน้า”
หากจะประมวลภาวะหรือสัญญาณ “คนเสพติดโทรศัพท์มือถือ” มี 5 ข้อ :
1.หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา “เช็ก” โดยไม่มีเหตุผล
2.รู้สึกกังวลหรืองุ่มง่าม เพียงแค่คิดว่าจะไม่มีโทรศัพท์มือถือ
3.หลีกเลี่ยงการปฏิสัมพันธ์แบบต่อหน้า แล้วหันไปใช้เวลากับโทรศัพท์มือถือแทน
4.ตื่นขึ้นมากลางคืน เพื่อเช็กโทรศัพท์มือถือ
5.วางโทรศัพท์มือถือไว้ข้างตัว ข้างเตียง เวลานั่ง นอน และหยิบหาโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเป็นสิ่งแรกเมื่อ “ตื่น” ขึ้นมา ถามตัวเองว่าท่านมีกี่ข้อใน 5 ข้อนี้ อย่างน้อยคงมี 1 ใน 5 ข้อ
ไม่แปลกเลยที่อาจกล่าวได้ว่า “ทุกอย่างอยู่ที่ปลายนิ้ว” ผลวิจัยหลายสำนักจัดให้สมาร์ทโฟนเป็นหนึ่งใน “นวัตกรรมที่เปลี่ยนโลก” เจ้าโทรศัพท์มือถือชนิดกะทัดรัดนี้ไม่ได้เป็นเพียง “เครื่องมือ” สื่อสารด้วยเสียงไร้สายอีกต่อไป แต่ยังเป็นเครื่องมือส่งข้อความ รูปภาพ สัญลักษณ์ต่างๆ รวมถึง “คอมพิวเตอร์ขนาดพกพา” และเป็นผู้ช่วยส่วนตัวที่คอยจัดการสิ่งต่างๆ ในชีวิตให้คุณ ทั้งลงกำหนดนัดหมายสำคัญ จองโต๊ะอาหารสำหรับดินเนอร์ ติวข้อสอบ ตอนนี้มีการใช้ผิดทาง คือ “โกงข้อสอบ” นำทางหาคู่เดต เตือนภัยเมื่อแผ่นดินไหว รวมทั้งมีทีวี วิทยุ เทปเพลง ฯลฯ สมาร์ทโฟนยังปฏิบัติวิธีการปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์ แอพพลิเคชั่น และเครือข่ายสังคมออนไลน์ต่างๆ ทำให้ “มนุษย์สามารถติดต่อกันได้ในทันที” และทุกที่ตราบเท่าที่อินเตอร์เน็ตจะเอื้ออำนวย ไม่ว่า…ที่ไหน…เมื่อไหร่…ด้วยหน้าที่หรือฟังก์ชั่นอเนกประสงค์ของ “มือถือ” อวัยวะใหม่ของเรา พร้อมกับขนาดที่พกพาไปที่ไหนได้ทุกที่ “สมาร์ทโฟน” จึงกลายเป็น…ส่วนสำคัญของชีวิตมนุษย์ทุกวันนี้ บริษัทวิจัย “นีลเส็น” พบว่าในปี ค.ศ.2014 ว่า 2 ใน 3 ของชาวอเมริกันวัยกลางคนมีสมาร์ทโฟนติดพกพาอยู่ในกระเป๋าสำหรับ “ประเทศไทย” ผลสำรวจของ…สมาคมโฆษณาดิจิตอล พ.ศ.2557 พบว่ามีผู้ใช้บริการโทรศัพท์มือถือ 94.3 ล้านเครื่อง เฉลี่ยคนไทยทั้งประเทศ 65 ล้านคน ใน 1 คน จะมีมือถือ 1.5 เครื่อง
และล่าสุดนี้ ผลการสำรวจพฤติกรรมผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตในประเทศไทย ปี พ.ศ.2559 (Thailand Internet User Profile 2015) โดยสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ที่สำรวจกับ “ผู้ใช้ออนไลน์” พบว่าในด้านการใช้ Internet นั้น คนไทยเข้าถึง Internet ผ่านโทรศัพท์มือถือมากที่สุด โดยเฉลี่ยถึง 5.7 ชั่วโมงต่อวัน ในขณะที่บริษัทนีลเส็น (ประเทศไทย) ทำการวิจัยแล้วพบว่า กลุ่มคนที่ใช้สมาร์ทโฟนมากที่สุด จะเป็นกลุ่มคนอายุ 16-34 ปี แล้วก็ยังมีโทษมหันต์ แต่พอหลีกเลี่ยงได้เหมือนกัน อย่างสำนวนฝรั่งเขาว่าไว้ “เหรียญ 1 เหรียญ ย่อมมี 2 ด้านเสมอ”
สมาร์ทโฟนอาจจะมีข้อดีมากมาย แต่ยังมีข้อเสียที่ต้องพึงระวังเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะพวกที่ใช้นิ้วจิ้มบ่อยๆ เราเคยได้ยินกันบ่อยๆ โดยเฉพาะในผู้หญิงมีอาการของ “นิ้วล็อก” จากการใช้สมาร์ทโฟนมากเกินไป อาจทำให้ผู้ใช้เสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น… โรคปวดหลัง ปวดหัวไหล่ ปวดข้อศอก ข้อมือ สายตาสั้นเทียม จอประสาทตาเสื่อม กระดูกคอเสื่อม รวมไปถึงบางรายมีอาการทางจิตได้
แม้สมาร์ทโฟนอาจไม่สามารถถูกจัดให้เป็น “สารเสพติด” แต่หลายๆ ครั้ง แค่คิดว่าต้องอยู่โดยไม่มีสมาร์ทโฟนก็อาจทำให้หลายๆ คนเกิดอาการต่างๆ ได้มากมาย โดยเฉพาะภาวะ Nomophobia หรือ No-mobilephone-phobia นี้จะทำให้เกิดอาการวิตกกังวล กินไม่ได้ นอนไม่หลับ
ไม่น่าเชื่อจะมีคนเกิดภาวะวิตกจริตเกิดขึ้นได้ แต่ว่าผู้เขียนเองบางครั้งก็เป็น ก็เชื่อว่าบางคนน่าจะเป็น บางครั้งขับรถออกจากบ้านถึงถนนใหญ่ แล้ว “ลืมมือถือไว้ในห้องนอน” “วิตกกังวลทันที” เหมือนขาดอะไรไปหนึ่งอย่าง อย่างสำคัญเสียด้วย ใจบอกว่าขาดไม่ได้ แต่ต้องหมุนล้อรถ 180 องศา กลับบ้านให้จงได้ เพื่อกลับมาเอา “เจ้าโทรศัพท์มือถือ” นั่นคือ ถ้าไม่ไปเอาผู้เขียนเชื่อว่า ใจเราคงไม่เป็นอันทำงานทำการก็ได้ ถ้าเป็น “นักเรียน” วัยรุ่นด้วยแล้ว บางรายจะเรียนไม่รู้เรื่อง กังวล กระสับกระส่าย คิดถึง “มัน” ต้องกลับไปเอามาให้ได้
ซึ่งอาการเหล่านี้ นอกจาก “ลืม” แล้วยังมักจะเกิดขึ้นเมื่อสมาร์ทโฟนมีท่าทีแบตเตอรี่หมด หรือหยุดทำงาน จึงไม่แปลกเลยในหลายประเทศเริ่มมี “ศูนย์บำบัดอาการผู้เสพติดสมาร์ทโฟน” ขึ้นมาให้เห็น และหลายๆ ประเทศเช่นกัน ที่ใช้การฝึกสุดเข้มแบบทหารเพื่อหักดิบ
ถามว่า คนที่มีมือถือแล้วฉลาดขึ้นหรือโง่ลง?…ผู้เขียนเองรู้สึกว่าโง่ลง เพราะฟังก์ชั่นมีเยอะแยะไปหมด ใช้จริงๆ มีเพียง 2-3 อย่างเท่านั้น เราเองไม่รู้และตามไม่ทัน ส่วนคนอื่นน่าจะคล้ายๆ เรา แต่พวกนักเรียน นักศึกษาน่าจะคล่อง เคยมีคำกล่าวแพร่หลายในช่วงหนึ่งใน Internet ที่ว่า “เราอยู่ในโลกที่โทรศัพท์มือถือฉลาดแต่คนโง่” ดูจะเข้าเค้าอยู่ไม่น้อย เพราะมีผลวิจัยหลายชิ้นบ่งบอกด้วยความที่สมาร์ทโฟนช่วยให้มนุษย์เข้าถึง “ข้อมูล” ที่ต้องการภายในชั่วพริบตา มนุษย์จึงพึ่งพา… “ตัวช่วย” นี้มากยิ่งขึ้น
ผลก็คือ…คนเรามีแนวโน้มที่จะจดจำและประมวลผลข้อมูลต่างๆ น้อยลง ยกตัวอย่างง่ายๆ…คุณเคยไปไหนมาไหน โดยการเปิดแผนที่ และจดจำเส้นทางด้วยตนเอง แต่วันหนึ่งจีพีเอสได้มีกำเนิดเกิดขึ้น พวกเราก็เริ่มใช้สมองจำทางน้อยลง แล้วหันไปพึ่งจีพีเอสมาก
ยิ่งขึ้น หากอยากทดสอบ ลองถามตัวเองง่ายๆ ก็ได้ว่า เราเองบอกเบอร์โทรศัพท์มือถือประจำตัวของเราเองได้ไหม?…หรือถามคนในครอบครัวหรือเพื่อนๆ ที่สนิทๆ กัน จำเบอร์โทรศัพท์มือถือได้ขึ้นใจมีกี่เบอร์
เมื่อเราเสพติดมือถือแล้ว มีวิธีแก้อาการเสพติดมือถือได้ คือ
1.ใช้นาฬิกาปลุกตั้งปลุกแทนโทรศัพท์มือถือ
2.ปิด Notification หรือเปิด Flight Mode เวลาต้องใช้ “สมาธิ”
3.วางโทรศัพท์มือถือไว้ไกลๆ ตัว
4.หมั่นฝึกตัวเองให้ “ใจแข็ง” และบอกตัวเองว่า “ไม่จำเป็นต้องเช็กทุกข้อความที่เด้งขึ้นมาเดี๋ยวนั้น”
5.เวลาสนทนากับใคร ให้ความสนใจกับคนที่อยู่ตรงหน้ามากกว่าคนที่อยู่ในจอ
หากเราดูๆ แล้ว ใช้โทรศัพท์มือถือแล้วมีปัญหามากมายพอควร เราอาจคิดว่า “เลิกใช้เสียเลยดีกว่าไหม?” ทุกอย่างมีปัญหาแล้วย่อมแก้ได้… ซึ่งว่ากันตามความเป็นจริงแล้ว การเปิดให้สมาร์ทโฟนเข้ามาครอบครองชีวิตบางส่วนของเราหรือของท่านนั้น อาจจะไม่ใช่เรื่องผิด หาก “เรา” หรือ “คุณ” ให้ความสำคัญกับ “ความพอดี” เพราะหากเราพิจารณาดูดีๆ แล้ว บรรดาโรคแทรกซ้อนที่เกิดจากการใช้ “มือถือ” นานๆ บ่อยๆ ทุกสถานที่ ทุกเวลา ทุกโอกาส พร่ำเพรื่อ ซึ่ง “เกินพอดี” มากเกินไปนั้นเอง เป็น “ต้นเหตุ”
หากเรา “รู้จักจำกัดเวลาการใช้” และให้ “คงสมดุล” ระหว่าง “โลกออนไลน์” กับ “โลกออฟไลน์” ไว้ได้ ชีวิตสบายๆ อย่างมีสุข และไม่มีพิษภัยจากการใช้ “คุณภาพชีวิตที่ดี” ย่อมเกิดขึ้นได้แค่ปลายนิ้วของเราเองเท่านั้นนะครับ

