ควันหลงงานหนังเมืองคานส์ ประเด็นสีสัน I don’t know เกี่ยวกับ ใหม่ ดาวิกา โฮร์เน่ นางเอกหนังพันล้าน ดูจะได้รับความสนใจในกลุ่มผู้ติดตามข่าวชาวไทยมากกว่าเรื่อง I, Daniel Blake หนังที่พิชิตรางวัลปาล์มทองคำ
ความสนใจนี้ไม่ใช่เรื่องผิดปกติอะไร เพราะธรรมชาติของคนมักชอบเรื่องราวที่มีสีสันเร้าใจ เป็นดราม่า
จะให้เอาเรตติ้งรายการรัฐบาลมาเปรียบเทียบกับละครบ่อยๆ คงจะไม่เป็นเหตุเป็นผลนัก
ประเด็นเรื่อง I don’t know ของนางเอกพันล้าน ใหม่ ดาวิกา โฮร์เน่ กลายเป็นเรื่องขึ้นมา เพราะมีประเด็นผุดขึ้นมาว่า ดาราสาวลงภาพในไอจีแล้วไม่ได้เขียนให้เครดิตชุดที่ใส่ในงานอีเวนต์ที่เมืองคานส์ จนต่อมามีประเด็นผุดเพิ่มว่า พอนักข่าวต่างชาติถามถึงเสื้อที่ใส่นี้มาจากห้องเสื้ออะไร ดาราสาวตอบว่า I don’t know ให้ดูแย่หนักขึ้นไปอีก
ข่าวนี้ในเว็บไซต์ข่าวสดมียอดผู้คลิกอ่านเป็นหลักแสน เทียบกับข่าวประกาศผลงานรางวัลหนังยอดเยี่ยมเมืองคานส์อยู่ที่หลักพัน
อาจเพราะประเด็นข้อขัดแย้งนั้นดึงดูดมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเมื่อมีพิธีกรในวงการบันเทิงยืนยันว่ามีแหล่งข่าวได้ยินว่านางเอกสาวพูดว่า I don’t know แต่นางเอกสาวก็ยืนยันว่าไม่ได้พูด พร้อมโต้แย้งว่าจะพูดอย่างนั้นไปเพื่ออะไร
การติดตามข่าวนี้ทำให้มีผู้อ่านประมวลผลออกมาเป็นสองฝ่าย รวมถึงอีกฝ่ายที่มองว่าช่างเป็นเรื่องที่ไม่เป็นเรื่องแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม กรณีนี้สะท้อนว่า “เรื่องไม่เป็นเรื่อง” ก็เป็นเรื่องได้เหมือนกัน โดยเฉพาะถ้ามีการผูกปมและจินตนาการกันต่อไปเรื่อยๆ
คล้ายๆ กับเรื่องที่เกิดในสถานการณ์การเมือง บางเรื่องไม่น่าจะบานปลาย แต่สุดท้ายก็เป็นไปถึงขั้นที่เกิดรัฐประหารเลยทีเดียว
ย้อนกลับมาที่หนังเมืองคานส์ หนังที่ชนะรางวัลใหญ่ในปีนี้ I, Daniel Blake เป็นหนังดราม่า มีเนื้อหาทางสังคมที่สะท้อนการเมืองเต็มๆ
ตัวอย่างภาพยนตร์ที่เผยแพร่ตามสื่อนั้นเป็นฉากที่เกิดขึ้นในสำนักงานราชการเมืองนิวคาสเซิล ประเทศอังกฤษ มีการโต้เถียงกันระหว่างประชาชนกับเจ้าหน้าที่ถึงเงื่อนไขกฎระเบียบในระบบสวัสดิการสาธารณสุขของรัฐ
เคน โลช ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ วัย 79 ปี กล่าวว่า ทำหนังเรื่องนี้เพื่อชี้ให้เห็นถึงผลกระทบในนโยบายของรัฐที่มีต่อประชาชนคนธรรมดา โดยเฉพาะเมื่อมาถึงจุดที่รัฐบาลต้องการรัดเข็มขัดงบประมาณของประเทศจากภาวะเศรษฐกิจ ทำให้คนป่วยต้องดิ้นรนเพื่อให้ได้สวัสดิการจากรัฐอย่างยากลำบาก ทั้งๆ ที่น่าจะต้องได้รับโดยสิทธิอันปกติ
ผู้กำกับฯชาวอังกฤษกล่าวรับรางวัลว่า “เราต้องส่งสารแห่งความหวัง เราต้องพูดได้ว่ายังมีอีกโลกที่เป็นไปได้”
การทำหนังที่สมจริงและมีเนื้อหาทางการเมืองแบบนี้เป็นอีกทางเลือกของผู้สร้างภาพยนตร์ โดยเฉพาะคนที่ไม่ได้ต้องการให้ทำเงินอะไรมากมายนัก แต่ต้องการสร้างแรงกระเพื่อมทางสังคมให้ผู้คนฉุกคิด
ถ้าหากคนในวงการหนังไทยทดลองทำหนังแนวนี้บ้างคงจะต้องหาข้อมูลวิจัยกันอย่างเข้มข้นและทุ่มเท แต่เชื่อได้ว่าจะมีชีวิตของประชาชนคนธรรมดาหลายชีวิตให้เลือกไปแปลงเป็นบทได้มากมาย
จะเป็น I, จ่านิว I, บิลลี่ พอละจี หรือ I, แม่น้องเกด ก็น่าสนใจทั้งนั้น
เพียงแต่สังคมตอนนี้อาจไม่เอื้ออำนวยนัก หันไปพูดว่า I don’t know จะง่ายกว่า

