ทำไมจึงท้าทายอำนาจรัฐ

ในระหว่างที่ “ผู้เล่น” กับ “กรรมการ” ยังคงมึนงง สับสน เคว้งคว้างกับกติกาและผลเลือกตั้ง ขอพักเรื่องการเมืองเอาไว้อึดใจ

ช่วงนี้ “กัญชา” เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่คึกคักทั้งบนดินใต้ดิน

นั่นเป็นผลพวงสืบเนื่องมาตั้งแต่ “ป.ป.ส.” เข้าจับ “มูลนิธิข้าวขวัญ” ที่สุพรรณบุรี ที่มี นายเดชา ศิริภัทร เป็นประธาน และ นายพรชัย หรือซ้ง ชูเลิศ เป็นผู้ช่วย

จะว่าไป การเข้าจับกุมนั้นก็ไม่ได้เป็นผลงานชิ้นโบแดงอะไร เพราะ “หมอเดชา” ที่ชาวบ้านเชื่อและศรัทธานั้นเป็น “เป้านิ่ง” มีถิ่นฐานที่มั่นคงแน่นอน ปักหลักทำประโยชน์ทั้งกับชาวนาและชาวบ้านที่เจ็บป่วยไม่มีทางรักษามานานจนเป็นที่รู้กันว่า หลายชีวิตรอดได้ด้วย “น้ำมัน (กัญชา) หมอเดชา”

แต่ในระบอบอำนาจนิยม ช่องว่างระหว่าง “ภาครัฐ” กับ “ชาวบ้าน” มักจะมีอยู่มาก

“ความถูกต้อง” มักถูกผูกขาดอยู่กับผู้ที่มีอำนาจ !

ชาวบ้านเป็นคนโง่ จน เจ็บ เป็นฝ่ายที่ต้องแบมือขอ ต้องพึ่งพา ยืนบนลำแข้งลำขาตัวเองไม่ได้

แต่ “เดชา ศิริภัทร” ไม่ได้มีทัศนคติแบบนั้น

“เดชา” คิดและเชื่อว่าชาวบ้านหรือคนธรรมดาคือพลังสำคัญสำหรับการเปลี่ยนแปลง

การสาธารณสุขไทยถูกครอบงำทางความคิดจากต่างชาติและบริษัทค้ายาระดับโลกจนมองไม่เห็น “ภูมิปัญญา” ที่สั่งสมมาแต่โบราณ !

ถ้าจัด “กัญชา” เป็นยาเสพติด ธุรกิจเหล้า และบุหรี่ที่มีตัวเลขยืนยันอย่างเป็นทางการว่าทำความสูญเสียทางเศรษฐกิจและชีวิตผู้คนในแต่ละปีมหาศาลคืออะไร

สายพันธุ์กัญชาที่ดีๆ ของไทยเกือบจะสูญพันธุ์เพราะรัฐไทย

ยังดีที่ยังมีภาคพลเมืองหรือชาวบ้านลักลอบ แอบปลูกสืบสานสายพันธุ์เพื่อเอามาใช้เป็นยารักษาโรคจึง ทำให้ “กัญชา” ยังคงทระนงหลงเหลือ

“เดชา” ประสบมาด้วยชีวิตแม่และน้าชายอีก 3 คน ที่จากไปด้วยมะเร็ง จากนั้นจึงตั้งใจสกัดน้ำมันกัญชาช่วยคนป่วยผู้ทุกข์ยากไม่มีทางรักษาที่สุพรรณบุรีและละแวกใกล้เคียง

แต่เมื่อนำ “น้ำมันเดชา” บรรจุแคปซูลไปให้กับวัดป่าวชิรโพธิญาณ ตำบลท้ายน้ำ อำเภอโพทะเล จังหวัดพิจิตร เพื่อแจกจ่ายชาวบ้าน ก็เกิดเข้าตา “ป.ป.ส.ภาค 6”

“เดชา ศิริภัทร” ทำให้กัญชาแจ้งเกิดอีกครั้ง !?!!

บทความก่อนหน้านี้ก้างตำคอ 9พ.ค.62 : โดย นายเสียม
บทความถัดไปราชาเป็นสง่าแห่งแคว้น : โดย วีรพงษ์ รามางกูร