หน้าแรก คอลัมนิสต์ พม่ากับปักกิ่...

พม่ากับปักกิ่ง (11) : โดย ลลิตา หาญวงษ์

10.05.19 | 13:13 น.
นายเหวินเจียเป่า นายกรัฐมนตรีจีน ให้การต้อนรับนายพลขิ่น ยุ้นต์ นายกรัฐมนตรี, กรกฎาคม 2014

ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับพม่าเปรียบเสมือน “รถไฟเหาะ” มีช่วงเวลาที่ทั้งราบเรียบและหวาดเสียวคละเคล้ากันไปนับตั้งแต่รัฐสมัยใหม่ของทั้งสองชาติถือกำเนิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จากความหวาดระแวงที่รัฐบาลพม่ามีต่อรัฐบาลคอมมิวนิสต์จีน หลายทศวรรษต่อมา พม่ามีท่าทีผ่อนคลายกับเพื่อนบ้านอย่างจีนมากขึ้น และแม้จะมีข้อถกเถียงว่าจีนให้ความสนใจพม่ามากน้อยเพียงใด แต่ยากจะปฏิเสธว่าจีนต้องการให้พม่ารักษาสถานะ “เพื่อนบ้านที่ดี” และเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่ดีกับจีน นอกจากนี้ ในแวดวงการเมืองระดับโลก จีนยังต้องการหาพันธมิตรเพื่อช่วยสร้างความชอบธรรมในยุคที่ทุนจีนรุกคืบเข้าไปในทุกภาคส่วนของโลก จีนพยายามให้ชาวโลกเห็นว่าตนมีส่วนช่วยสร้างประชาธิปไตยในพม่า ตั้งแต่ปลายปี 2003 จีนพยายามส่งเมสเสจไปถึงพม่าว่าถึงเวลาพม่าจะต้องปฏิรูปการเมืองอย่างจริงจังเสียที จีนใช้ขิ่น ยุ้นต์ อดีตเลขาธิการคนที่หนึ่งของ SPDC ที่ในเวลานั้นเพิ่งขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นตัวกลางเพื่อนำทุนจีนเข้าไปในพม่า จีนเล็งเห็นว่าขิ่น ยุ้นต์ เป็นผู้มากบารมี และมีทีท่าประนีประนอมกว่านายพลระดับสูงในกองทัพคนอื่นๆ ว่านายพลระดับสูงในกองทัพคนอื่นๆ

เมื่อนางหวูยี่ (Wu Yi) รองนายกรัฐมนตรีเยือนพม่าอย่างเป็นทางการในต้นปี 2004 ตามด้วยการเยือนปักกิ่งอย่างเป็นทางการของนายพลขิ่น ยุ้นต์ พม่าลงนามในข้อตกลงร่วมกับจีนมากถึง 33 ฉบับ โดยมากเป็นข้อตกลงทางเศรษฐกิจ ที่จีนให้สัญญาว่าจะช่วยเหลือพม่าทางการเงินและการลงทุนโครงสร้างขนาดใหญ่ หวูยี่นำนักธุรกิจจีนอีก 40 คนไปด้วย นับตั้งแต่นี้ การลงทุนของจีนในพม่าก็จะเติบโตอย่างรวดเร็ว จีนหวังจะได้กำไรจากเม็ดเงินมหาศาลที่จีนทุ่มลงไปกับพม่า แต่อุปสรรคที่สำคัญที่สุดที่ขัดขวางการพัฒนาทางเศรษฐกิจในพม่ามาเนิ่นนานคือระบอบเผด็จการที่ควบคุมโดยกองทัพ สำหรับจีน การผูกขาดอำนาจของกองทัพพม่าดูจะให้ผลประโยชน์กับจีนดีอยู่แล้ว แต่ปักกิ่งก็เล็งเห็นว่าการค้าระหว่างจีนกับพม่าจะยิ่งดีขึ้นตามลำดับพร้อมเสถียรภาพทางการเมืองของพม่า รัฐบาลขิ่น ยุ้นต์ตั้งคณะกรรมการเพื่อดูแลข้อตกลงทางการค้าระหว่างพม่ากับจีนขึ้นมาโดยเฉพาะ ประเด็นที่ยังสร้างความกังวลให้ผู้นำของทั้งสองชาติอยู่ยังคงเป็นกิจการชายแดน และการร่วมกันปราบปรามยาเสพติด

ความร่วมมือของจีนและพม่าหลังการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการค้าในต้นทศวรรษ 2000 มาหยุดชะงักช่วงสั้นๆ ในปลายปี 2004 เมื่อนายพลขิ่น ยุ้นต์ ถูกจับและถูกควบคุมตัวในบ้านพักมาจนถึงปี 2012 แต่ถึงกระนั้น ความสัมพันธ์อันแนบแน่นทางการค้ายังดำเนินต่อไป จนมีผู้ออกมาวิเคราะห์ว่าผู้กุมอำนาจที่แท้จริงในรัฐบาลและกองทัพพม่ามิใช่นายพลขิ่น ยุ้นต์ แต่เป็นพลเอกอาวุโส ตาน ฉ่วย ภายใต้การบริหารของตาน ฉ่วย พม่ายังคงดำเนินนโยบายเพื่อนบ้านที่ดีกับจีน นายพล โซ วิน (Soe Win) เริ่มภารกิจในฐานะนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของพม่าโดยการไปเยือนจีนถึง 3 ครั้งระหว่างปี 2005-2006 เพื่อเจรจาด้านการค้าเป็นหลัก ในช่วงเวลาดังกล่าว จีนยังให้ความสำคัญกับกรอบความร่วมมือระดับภูมิภาค ได้แก่ อาเซียนบวกสาม (ASEAN Plus Three) และการพัฒนาอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (GMS)

ผลประโยชน์ที่จีนมอบให้พม่าทำให้รัฐบาลพม่าปฏิบัติต่อจีนอย่างระมัดระวัง พม่าพยายามควบคุมสื่อของตนไม่ให้กล่าวถึงจีนในทางเสียหาย แม้ในเวลานั้นประชาชนพม่ายังมีความระแวงและสงสัยจุดประสงค์ของจีน และยังมีปัญหาผู้อพยพจากจีนที่หลั่งไหลเข้าไปในตะเข็บชายแดนพม่า-จีน บางส่วนเป็นชนกลุ่มน้อยจากกลุ่มชาติพันธุ์ว้าและโกก้างที่พูดภาษาจีนได้ และมีอีกบางส่วนที่เป็นผู้อพยพจากมณฑลยูนนานของจีน มีการประเมินว่าในปี 2008 ประชากรตามเมืองใหญ่ๆ ในพม่ากว่าร้อยละ 30 ไม่ใช่ประชากรที่อาศัยอยู่ในเมืองมาแต่เดิม แต่เป็นผู้อพยพที่เข้ามาใหม่ เมื่อกล่าวถึงเมืองขนาดใหญ่ทางเหนืออย่างมัณฑะเลย์ ชาวพม่าก็มักจะกล่าวถึงว่าเป็น “เมืองคนจีน” ดูเหมือนกว่าทัศนคติของประชาชนพม่าที่มีต่อจีนจะสวนทางกับแนวคิดของคนในรัฐบาลพม่า รัฐบาลจีนให้ความสำคัญกับการสร้างทัศนคติที่ถูกต้องต่อจีนและสินค้าจีน ครั้งหนึ่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีนเคยเรียกเอกอัครราชทูตเวียดนามประจำปักกิ่งไปเข้าพบ และขอให้รัฐบาลเวียดนามปรามสื่อเวียดนามไม่ให้ตีข่าวในเชิงลบเกี่ยวกับจีนและสินค้าจีนมากจนเกินไป แต่สำหรับพม่า ความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างผู้นำสองฝ่ายเป็นเครื่องการันตีว่ารัฐบาลพม่าจะไม่ยอมให้สื่อของตนเขียนข่าวในแง่ลบเพื่อดิสเครดิตจีนอย่างเด็ดขาด

พม่ายังเดินหน้าเอาใจจีนต่อไปด้วยคำมั่นว่าพม่าจะยึดมั่นในแนวทาง “จีนหนึ่งเดียว” และยอมรับว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน จีนเองก็ตอบแทนพม่าอย่างงามในเวทีการเมืองระดับภูมิภาค ในปี 2006 พม่าควรจะขึ้นเป็นประธานอาเซียนต่อจากมาเลเซีย แต่ถูกกดดันอย่างหนักจากชาติตะวันตกและอาเซียนเองที่มองว่าพม่าที่ยังปกครองโดยรัฐบาลทหารไม่มีความสง่างามและความชอบธรรมสำหรับตำแหน่งประธานอาเซียน แต่แม้พายุจะถาโถมเพียงใด จีนเป็นเพียงหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่ประกาศสนับสนุนพม่า จนมีการปฏิรูปทางการเมืองในพม่าและได้ขึ้นเป็นประธานอาเซียนในปี 2014 อีกกรณีหนึ่งที่พม่าสัมผัสได้ถึง “มิตรภาพ” ของจีนคือเมื่อรัฐบาล SPDC ประกาศย้ายเมืองหลวงจากย่างกุ้งไปเนปยีดอ ในขณะที่นักธุรกิจต่างชาติอื่นๆ แสดงความไม่พอใจและผิดหวังกับการย้ายเมืองหลวง (รัฐบาลพม่าไม่ได้ให้เหตุผลที่ชัดเจนว่าต้องการย้ายเมืองหลวงเพราะเหตุใด) แต่จีนกลับใช้โอกาสนี้มอบข้อเสนอที่พม่าไม่สามารถปฏิเสธได้คือมอบเงินให้รัฐบาลพม่าสร้างศูนย์ประชุมนานาชาติขนาดใหญ่ที่เนปยีดอ

Advertisement

จีนอาจจะไม่ได้สนับสนุนให้พม่าย้ายเมืองหลวงโดยตรง เพราะการย้ายเมืองหลวงมีมูลค่าทางเศรษฐกิจราคาแพงที่พม่าและทุนต่างชาติต้องจ่าย แต่เมื่อรัฐบาลพม่าตัดสินใจเป็นมั่นเหมาะแล้ว จีนเป็นมหามิตรที่ยืนเคียงข้างพม่า ในช่วงเวลาเดียวกัน มีเหตุการณ์หนึ่งที่ท้าทายมิตรภาพของจีน เมื่อเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำสหประชาชาติ จอห์น โบลตัน พยายามนำประเด็นเรื่องความไม่เป็นประชาธิปไตยในพม่าไปหารือในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ สหรัฐมองว่าพม่าเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงและสันติภาพในอาเซียน ชาติสมาชิกหลายชาติเห็นด้วยกับข้อเสนอของเอกอัครราชทูตโบลตัน แต่จีนและรัสเซียคัดค้านข้อเสนอของโบลตันอย่างแข็งขัน และพยายามชี้ให้ชาติสมาชิกเห็นว่าพม่ามีความพยายามปฏิรูปทางการเมืองจริง

หากจะมีชาติใดที่มีบทบาทอย่างสูงต่อการปฏิรูปในพม่า คงปฏิเสธไม่ได้ว่าต้องมีจีนอยู่ในนั้น จริงอยู่ว่าจีนมองเรื่องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและผลประโยชน์ของชาติเป็นหลัก แต่ประสบการณ์ที่พม่ามีต่อจีนตลอดทศวรรษ 2000 ก็ชี้ให้เห็นเป็นอย่างดีว่าทั้งสองประเทศเข้าสู่สหัสวรรษใหม่ของการทูต ที่มีอุปสงค์ทางเศรษฐกิจเป็นตัวชี้วัดความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ