ครั้งที่แล้ว (29 มีนาคม 2562) ได้เล่าถึง Workfare ในอเมริกาไป วันนี้ขอคุยเรื่องใกล้ตัวคือ workfare ในประเทศไทย
ดังที่เคยบอก workfare หลักๆ มีอยู่ 2 แบบ คือแบบแรก หมายถึงโครงการของภาครัฐที่ให้ผู้ว่างงานที่ขอรับสวัสดิการของรัฐต้องทำงานแลกเปลี่ยน หรือเข้ารับการฝึกอาชีพที่รัฐกำหนด โดยสิ่งที่ได้รับจากการทำงานหรือฝึกอบรมในโครงการ คือสวัสดิการ ไม่ใช่ค่าตอบแทนที่เป็นตัวเงิน แบบที่สอง ซึ่งเกิดขึ้นในเวลาต่อมา คือ โครงการงานสาธารณะระยะสั้นที่ให้ค่าตอบแทนเป็นเงินเล็กน้อยสำหรับแรงงานทักษะน้อย บางทีเรียก Public workfare program (โครงการงานรัฐสวัสดิการ)
วัตถุประสงค์ของ workfare ทุกรูปแบบคือการลดความยากจนโดยให้ผู้รับสวัสดิการทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งยามวิกฤตเศรษฐกิจ หรือวิกฤตการณ์อื่นๆ ที่เกิดการว่างงานจำนวนมาก ซึ่งอาจมีผลพลอยได้อื่นๆ เช่น การกระจายรายได้ การเพิ่มกำลังซื้อในตลาด การเชื่อมต่องานชั่วคราวกับงานจริงที่ถาวร หรือลดแรงกดดันทางการเมืองและอิทธิพลของจีนคอมมิวนิสต์ในสมัยก่อน
workfare ในประเทศไทยน่าจะเกิดสมัย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรี ที่ได้ริเริ่ม workfare ในปี 2518 ชื่อโครงการพัฒนาท้องถิ่นและช่วยประชาชนในชนบทให้มีงานทำในฤดูแล้ง เรียกย่อๆ ว่า ปชล. แต่คนทั่วไปชอบเรียกว่าโครงการเงินผัน เพราะลักษณะสำคัญของโครงการคือ เป็นการผันเงินงบประมาณจากส่วนกลางไปถึงราษฎรโดยตรงโดยไม่ผ่านราชการจังหวัดหรืออำเภอ วิธีการคือหมู่บ้านจะต้องมีการทำแผนเข้ามาว่า ต้องการใช้งบประมาณเท่าไร เอาไปทำอะไร และเบิกจ่ายตามความเหมาะสม
ลักษณะของ workfare จะเห็นได้จากคำแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อสภา เมื่อ 19 มีนาคม 2518 ในการบรรเทาทุกข์เฉพาะหน้าสำหรับชนบท คือ
“…ชาวไร่ชาวนาของเราส่วนใหญ่กำลังทุกข์ยากด้วยเหตุที่การเพาะปลูกได้ผลน้อย เพราะขาดน้ำบ้าง เพราะน้ำท่วมบ้าง ศัตรูพืชก็รังควานมาก ยิ่งหนี้สินด้วยแล้ว ส่วนมากก็มีท่วมท้นล้นตัวทีเดียว แผนปฏิบัติการรีบด่วนของรัฐบาลชุดนี้จึงอยู่ที่ช่วยให้มีรายได้เพิ่มขึ้นทันที เพื่อจะไปบรรเทาความทุกข์ยากของชาวไร่ ชาวนา ลงอย่างฉับพลัน กล่าวคือ จะจัดสรรเงินงบประมาณมอบหมายให้สภาตำบลใช้จ้างแรงงานท้องถิ่นขุด
คูคลอง ทำฝายเก็บน้ำ เป็นต้น ทั้งนี้ โดยกำหนดจุดมุ่งหมายไว้ว่าบริเวณซึ่งกำลังเดือดร้อน เพราะถูกภัยธรรมชาติ เช่น เขตอีสาน ภาคใต้ และที่ราบภาคกลาง จะเป็นเขตที่ได้รับความช่วยเหลือบรรเทาทุกข์พิเศษ…”
โครงการเงินผันใช้งบประมาณ 2.5 พันล้านบาท และได้ดำเนินการจ้างงานในชนบทในช่วง 3 พฤษภาคม ถึง 31 กรกฎาคม 2518 รวมเป็นเวลาประมาณ 3 เดือน
ในปีต่อมา รัฐบาล ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ได้จัดตั้งโครงการพัฒนาท้องถิ่นและช่วยประชาชนในชนบทให้มีงานทำ (พปช.) ซึ่งเป็น workfare เช่นกัน ในช่วง 21 เมษายน ถึง 6 ตุลาคม 2519 โดยใช้งบประมาณ 3.5 พันล้านบาท
ตามมาด้วยรัฐบาล พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ซึ่งจัดตั้งโครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจชนบทที่ประสบภัยธรรมชาติ (กฟป.) ขึ้นระหว่าง 20 มกราคม ถึง 30 มิถุนายน 2521 โดยใช้งบประมาณ 1.6 พันล้านบาท
workfare รุ่นต่อมาจัดตั้งโดยรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นโครงการสร้างงานในชนบท (กสช.) 9 โครงการในช่วงเวลา 9 ปีตลอดสมัยของท่านโดยเป็นการสร้างงานในระยะสั้นปีละไม่เกิน 4-6 เดือน โครงการแรกตั้งแต่ 1 พฤษภาคม ถึง 31 สิงหาคม 2523 ถึงโครงการสุดท้ายช่วง 1 มกราคม ถึง 30 มิถุนายน 2531 โดยใช้งบประมาณทั้งสิ้น 21.3 พันล้านบาท เฉลี่ยปีละ 2.4 พันล้านบาท
ในปีแรกโครงการสามารถจ้างแรงงานในชนบทได้ประมาณ 3 ล้านคน โดยผู้ทำงานได้รับค่าจ้างในระดับใกล้เคียงกับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ทั้งนี้ ได้มีการประเมินผลด้านต่างๆ ค่อนข้างละเอียดของการดำเนินงานของปีแรกโดยคณะนักวิชาการนำโดย ดร.เมธี ครองแก้ว
workfare มาปรากฏอีกครั้งในรัฐบาลนายชวน หลีกภัย สมัยที่สอง (2540-2544) เมื่อประเทศไทยประสบกับวิกฤตเศรษฐกิจอย่างรุนแรงในปี 2540 เนื่องจากวิกฤตการณ์การเงินในเอเชียหรือวิกฤตต้มยำกุ้ง ธุรกิจของเอกชน ไม่ว่าจะเป็นสถาบันการเงิน หรือบ้านจัดสรร เป็นต้น พากันปิดกิจการ มีหนี้สินเกิดขึ้นมหาศาล พนักงานถูกเลิกจ้างนับแสนจนมีการประท้วงโดยประชาชนส่งผลทำให้ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ
นายกรัฐมนตรีก่อนหน้านั้นตัดสินใจลาออกเมื่อ 8 พฤศจิกายน 2540 และนายชวน หลีกภัย ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นสมัยที่ 2 สืบต่อมาในวันถัดไป
รัฐบาลได้จัดตั้งโครงการมิยาซาวาในปี 2542 เพื่อเพิ่มการใช้จ่ายภาครัฐเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในด้วยเงินกู้ถึง 5.3 หมื่นล้านบาท โดยมีส่วนที่เป็นการลงทุนและการสร้างงานเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อผู้ยากจนเป็นวงเงิน 2.7 หมื่นล้านบาท ที่มีเงื่อนไขว่าต้องจ้างแรงงานไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ของโครงการโดยใช้สัดส่วนความยากจนในพื้นที่เป็นตัวกำหนดในการจัดสรรเงินแก่โครงการย่อยๆ ซึ่งต้องดำเนินการให้เสร็จภายในปีงบประมาณ 2543
โครงการมิยาซาวาในส่วนที่ถือว่าเป็น workfare ประกอบด้วย (1) การสร้างงานโดยตรงเพื่อช่วยผู้ถูกเลิกจ้าง 2.3 แสนคน (2) การสร้างงานโดยอ้อมเช่นการพัฒนาฝีมือแรงงานและการฝึกอบรมการประกอบธุรกิจขนาดย่อม 4.3 แสนคน และ (3) กิจกรรมที่ก่อให้เกิดประโยชน์ด้านอื่น เช่น การให้สินเชื่อ 1 หมื่นราย
หลังจากวิกฤตเศรษฐกิจ รัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร ได้จัดตั้งโครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้านและชุมชน (SML) ในปี 2547 เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน และการสร้างโอกาสให้ประชาชนอย่างยั่งยืน โดยใช้งบประมาณปีละ 2 หมื่นล้านบาท กระจายให้หมู่บ้านทั่วประเทศซึ่งแบ่งเป็น 3 ระดับ คือ ขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ โดยให้งบประมาณหมู่บ้านตั้งแต่ 1 แสนถึง 3 แสนบาท ต่อมาเกิดรัฐประหารเมื่อ 19 กันยายน 2549 โครงการจึงถูกระงับไป จนถึงสมัยรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช (มกราคม-กันยายน 2551) ได้รื้อฟื้นโครงการขึ้นใหม่ปรับชื่อเป็น โครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้าน/ชุมชนตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง แต่ก็มีการเปลี่ยนรัฐบาลในเวลาไม่นานจนมาถึงสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร (5 สิงหาคม 2554-7 พฤษภาคม 2557) จึงได้ดำเนินโครงการต่อในปี 2554
โครงการ SML ไม่นับว่าเป็น workfare เนื่องจากเป็นนโยบาย “ลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน” เพื่อพัฒนาหมู่บ้านและชุมชน เป็นการลงทุนพัฒนาทรัพย์สินสาธารณะที่ก่อให้เกิดผลตอบแทนทางเศรษฐกิจและการสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกของประชาชนในหมู่บ้าน/ชุมชน โดยไม่ได้เน้นการสร้างงาน และเป็นโครงการที่ใช้เวลานาน 1-4 ปี ซึ่งไม่ใช่ลักษณะของ workfare
ก่อนหน้ารัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (17 ธันวาคม 2551-5 สิงหาคม 2554) ได้เกิดวิกฤตการณ์สินเชื่อด้อยคุณภาพ (Subprime mortgage crisis) หรือวิกฤตการณ์การเงินโลก (Global financial crisis) ในปี 2551 โดยเริ่มจากอเมริกาและมีผลกระทบมาถึงประเทศไทย มาตรการสำคัญของรัฐบาลเพื่อแก้ปัญหาการเลิกจ้างและการว่างงานคือโครงการไทยเข้มแข็ง ตามแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะที่ 2 (stimulus package 2) หรือแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 ที่มีเป้าหมายสร้างตำแหน่งงานใหม่ประมาณ 1.6 ล้านคน ภายใน 3 ปี (2553-2555) เพื่อรองรับผู้ตกงานเมื่อปี 2552 ประมาณร้อยละ 85
โครงการไทยเข้มแข็งเป็นโครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ประกอบด้วยโครงการ “ขนาดกลาง” และ “ขนาดเล็ก” แล้วซอยเป็น “โครงการยิบย่อย” ลงไปในแต่ละพื้นที่ โดยใช้งบประมาณรวมก้อนใหญ่มหึมา 1.4 ล้านล้านบาท และผูกพันเป็นระยะเวลาถึง 3 ปี โดยมีโครงการยิบย่อยที่พอจะถือว่าเป็น workfare เป็นส่วนน้อยคือ โครงการค่าใช้จ่ายเพิ่มศักยภาพผู้ว่างงานเพื่อสร้างมูลค่าเศรษฐกิจและสังคมในชุมชน 6.9 พันล้านบาท โครงการลงทุนด้านแหล่งน้ำและระบบชลประทานขนาดเล็ก โครงการก่อสร้างถนนในชนบท โครงการก่อสร้างโรงเรียน และโครงการก่อสร้างสถานีอนามัยขนาดเล็กในชนบท ซึ่งมีงบประมาณน้อยมากเมื่อเทียบกับงบประมาณรวม
ในสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา (2557-2562) มีโครงการที่เข้าข่าย workfare 2 โครงการ คือ มาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ระดับตำบล (โครงการตำบลละ 5 ล้านบาท) และมาตรการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ระยะที่ 2
โครงการตำบลละ 5 ล้านบาทเกิดจากมติ ครม. เมื่อ 1 กันยายน 2558 ให้กระทรวงมหาดไทยจัดสรรงบประมาณลงในตำบล ตำบลละ 5 ล้านบาท จำนวน 7,255 ตำบล เป็นโครงการที่ประกอบด้วย 1.โครงการส่งเสริมการพัฒนาตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง 2.โครงการซ่อมแซมหรือบูรณะทรัพย์สินที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ 3.โครงการด้านเศรษฐกิจและสังคม โดยเน้นการ “กระจายเม็ดเงินลงไปสู่พื้นที่หมู่บ้าน ตำบลทุกจังหวัดทั่วประเทศ” และการจ้างงานระยะสั้น จึงนับได้ว่าเป็น workfare
ส่วนโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐนั้นเริ่มต้นจากรัฐต้องการได้รับข้อมูลที่แท้จริงของประชาชนผู้มีรายได้น้อยและยากจนจึงเปิดให้มีการลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยในปี 2559 มีคนมาลงทะเบียนประมาณ 8 ล้านคน พอดีเกิดปัญหาภัยแล้ง รัฐบาลจึงโอนเงินช่วยเหลือให้ไปก่อนสำหรับคนกลุ่มนี้ทั้งภาคเกษตรและนอกภาคเกษตร คนละ 3,000 บาท และ 1,500 บาท จากนั้นในปี 2560 เปิดลงทะเบียนอีกรอบ มีผู้มาลงทะเบียนเพิ่มขึ้นเป็น 14 ล้านคน แต่เมื่อตรวจสอบคุณสมบัติแล้วเหลือประมาณ 11.4 ล้านคน และนำไปสู่การให้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐระยะที่ 1
บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (หรือบัตรคนจน) มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยผู้มีรายได้น้อยในการลดค่าครองชีพ ทั้งการซื้อสินค้าและการเดินทางด้วยการเปิดให้ผู้ที่มีคุณสมบัติตามที่กำหนด ลงทะเบียนระหว่าง 3 เมษายน-15 พฤษภาคม 2560 โดยออกเป็นบัตรเดบิตเพื่อใช้ซื้อสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพในราคาถูกกว่าท้องตลาดร้อยละ 15-20 จัดจำหน่ายผ่านร้านค้าธงฟ้าประชารัฐ ร้านค้าโชห่วย และร้านค้าชุมชนในการส่งเสริมของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า โดยผู้มีรายได้ต่ำกว่าปีละ 3 หมื่นบาท ได้รับเดือนละ 300 บาท และผู้มีรายได้ปีละ 3 หมื่นบาท-1 แสนบาท ได้รับเดือนละ 200 บาท บวกกับวงเงินในการซื้อก๊าซหุงต้ม รถเมล์/รถไฟฟ้า/บขส./รถไฟ (โดยใช้บัตร) โครงการเริ่มตั้งแต่ตุลาคม 2560
โครงการระยะแรกถือเป็นรัฐสวัสดิการ ไม่ใช่ workfare เนื่องจากผู้รับสวัสดิการไม่ต้องทำงานหรือฝึกอาชีพแลกกับสวัสดิการดังกล่าว โครงการระยะแรกสิ้นสุดเมื่อธันวาคม 2561
ขณะเดียวกันเมื่อ 9 มกราคม 2561 ครม.มีมติเห็นชอบมาตรการช่วยเหลือระยะที่ 2 คือมาตรการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐโดยไม่ได้เป็นการให้เงินช่วยเหลือฟรีๆ แต่ให้ผู้ถือบัตรรับการอบรมพัฒนาคุณภาพชีวิต (มีงานทำ ฝึกอาชีพ และเข้าถึงแหล่งทุน) ด้วย โดยผู้ที่เข้ารับการอบรมจะได้วงเงินเพิ่มขึ้น ดังนั้น โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ระยะที่ 2 จึงนับว่าเป็น workfare
รัฐบาลใหม่จะเลือกใช้รัฐสวัสดิการแบบแจกฟรี หรือรัฐสวัสดิการแบบส่งเสริมการมีงานทำ โปรดใช้วิจารณญาณเอาเอง

