เพียงชั่วสองวันแรกของสัปดาห์
มีภาพเหตุการณ์ที่สะท้อนให้เห็นจุดยืนที่แตกต่างกันอย่างสุดปลายในสังคมไทย
กลุ่มหนึ่ง เชื่อมั่นในความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ไม่ยี่หระต่อปฏิกิริยาใดๆ จากโลกภายนอก
และพร้อมจะตอบโต้กลับจากจุดยืน “ชาตินิยม” สุดขั้ว
กลุ่มหนึ่ง กวาดสายตาออกสำรวจความเปลี่ยนแปลง ทั้งวิทยาการ ธุรกิจ เศรษฐกิจ สังคมวัฒนธรรม
แล้วนำกลับมาปรับ-เปลี่ยนบุคคล องค์กร วัฒนธรรมภายใน
เพื่อจะก้าวเดินออกไปเคียงบ่าเทียมไหล่กับโลกภายนอก
23 พฤษภาคม ที่สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย กลุ่มสตรีศรีสยามประมาณ 30 คนเข้ายื่นจดหมายปิดผนึกต่อรัฐบาลสหรัฐอเมริกา
ขอให้เรียกตัวนายกลิน ที เดวีส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย กลับประเทศ และขอให้นายเดวีส์ออกมาขอโทษคนไทยทั้งประเทศ
หลังการให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม ที่แสดงออกถึงความไร้มารยาททางการทูต
เพราะวิพากษ์วิจารณ์กฎหมายและขนบธรรมเนียมแห่งราชอาณาจักรไทย
24 พฤษภาคม ในงานสัมมนา “ธุรกิจไทย ในวันที่โลกไม่เหมือนเดิม” ของหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ฉายภาพ 4 ปัจจัยของความเปลี่ยนในโลก ได้แก่
– ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี จากการใช้อินเตอร์เน็ตเพียง 1 เปอร์เซ็นต์ของประชากรในโลก ปัจจุบันประชากรกว่าครึ่งหนึ่งหรือประมาณ 3,400 ล้านคนเข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้แล้ว
– การเปลี่ยนแปลงด้านโครงสร้างประชากร ในอีก 10 ปีข้างหน้า ประชากรโลกจะเพิ่มจาก 7 เป็น 8 พันล้านคน โดยกลุ่มที่จะขยายตัวมากคือกลุ่มประชากรที่มีอายุมากกว่า 65 ปี
จะทำให้มีการย้ายถิ่นฐานของประชาชนข้ามพรมแดนระหว่างประเทศและจากชนบทมาสู่เมืองมากขึ้น
รวมทั้งจะมีนัยต่อนโยบายและภาระด้านการคลังของภาครัฐ
– ศูนย์กลางการค้าโลกเปลี่ยนมาที่เอเชีย โดยเฉพาะที่จีนและอินเดีย
– กติกาและมาตรฐานในหลายเรื่องจะมีความเป็นสากลมากขึ้น เช่นที่เกิดขึ้นกับไทยแล้วไม่ว่าจะเป็นกรณีประมง การบิน หรือการค้ามนุษย์
ภาครัฐยังขนาดนั้น
ภาคธุรกิจยิ่งไม่ต้องพูดถึง
สมชัย เลิศสุทธิวงศ์ ซีอีโอ AIS, ธีรนันท์ ศรีหงส์ กรรมการผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย และธีรพงศ์ จันศิริ ซีอีโอไทยยูเนี่ยนกรุ๊ป ผู้ผลิตปลากระป๋องอันดับต้นของโลก
ประสานเสียงเตือนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงทั้งวิทยาการ ระบบการค้า-การเงิน และการดำรงชีวิตที่จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า
“ผู้ผลิตสินค้ารายใหญ่ อย่าง Samsung ได้ประกาศแล้วว่าในอีก 5 ปีข้างหน้าสินค้าทุกชิ้นที่ผลิตจะมีเซ็นเซอร์ ที่จะเชื่อมต่อกับโลกอินเตอร์เน็ต ติดต่อสื่อสารกันได้ตลอดเวลา
“ขณะที่ Google ก็ประกาศแล้วว่ายุคของมือถือจะหมดไป และยุค Ai (Artificial Intelligence ) จะเข้ามาแทน
“ไมโครซอฟท์บอกว่านับจากนี้ไป คนหนึ่งคนจะมีเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์อยู่ในตัว 11 ชิ้น เช่น ตุ้มหู, แว่นตา, นาฬิกา เป็นต้น” นายสมชัยกล่าว
นายธีรนันท์ ระบุว่า โลกของ Digital Technololy มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงในผู้บริโภคอย่างมาก เพราะกลุ่มคนที่เล่นโซเชียลมีเดียไม่ได้จำกัดแค่กลุ่มวัยรุ่นเท่านั้น แต่รวมไปถึงกลุ่มผู้มีอายุที่มีกำลังซื้อ
นอกจากจะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงลูกค้าแล้ว ยังทำให้เกิดการแข่งขันรูปแบบใหม่
ขณะที่บทบาทภาครัฐในหลายประเทศเริ่มเปลี่ยนแปลงไป
มีการดึงพลังของภาคเอกชนเข้าไปร่วมพัฒนาประเทศ
นายธีรพงศ์กล่าวว่า เพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงของตลาด และกฎเกณฑ์การค้าระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงไปเข้มข้นมากขึ้น
บริษัทหันมาเน้นการวิจัยและให้ความสำคัญกับนวัตกรรม เพื่อใช้ประโยชน์สูงสุดจากวัตถุดิบ
และตั้งเป้าจะผลิตสินค้าที่ไม่มีอยู่ในตลาด ออกขายในตลาดต่างประเทศให้ได้ใน 3 ปี
คำถามสำหรับผู้เฝ้ามองปรากฏการณ์และคนส่วนใหญ่ในสังคม
คือเราจะเลือกยืนอยู่ฝั่งไหนของความเชื่อสองฟากนี้

