หน้าแรก คอลัมนิสต์ ไม่ได้คืบ เลย...

ไม่ได้คืบ เลยเอาศอก โดย สมหมาย ปาริจฉัตต์

26.05.16 | 13:45 น.
แฟ้มภาพ

ฟัง สนช.ชี้แจงคุณครู ก. คุณครู ข. เรื่องคำถามพ่วงประชามติรัฐธรรมนูญ ว่าไม่มีเจตนาจะสืบทอดอำนาจ แต่ต้องการให้การปฏิรูปเดินหน้าต่อไปแล้ว ต้องกลับมาทบทวนความเป็นมาของร่างรัฐธรรมนูญกันอีกครั้ง

เพราะสิ่งที่จะเป็นตัวบ่งชี้ว่าสืบทอดอำนาจหรือไม่ อยู่ตรงที่มาและบทบาทอำนาจของวุฒิสมาชิก ไม่ได้อยู่ที่ประเด็นปฏิรูปเดินหน้าหรือถอยหลัง เพราะถ้าเขียนรัฐธรรมนูญให้ชัดว่าวุฒิสมาชิกมีหน้าที่ควบคุม กำกับติดตาม การปฏิรูป เสียแล้ว วุฒิสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งก็ต้องทำหน้าที่นี้เช่นเดียวกัน ไม่เช่นนั้นผิดกฎหมาย ถูกถอดถอนได้

แต่เพราะคิดเอาเองว่า ถ้าเป็นวุฒิสมาชิกจากการเลือกตั้งจะไม่ทำหน้าที่สำคัญนี้ นอกจากมาจากการแต่งตั้งเท่านั้น

ที่มาของวุฒิสมาชิกตามร่างรัฐธรรมนูญล่าสุด มาอย่างไร ค่อยว่ากันต่อไป

ก่อนจะสรุปว่าสืบทอดอำนาจหรือไม่ต้องย้อนกลับไปถึงร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธานกรรมาธิการ ร่างฉบับรับฟังความคิดเห็น

Advertisement

เสร็จเมื่อเดือนเมษายน 2558 มาตรา 279 ให้มีสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติ

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศประกอบด้วยสมาชิกไม่เกิน 120 คน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งจากบุคคลดังต่อไปนี้

ก.สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) 2557 หกสิบคน

ข.สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) 2557 สามสิบคน

ค.ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการปฏิรูปด้านต่างๆ สามสิบคน

คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติ ประกอบด้วย กรรมการซึ่งปฏิบัติหน้าที่เต็มเวลาและมาจากผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการปฏิรูปด้านต่างๆ ไม่เกินสิบห้าคน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามมติสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

เมื่อเปิดรับฟังความคิดเห็น คณะรัฐมนตรีตัดสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศออกและเพิ่มการปรองดองแห่งชาติเข้าไป กรรมาธิการจึงกลับมาปรับใหม่เป็นคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.) ประกอบด้วยประธานคนหนึ่งและกรรมการไม่เกินยี่สิบสองคน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งจากบุคคลดังต่อไปนี้

1.กรรมการโดยตำแหน่ง ได้แก่ ประธานรัฐสภา ประธานวุฒิสภา นายกรัฐมนตรี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

2.กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งแต่งตั้งจากผู้ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งประธานรัฐสภา นายกรัฐมนตรี ประธานศาลฎีกา ซึ่งเลือกกันเองในแต่ละประเภท ประเภทละหนึ่งคน

3.กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนไม่เกินสิบเอ็ดคนซึ่งแต่งตั้งตามมติรัฐสภา จากผู้ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการปฏิรูปต่างๆ และการสร้างความปรองดอง

ปรากฏว่าถึงวันลงมติสภาปฏิรูปแห่งชาติมีมติไม่รับรอง เหตุส่วนหนึ่งเพราะเกิดกระแสการคัดค้าน การมีกลไก คปป.นั่นเอง

ต่อมามีการแต่งตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญมีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน คลอดฉบับรับฟังความคิดเห็น เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2559 มาตรา 102 วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกจำนวนสองร้อยคน ซึ่งมาจากการเลือกกันเองของบุคคลซึ่งมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์อาชีพ ลักษณะหรือประโยชน์ร่วมกัน หรือทำงานหรือเคยทำงานด้านต่างๆ ที่หลากหลายของสังคม

มาตรา 267 เพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปด้านต่างๆ ให้มีคณะกรรมการอิสระคณะหนึ่งมีหน้าที่ปฏิรูปให้เกิดผลสัมฤทธิ์

เมื่อขอรับฟังความคิดเห็น คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เสนอผลการประชุมร่วมของแม่น้ำ 4 สาย คือ คสช. คณะรัฐมนตรี สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ กรรมการนำมาปรับเป็นฉบับลงประชามติวันที่ 7 สิงหาคม 2559

มาตรา 269 ในวาระเริ่มแรกให้วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกจำนวนสองร้อยห้าสิบคน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติถวายคำแนะนำ

ให้คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติคัดเลือกผู้ที่ได้รับเลือกตาม (ก) จากบัญชีรายชื่อที่ได้รับจากคณะกรรมการเลือกตั้งให้ได้จำนวนห้าสิบคน และคัดเลือกรายชื่อสำรองจำนวนห้าสิบคน โดยการคัดเลือกดังกล่าวให้คำนึงถึงบุคคลจากกลุ่มต่างๆ อย่างทั่วถึง และให้คัดเลือกจากบัญชีรายชื่อที่ได้รับการสรรหาตาม (ข) ให้ได้จำนวนหนึ่งร้อยเก้าสิบสี่คน รวมกับผู้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นสองร้อยห้าสิบคน

ไม่มี คปป.ตามที่ว่าเมื่อแรก แต่มี ผบ.สูงสุด ผบ.เหล่าทัพ ปลัดกระทรวงกลาโหม และ ผบ.ตำรวจ เป็นวุฒิสมาชิกโดยตำแหน่ง

บทบาทอำนาจหน้าที่สูงกว่า คปป.เดิม ตามโครงสร้างรัฐธรรมนูญฉบับบวรศักดิ์ ซึ่งแค่กำกับติดตาม ผลักดันการปฏิรูป แต่ฉบับใหม่ให้วุฒิสมาชิกมีอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรี

ทบทวนสิ่งที่ผ่านมาทั้งหมดแล้ว ใครจะตัดสินใจอย่างไร สุดแท้แต่ดุลพินิจของแต่ละท่านล่ะครับ

ที่บอกว่า เมื่อความคิด ความเชื่อทางการเมืองแตกต่างกัน ก็ให้ไปตัดสินกันในวันลงประชามตินั้น

ประเด็นมีว่า การชี้แจงร่างรัฐธรรมนูญ ผู้ชี้แจงให้ข้อมูล ความเห็นทั้งข้อดีและข้อด้อย ทั้งสองด้านหรือไม่ หรือชี้แจงแต่ด้านเดียว และปิดกั้นฝ่ายเห็นต่าง นอกจากไม่มีกลไกและเวทีที่เป็นอิสระแล้ว ยังกลัวลานไปหมดว่าจะถูกจับกุมดำเนินคดี