คนสำคัญในบ้านเมืองคนหนึ่ง กล่าวถึงการเคลื่อนไหวของกลุ่มนักกฎหมายที่แสดงความเห็นเรื่องร่างรัฐธรรมนูญ เป็นแค่ “กรวดในรองเท้า” เท่านั้น
ไม่มีอะไรสลักสำคัญ เป็นอุปสรรคเล็กน้อย อย่างมากก็ทำให้เดินไม่ถนัด
รำคาญมากๆ ถอดรองเท้าเทกรวดออก เท่านั้นก็จบ
แต่ถ้ามองกว้างๆ ในวันนี้ รองเท้าของใครบางคนน่าจะมีกรวดหลายสิบเม็ด
ขณะนี้เรากำลังเดินสู่การลงประชามติ 7 สิงหาคม ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 50 ล้านคน จะชี้ชะตาร่างรัฐธรรมนูญว่าจะยอมรับให้เป็นกติกาหลักของบ้านเมืองหรือไม่
เป็นเรื่องสำคัญของประเทศเรา ไม่ต้องพูดถึงต่างประเทศที่ออกมาแถลงตั้งความหวังโน่นนี่ก็ได้
เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อที่ต้องจับตา เพราะผ่านขั้นตอนนี้ คือการเลือกตั้งใหญ่ในปี 2560
หรือถ้าไม่ผ่านประชามติ แม้จะเลือกตั้งตามโปรแกรมเดิมในปี 2560 แต่คงยุ่งยากพอสมควร เพราะต้องตัดต่อยำใหญ่รัฐธรรมนูญ เพื่อนำมาใช้งานอย่างเร่งด่วน
เมื่อเป็นเรื่องสำคัญที่มีผลต่อคนทั้งประเทศ การจัดทำใช้งบจากภาษีอากร ใช้ทรัพยากรต่างๆ ของรัฐ ไม่ใช่เงินส่วนตัวของใคร
ก็ควรเปิดโอกาสให้ผู้คนพลเมือง ได้ติชมแสดงความเห็นกันบ้าง
การแสดงความคิดความเห็นในประเด็นสาธารณะ ย่อมมีทั้งหนุนทั้งค้านเป็นปกติ ถือว่ามีค่ามีราคาด้วยกันทั้งสองฝ่าย
สุดท้ายตัดสินด้วยเสียงข้างมาก ที่จะเห็นว่าความเห็นฝ่ายไหนมีประโยชน์ มีเหตุผลมากกว่า
น่าสังเกตว่า ระยะนี้ การพูดจาถึงฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ มีดีกรีรุนแรงขึ้น
โดยเฉพาะการกล่าวหาว่าฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกำลังบิดเบือนให้ร้ายร่างรัฐธรรมนูญ เผยแพร่ข้อมูลผิดๆ ฯลฯ
บิดเบือนแบบไหน ยังไง ยังไม่มีการอธิบายขยายความ
ว่ากันตามความจริง ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีเนื้อหาที่ชัดเจนมากๆ สำหรับประเทศที่มีรัฐธรรมนูญมาเกือบ 20 ฉบับ มีมาแล้วเกือบทุกสไตล์ คนร่างก็วนเวียนมีอยู่ไม่กี่ชื่อ เห็นหน้าก็พอเดาแผนการเล่นได้ว่าจะมาแนวไหน
เนื้อหาเขียนไว้ยังไงก็เข้าใจว่าอย่างงั้น ใครคิดบิดเบือนจะเหนื่อยมาก
หลักสำคัญๆ ไม่ว่าจะเป็นที่มาของนายกรัฐมนตรี ที่มาของ ส.ว. อำนาจองค์กรอิสระ ไปจนถึงบทเฉพาะกาล ฯลฯ อาจจะอ่านยากนิดสำหรับผู้ที่ไม่คุ้นกับภาษากฎหมาย แต่ทำความเข้าใจได้
เมื่อรับรู้และเข้าใจเนื้อหา สิ่งที่ตามมาคือ “ความเห็น” อันเป็นเรื่องเฉพาะตัวของแต่ละคน
บวกหรือลบ ชอบหรือไม่ชอบ ไฟเขียวหรือไฟแดง ย่อมแล้วแต่ทรรศนะ จุดยืน ของใครของมัน
ทั้งสองข้างของความเห็น ไม่มีข้างไหนเป็นกรวด แต่คือสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับการลงประชามติ

