หน้าแรก คอลัมนิสต์ สะพานแห่งกาลเ...

สะพานแห่งกาลเวลา : ‘พาสเวิร์ด’ ล้าสมัย ไร้ประโยชน์ : ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์

13.05.19 | 14:00 น.

เชื่อไหมครับว่า “พาสเวิร์ด” ที่เราคุ้นเคยกันมาแต่ไหนแต่ไร ในฐานะเป็นเครื่องมือในการบ่งบอก “ตัวตน” ที่แท้จริงของเราในโลกออนไลน์ และคอมพิวเตอร์นั้น ยิ่งนับวันยิ่งไร้ประโยชน์ในแง่ของผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยในระบบคอมพิวเตอร์ มากขึ้นทุกที

ก็บอกยากเหมือนกันว่า สาเหตุจริงๆ เกิดจากตัวเราหรือเกิดจากตัวพาสเวิร์ดกันแน่

ที่แน่ๆ ก็คือ คนทั่วไปมักคิดพาสเวิร์ดในลักษณะที่จำง่าย และใช้กันซ้ำๆ ในหลายๆ บัญชี สุดท้ายก็กลายเป็นเหยื่อของอาชญากรคอมพิวเตอร์ไป

แต่ถ้าจะคิดให้ยาก-ยาวเข้าไว้ และเปลี่ยนบ่อยๆ ซึ่งเป็นคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ ก็จะเกิดปัญหา
จำไม่ได้ ในที่สุดก็ต้องผ่านกระบวนการระบุตัวบุคคล กลายเป็นปัญหาทั้งเจ้าของพาสเวิร์ดและบริษัทผู้ให้บริการ

พาสเวิร์ดที่ง่ายๆ เดาได้ไม่ยาก มักตกเป็นเหยื่อของคนร้ายที่ใช้วิธีการเก่าแก่ ซึ่งเรียกกันว่า “พาสเวิร์ด สเปรอิง” คือการสุ่มด้วยตัวอย่างพาสเวิร์ดง่ายๆ (อย่างเช่น 12345678 เป็นต้น) แล้วใช้พาสเวิร์ดที่พบได้ “ล็อกอิน” เข้าไปในระบบ จัดการทั้งคัดลอกข้อมูลหรือขโมยอะไรต่อมิอะไรต่อ

Advertisement

หรือบางคนคิดว่าเท่ ใครๆ ก็คิดไม่ถึง เช่นใช้คำว่า พาสเวิร์ด เป็นพาสเวิร์ด…เป็นอันเสร็จทุกราย

เป็นคนธรรมดาอย่างเราๆ ท่านๆ ก็อาจเสียหายนิดหน่อย แต่ถ้าเป็นบริษัทขนาดใหญ่ก็ยิ่งเสียหายหนักหนาสาหัส ชื่อเสียงพาลเสียหายเอาได้

ยิ่งเป็นบริษัทใหญ่เท่าใด ยิ่งเกี่ยวข้องกับระบบพื้นฐานคอมพิวเตอร์มากเท่าใด ยิ่งตกเป็นเป้าอาชญากรพวกนี้มากขึ้นเท่านั้น

ตัวอย่างเช่นบริษัทที่ตกเป็นเป้าโจมตีทางไซเบอร์มากที่สุดในโลกบริษัทหนึ่งก็คือ ไมโครซอฟท์

เห็นตัวเลขที่ไมโครซอฟท์ถูกอาชญากรไซเบอร์โจมตีด้วยสารพัดวิธีในแต่ละปีแล้วน่าตกใจ เฉลี่ยแล้วปีละ 6.5 ล้านล้านครั้งครับ กูเกิล หรือผู้ผลิตอุปกรณ์เครือข่ายอย่าง ซิสโก ก็คงไม่หนีกันเท่าใดนัก เป็น “ล้านล้าน” ครั้งเหมือนกันแน่นอน

มีทั้งที่เป็นสแปม, สแคม, แล้วก็ฟิชชิ่ง เหมือนๆ กับที่เราๆ ทั้งหลายเคยโดนกันนั่นแหละ เป้าหมายเบื้องต้นก็คือ ต้องการพาสเวิร์ดของพนักงานสักคน สำหรับล็อกอินเข้าไปในระบบ ที่จะเป็นขุมทองของคนร้ายไป

วิธีการเจาะระบบเบื้องต้นง่ายๆ เช่นนี้แหละครับที่นำไปสู่การแฮกแบบซับซ้อน หรือมัลติ-เฟซเซทด์
แฮกกิง ที่จะเกิดขึ้นตามมา

ที่น่าสนใจก็คือ ไมโครซอฟท์เป็นบริษัทที่ “ไม่ใช้พาสเวิร์ด” มานานแล้ว พนักงานทุกคนที่นั่น ล็อกอิน เข้าระบบได้โดยไม่ต้องใช้พาสเวิร์ดอีกต่อไป เพราะไม่เพียงล้าสมัย ยังไม่มีประโยชน์ในเชิงป้องกันอย่างที่ว่ามานั่นแหละ

“พาสเวิร์ด สเปรย์” จะทำอะไรไม่ได้ ตราบเท่าที่เราไม่ใช้พาสเวิร์ด ที่ไมโครซอฟท์ หันไปใช้ “เฟซรีค็อกนิชั่น” กับ “ลายนิ้วมือ” แทนพาสเวิร์ดกันมานานแล้ว

มีอีกบางบริษัทที่ดำเนินการไปตามแนวทางเดียวกันนี้ ตัวอย่างเช่นกูเกิล ก็พยายามหาทางเลือกอย่างอื่นที่ปลอดภัยกว่ามาทดแทนหรือมาใช้ควบคู่กับพาสเวิร์ด เช่นการใช้ระบบยืนยันตัวตนสองชั้นผ่าน
ยูเอสบี หรือที่เรียกกันง่ายๆ ว่า “ยูเอสบีคีย์”

เมื่อปีที่ผ่านมา กูเกิลบอกว่า วิธีนี้ลดการฟิชชิ่งต่อคนของตนลงได้อย่างเด็ดขาดเลยทีเดียว

ซิสโก ซื้อกิจการของบริษัทสตาร์ตอัพ ดูโอ ไปเมื่อปีที่แล้วเพราะเล็งเห็นความสำคัญของวิธีการ
ก้าวข้ามการใช้พาสเวิร์ดเช่นเดียวกัน เพราะดูโอเป็นสตาร์ตอัพที่คิดค้นเทคโนโลยีการยืนยันตัวตนแบบควบคู่ (ดูอัล ออเทนติฟิเคชั่น) นั่นเอง

คงอีกไม่นานหรอกครับที่ความสำเร็จในระดับองค์กรเหล่านี้จะแพร่หลายออกมาสู่ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ทั่วไป เมื่อถึงตอนนั้นพาสเวิร์ดก็คงหายสาบสูญไปจริงๆ จังๆ หรือไม่ก็ถูกลดความสำคัญในฐานะเป็นเครื่องมือยืนยันตัวตนลงไปมากแล้ว จนอาจไม่ใช่เรื่องจำเป็นอีกต่อไป

แล้วก็น่าจะทำให้ผู้อ่านหลายคงโล่งใจไม่น้อยทีเดียว